เลือกตั้ง62 : ประชาธิปัตย์ปราศรัยใหญ่ ย้ำจุดยืนไม่ร่วมการสืบทอดอำนาจ

เลือกตั้ง62 : ประชาธิปัตย์ปราศรัยใหญ่กลางลานคนเมือง ประชาชนเข้าร่วมรับฟังแน่น ย้ำจุดยืนไม่ร่วมการสืบทอดอำนาจ

วันนี้ (22 มี.ค. 62) ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งเวทีใหญ่ปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งที่ 24 มีนาคมนี้ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคพระชาธิปัตย์ กล่าวขอบคุณทุกคนที่สละเวลามาให้กำลังใจในการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง และในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่มาจากประชาชน สำนึกตลอดเวลาว่าเพราะบุญคุณของประชาชนที่มอบให้ ทุกรอยยิ้ม ทุกช่อดอกไม้ ทุกพวงมาลัย ไม่ลืม และเชื่อว่าความคาดหวังประชาชนที่จะไปกาบัตร 24 มีนาคมที่จะถึงนี้ คืออยากให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้น

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตอนนี้เราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เรามีคนแก่ที่ต้องดูแล ขณะที่คนในวัยทำงานมีน้อยลง เรามีหลายอย่างกดดันจากต่างประเทศ ประเทศไทยวันนี้หากเทียบกับ 8 ปี ที่แล้วความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้นมาก เพราะโอกาสของประชาชนที่จะออกจากความยากจนเป็นไปได้ยากกว่าในอดีต ดังนั้นทุกข์ของประชาชนคือภารกิจที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องรีบทำตั้งแต่วันแรก

ที่ผ่านมาทางพรรคใช้เวลา 5 ไม่ต่างกับวันที่เป็น ส.ส. โดยไปทำงาน และศึกษาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน กลุ่มเกษตรกร ธุรกิจกว่า 100 ราย ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่า เราพร้อมจริงๆ เพราะประกาศนโยบายก่อนพรรคอื่น และเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น การประกันรายได้เกษตรกร จ่ายเงินส่วนต่าง มัน ข้าว ข้าวโพด ยาง ปาล์ม และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ มีแผนครบทุกตัว นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนในเรื่องจุดยืนทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเมืองที่ดีต้องมีประชาธิปไตยที่สุจริต และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีพรรคสาขา มีแค่ประชาธิปัตย์อย่างเดียว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีคนพยายามสร้างเงื่อนไขในการเลือกตั้งของพรรคพรรคประชาธิปัตย์ โดยถามว่าจะเลือกพลังประชารัฐหรือไม่ ซึ่งเคยบอกชัดไปแล้วว่าถ้ามีการสืบทอดอำนาจก็ไม่ร่วม แต่ถ้าไม่มีเงื่อนไขนี้พลังประชารัฐก็คุยกันได้ แต่กลับถูกมองว่ากั๊ก ทั้งที่พรรคอื่นอย่างอนาคตใหม่ก็เคยพูดแบบนี้ ทำไมไม่โดนหาว่ากั๊ก

ซึ่งสิ่งที่ประชาชนกลัวมี 2 เรื่อง ที่เราเรียกว่าระบอบทักษิณ เราไม่ได้เจาะจงว่าเป็นพฤติกรรมของทักษิณ แต่มันรวมหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้น และสิ่งที่คนเอามาพูดมาทำต่างจากระบอบทักษิณตรงไหน ผมเชื่อว่าความเลวจะชนะความเลว เอาความเลวไปสู้กับความเลวคือการยอมแพ้แล้ว เพราะคุณยอมเลว

ส่วนเรื่องที่ 2 การที่ออกมาพูดว่าถ้ามีเขา บ้านเมืองจะสงบสุข ครั้งที่แล้วผมอยู่มีความวุ่นวายจริง วันแรกที่สภายกมือให้ผมเป็นนายกฯ เดินออกมาก็เจอก้อนอิฐ มีม็อบ 2 ฝ่าย มีความรุนแรง และปี 53 ที่รุนแรงเพราะอะไร เพราะเกิดการยึดทรัพย์ 4 หมื่นกว่าล้าน มีกลุ่มติดอาวุธ ประเทศไทยไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ และขณะนั้นมีรองนายกฯ ชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผบ.ทบ. คือพล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา และรอง ผบ.ทบ.ก็คือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งผมไม่เคยตำหนิท่านเลย ทั้งที่เคยบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องความมั่นคง ให้ดูเรื่องเศรษฐกิจ และไม่เคยมีแม้แต่เรื่องเดียวที่เสนอมาแล้วปฏิเสธ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความกังวลเรื่องความขัดแย้งที่คนกลัวว่าจะเกิดขึ้นว่า จะไม่เหมือนเดิมแล้ว ทันทีที่มีการเลือกตั้งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ไม่เหมือนในอดีต ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่กับนายอภิสิทธิ์แล้ว แต่เป็นกับปัญหาการสืบทอดอำนาจ

พร้อมกล่าวถึงการขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคพลังประชารัฐ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นไปพูดว่า ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาที่พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ทำตัวไม่เหมือนผู้สมัครนายกฯ คนอื่น แต่วันนี้กลับขึ้นปราศรัยร้องเพลง พูดไม่กี่ประโยคและลงเวทีไป ทั้งที่ผ่านมาในเวทีดีเบตที่มีการถกเถียง ทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐกลับไม่ไป แล้วถ้าจะไปเป็นนายกฯ ก็อยากให้ลองคิดภาพว่าเข้าไปในสภาแล้วจะเจออะไรบ้าง

