TMB ชี้ท่องเที่ยวสดใส หนุนบาทแข็งแตะ 31.16

TMB Analytics ประเมินเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของปี แตะระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 4% จากสิ้นปี 2018 หนุนด้วยปัจจัยนักท่องเที่ยวต่างชาติ การคาดการณ์ดุลการค้าที่ยังคงเป็นบวก และการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางหลักของโลก อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทอาจผันผวนเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่จะกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คิดเป็นเกือบ 40% ของดุลการชำระเงินทั้งหมด โดย TMB Analytics คาดว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะสูงถึง 40.4 ล้านคน หรือขยายตัวกว่า 5.5% จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีหลังเหตุการณ์เรือฟีนิกซ์ล่มที่ภูเก็ตเมื่อกลางปีที่แล้ว และมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องแม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจะต่ำลงเมื่อเทียบกับฐานที่สูงจากปีก่อน

อีกทั้ง ดุลการค้าที่คาดว่าจะยังคงเกินดุลต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ถึงแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวลดลงจากการชะลอของเศรษฐกิจโลก แต่การนำเข้าอาจชะลอมากกว่าจากปัจจัยการลงทุนในประเทศที่รอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าการนำเข้าจะชะลอลงจาก 12.5% ในปีก่อน เหลือเพียง 2% ในปีนี้

นอกจากนี้ TMB Analytics คาดว่า ถึงแม้ว่าไทยจะยังมีความเสี่ยงด้านการเมือง แต่ในช่วงที่เหลือของปีจะมีเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ เนื่องจากธนาคารกลางของเศรษฐกิจหลักเริ่มปรับท่าทีต่อการดำเนินนโยบายการเงินจากเดิมที่จะเข้มงวดมากขึ้นกลายเป็นผ่อนคลายมากขึ้น จากสาเหตุความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่ยังไม่ได้ข้อสรุป Brexit ที่ยังยืดเยื้อโดยเพิ่งขยายเวลาเส้นตายออกไปเป็นสิ้นเดือนตุลาคมปีนี้ และการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่าง สหรัฐฯกับญี่ปุ่น และ สหรัฐฯกับยุโรป ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ประกอบกับพื้นฐานทางด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะดุลการชำระเงินที่ยังคงเกินดุล และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ล่าสุดสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศอาจมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปี ส่งผลให้ค่าเงินบาทอาจผันผวนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

จากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และอาจเผชิญความความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ผู้ประกอบการรวมถึงนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินที่เหมาะสม

มติประชุม ก.ตร. ตั้ง “สมพงษ์ ชิงดวง” นั่ง ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก”

 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร่วมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) โดยมีมติประชุม ก.ตร. ตั้ง “สมพงษ์ ชิงดวง” นั่ง ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก”

วันนี้ (19 เม.ย.62) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้เดินทางมาประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ครั้งที่ 4 /2562 ที่ห้องศรียานนท์อาคาร1(ตร.) โดยมีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และรองผบ.ตร. เข้าร่วม โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 45 นาที

ซึ่งมีวาระสำคัญการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ยศ พล.ต.อ. 4-5 ตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร.ยศ พล.ต.ท.ประมาณ 20 ตำแหน่ง และ ผู้ทรงคุณวุฒิตร. ยศ พล.ต.ต. ประมาณ 30 ตำแหน่ง นอกจากนี้มีการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) แทน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ถูกโยกย้ายเป็นข้าราชการพลเรือน

ทั้งนี้ หลังการประชุม พล.อ.ประวิตร ได้หยุดให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสั้น ๆ โดยนักข่าวถามว่า จะมีการตั้งกรรมการสอบสวน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม. ที่ถูกโยกย้ายเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือไม่

พลเอกประวิตร ตอบว่า ‘ไม่มีแล้ว จบแล้ว’ เมื่อถามถึงสาเหตุที่ย้ายจากตำรวจไปช่วยงานสำนักงานปลัดสำนักนายกฯเพราะฝีมือหรือเหตุผลใด พลเอกประวิตร ตอบว่า ไม่รู้สิ ถ้าอยากรู้ให้ไปถามเจ้าตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ด้านพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยมติการประชุมว่า หลัก ๆ วันนี้มีการพิจารณาแต่งตั้ง 2 ตำแหน่ง คือ แต่งตั้ง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการตำรวจ ตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) แทน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และแต่งตั้ง พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจ ตระเวนชายแดน แทน พล.ต.ท.สมพงษ์