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เดินทางไปพบปะประชาชน 127 เขต รวม 47 จังหวัด พบว่า สิ่งที่เป็นคำตอบคือพี่น้องมีปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย สวนทางกลับสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้ว่า

รัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาความยากจนโดยจะเพิ่มรายได้ให้ประชาชนสูงขึ้น ข้ามให้พ้นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งได้เคยทำข้อมูลนี้ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วว่าแต่ละจังหวัดลดลงอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ

เลือกตั้ง62 : ปราศรัยใหญ่อนาคตใหม่ ประกาศผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ

กอล์ฟ ธัญญ์วาริน จากพรรคอนาคตใหม่ ประกาศผลักดันแก้หลักสูตรกระทรวงศึกษาที่สอนว่า LGBTQ เป็นกลุ่มคน “เบี่ยงเบนทางเพศ” ออกไปจากตำรา

วันที่ 22 มี.ค. 2562 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ได้มีการจัดปราศรัยใหญ่วันสุดท้าย ก่อนวันเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ งานปราศรัยในครั้งนี้ผู้ที่เริ่มกล่าวปราศรัยเป็นคนแรกคือ กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ลำดับที่ 9

ซึ่งเจ้าตัวได้ประกาศผลักดันแก้กฎหมายสมรสจากชาย-หญิงเป็นบุคคล แก้หลักสูตรกระทรวงศึกษาที่สอนว่า LGBTQ เป็นกลุ่มคนเบี่ยงเบนทางเพศออกไปจากตำรา อีกทั้งยังต้องการแก้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ให้เปิดรับความหลากหลาย

สำหรับแนวทางนโยบายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

1. ยุติการเกณฑ์ให้ทุกเพศสามารถคัดเลือกทหารเองตามความสมัครใจ

2. การแต่งงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างถูกต้องตาทกฎหมายให้มีความเป็นกลางทางเพศ เพื่อที่จะโอบรับทุกคนโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง พรรคอนาคตใหม่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการสมรส หรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 และ 1458 โดยยกเลิกการใช้คำว่า ชายหรือหญิง และใช้คำว่า บุคคล แทน เพื่อให้ทุกคนทุกเพศ สามารถสมรสกันและได้รับสิทธิที่พึงได้จากการสมรสได้อย่างเท่าเทียมอย่าวแท้จริง

3. สนับสนุนการพัฒนาร่างและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับความเท่าเทียมไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน เพราะวิถีทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงยกเลิกการตรวจหาเอชไอวี ก่อนเข้าทำงานหรือเข้ารับการศึกษาเพื่อหยุดการเลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีบนฐารของมายาคติแชะความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรค

4. เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 6 เดือน พรรคอนาคตใหม่เห็นว่าถ้าเราต้องการสร้างพลเมืองให้เติบโตไปอย่างมีคุณภาพ พ่อแม่ต้องดูแลลูกยามแรกเกิดอย่างเต็มที่

5. การศึกษาต้องเริ่มจากการปูพื้นฐานความเข้าใจอันลักษณ์ทางเพศ เพศสภาพ เพศวิถี สร้างค่านิยมที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ และความหลากหลายของครอบครัวในรูปแบบต่างๆ เรียนรู้เรื่องโครงสร้างความเหลื่อมล้ำเรื่องเพศ การเลือกปฏิบัติ การล้อเลียนรังแก ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยมีเนื้อหาที่เหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัน ปรับเปลี่ยนหลักสูตรต่างๆ ที่ยังมีอคติ เพื่อเยาวชนรุ่นใหม่เข้าใจเรื่องเพศและความหลากหลายอย่างถูกต้อง

6. การรณรงค์ สร้างแคมเปญ ระดับประชาชนให้เกิดความตระหนักถึงตัวตนและปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศ ร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคมเดิม องค์กร มูลนิธิ สมาคมต่างๆ สร้างการตื่นตัวและขยายประเด็นความเสมอภาคทางเพศให้ครอบคลุมผู้คนทั้งประเทศ และความพยายามให้เกิดการมีส่วนร่วมกับภาครัฐ

ศาลฎีกายกฟ้อง ‘สมคิด บุญถนอม’ คดีร่วมกับพวกอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ

ศาลฎีกายกฟ้อง ‘สมคิด บุญถนอม’ คดีร่วมกับพวกอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ เผย พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก

วันที่ 22 มี.ค. 2562 ศาลศาลอาญา อ่านคำพิพากษาฎีกาคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พ.ต.อ.สรรักษ์ จูสนิท , พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานคือ พ.ต.ท. สุวิชชัย แก้วผลึก ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรี ให้การสับสน ขัดกับคำให้การเดิม เหมือนมีการต่อรองเพื่อให้หลุดพ้นคดี อีกทั้งแหวนที่อ้างว่าเป็นของผู้เสียชีวิตที่พบในก้นถังน้ำมันที่ใช้เผาศพนายอัลรูไวลี่ภายในไร่มัน ไม่พบร่องรอยการเผาไหม้

รวมถึงญาติของนายอัลรูไวลี่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นแหวนของนายอัลรูไวลี่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้ง 5 กระทำความความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืนยกฟ้อง