ศปถ.สรุปสถิติอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ ภาพรวมสูญเสียลดลง

ศปถ. สรุปผลการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ภาพรวมความสูญเสียลดลงกว่าปีที่ผ่านมา เตรียมประมวลข้อมูลทั้งหมดเพื่อกำหนดมาตรการลดความสูญเสียที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวปิดศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2562 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2562 ว่า ปีนี้ทุกคนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานความห่วงใยให้กับประชาชนและพระราชทานแนวทางจิตอาสาร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจด่านชุมชนที่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุความสูญเสียได้มาก

การจราจรในกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้การดำเนินการตาม 7 มาตรการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ทั้งเรื่องของคน ถนน สภาพแวดล้อม ยานพาหนะ การคมนาคมทางน้ำ การดูแลด้านการรักษาพยาบาลหลังเกิดเหตุ การดูแลนักท่องเที่ยวและการบริหารจัดการ สามารถลดความสูญเสียได้มากกว่าปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันมาตรการเมาไม่ขับ จับยึดรถของ คสช. ที่สามารถตรวจสอบรถ 4 ล้านคัน จากทั้งหมด 7 ล้านคัน และมีการตรวจยึดได้กว่า 7,200 คัน ถือว่าเป็นปัจจัยที่ลดการสูญเสีย

ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ยังไม่พอใจผลภาพรวมสถิติการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียวานนี้ (17 เมษายน 2562) นั้นเป็นการรับทราบตัวเลขของภาพรวมเท่านั้น แต่ในวันนี้จะมีการสรุปตัวเลขที่ชัดเจนและจะได้มีการปรับปรุงแก้ไข มาตรการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของกฎหมายและมาตรการทางสังคม พร้อมสั่งการให้คณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ไปประมวลผลและประเมินสถานการณ์ทั้งหมด เพื่อกำหนดเป็นมาตรการที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เช่น การดำเนินการกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

พร้อมกันนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้มีจังหวัดที่ไม่มีการสูญเสียเลย ได้แก่ จังหวัด อ่างทอง และพังงา และมี 626 อำเภอ ที่ไม่มีการสูญเสียเช่นกัน

อุบัติเหตุทางถนนสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย

ในแต่ละปีทั่วโลก มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงถึง 1.3 ล้านคน บาดเจ็บและพิการกว่า 50 ล้านคนซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงอะไรจะทำให้ใน 20ปีข้างหน้าอุบัติเหตุบนท้องถนนจะกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆของโลกนี้ องค์การสหประชาชาติ จึงได้ ประกาศให้ปี 2554-2563 เป็นทศวรรษของความปลอดภัยบนท้องถนน โดยตั้งเป้าลดการเสียชีวิตลง ให้ได้ครึ่งหนึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า

สำหรับในประเทศไทยมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในปี 2552 สูงถึง 10,717 คน และมีผู้บาดเจ็บรุนแรงถึงกับเข้ารักษาพยาบาลกว่า 1 แสนคน (ในจำนวนนั้น 5-6 % พิการ) และ 65.5% ของคนที่เสียชีวิต มีคู่สมรส หรือ บุตร โดยเป็นเยาวชนถึง 1ใน4 และมีแนวโน้มที่เยาวชนจะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 2.3 แสนล้านบาท/ปี

หากทำการเปรียบเทียบปริมาณการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเทียบกับอาชญากรรมพบว่าการเสียชีวิตจากอาชญากรรมมีประมาณ 3,200 คน/ปี หรือ มีอัตราการการเสียชีวิตสูงกว่าอาชญากรรม ถึง 4 เท่า ทั้งๆ ที่งานด้านการจราจรและความปลอดภัยได้งบไม่ถึง 5% ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักถึงความสำคัญของการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูลจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 

แรงมาก! นาทีป้อมหมวกตำรวจ ปลิวตามแรงลม หลังเกิดพายุฤดูร้อน

คลิปป้อมหมวกจราจร บริเวณสี่แยกบ้านธาตุ ถูกซัดปลิวไปตามกระแสลม หลังพายุฤดูร้อนถล่มสกลนคร

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2562  ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Wansitta Lampeungkit  ได้มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ระทึก ขณะเกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มที่ จ.สกลนคร

โดยคลิปได้เผยให้เห็นว่า ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก และมีลมพัดแรงอย่างมากบริเวณสี่แยกบ้านธาตุ หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร  จนส่งผลทำให้ป้อมหมวกตำรวจที่ตั้งอยู่บริเวณดังกล่าวถูกแรงลมพัดปลิวไปต่อหน้า ขณะเดียวกันก็เกิดลูกเห็บจำนวนมากตกลงมาพร้อมกับเม็ดฝนด้วย

ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า4 แยกบ้านธาตุ ลมแรงลูกเห็บตก ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นและส่งต่อเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างคิดเห็นไปทำนองเดียวกันว่า พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นในบ้านเรานับวันเริ่มทวีความรุนแรงคล้ายๆ กับหลายประเทศในซีกโลกตะวันตก

สำหรับการเตรียมการรับมือ และการป้องกันอันตรายจากพายุฤดูร้อน สามารถเตรียมความพร้อมได้ 3 ช่วงคือ

สิ่งที่ควรทำก่อนพายุจะมา

– ติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศทางวิทยุหรือโทรทัศน์

– รวบรวมและเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม

– ประเมินระดับความปลอดภัยของบ้านท่านรวมทั้งโรงรถและต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียง

– เรียนรู้แผนฉุกเฉินประจำสถานที่เช่น สถานที่ทำงานของท่านหรือที่โรงเรียนหรือที่ศูนย์เด็กเล็ก

– ขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์ของท่านในการดูแลสัตว์เลี้ยงในสถานการณ์ฉุกเฉิน

– ค้นหาว่าผู้ใดในหมู่บ้านของท่านที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่น คนชรา คนพิการหรือเพื่อนบ้านที่พูดภาษาไทยไม่ได้ เป็นต้น

– เรียนรู้วิธีใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากผู้ขายหรือหนังสือคู่มือในกรณีที่ท่านมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่วนตัว

สิ่งที่ควรทำในระหว่างเกิดพายุ

– อย่าตกใจ ปกป้องตนเองให้ปลอดภัยและช่วยเหลือผู้อื่น

– ปิดเตาขณะทำอาหารเมื่อไฟฟ้าดับและปิดอุปกรณ์ที่ใช้แก๊สทุกชนิด

– ถ้าท่านอยู่ในบ้านหรือในอาคาร จงเคลื่อนตัวให้ห่างหน้าต่างหรือวัตถุอื่นๆ ที่อาจหล่นลงมาโดนท่านและควรลงไปอยู่ชั้นล่างของบ้านหรือของอาคาร

– ถ้าท่านอยู่นอกบ้าน ควรเข้าไปอยู่ในบ้านหรืออาคาร หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สายไฟฟ้าที่ขาดเสาไฟฟ้าและต้นไม้

– ถ้าท่านกำลังขับขี่ ควรจอดรถ และหยุดในบริเวณที่ห่างจากต้นไม้ ถ้าเป็นไปได้จงวิ่งเข้าไปอยู่ในอาคารที่ปลอดภัย จงอยู่ห่างจากสะพานลอยเสาไฟฟ้าและสิ่งอันตรายอื่นๆ

– จงรับฟังข่าวสารทางวิทยุเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตาม

และ สิ่งที่ควรทำภายหลังพายุสงบ

– ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตัวท่านและบุคคลรอบข้าง

– อพยพจากอาคารที่ได้รับความเสียหายและห้ามเข้าไปในอาคารดังกล่าวจนกว่า ทางราชการจะประกาศรับรองความปลอดภัย

– โทรแจ้ง 191 เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

– ถ้าท่านได้กลิ่นแก๊สหรือได้ยินเสียงวัสดุเสียดสีกัน จงรีบปิดถังแก๊สและเปิดหน้าต่างแล้วหนีจาก อาคารโดยเร็ว ห้ามใช้ไม้ขีดไฟ จุดเทียน จุดไฟ หรือเปิดสวิตช์ไฟฟ้าในอาคาร

– ให้ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านของท่าน โดยเฉพาะคนชราหรือคนพิการ

– พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือโดยใช้ โทรศัพท์ทางไกลและหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ระดับพื้นที่

– คอยติดตามรับฟังข่าวสารทางวิทยุเพื่อปฏิบัติ ตามคำสั่งหรือรับแจ้งว่าพายุได้สงบลงแล้ว โดยปกติสถานีวิทยุจะแจ้งสถานที่หลบภัยฉุกเฉิน สถานที่ให้บริการด้านสุขอนามัยและรายงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากพายุและฟ้าผ่า เมื่อต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง คือ

-หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้นั่งกอดเข่า โน้มตัวไปข้างหน้า โดยพยายามให้เท้าติดดินน้อยที่สุด และไม่ควรนอนราบกับพื้น เพราะพื้นที่เปียกจะเป็นสื่อนำไฟฟ้ามาทำอันตรายได้

-ไม่ควรหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะฟ้าอาจจะผ่าลงมาได้ เนื่องจากฟ้าจะมักผ่าลงมาในจุดที่สูงมากกว่า รวมทั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เสาไฟฟ้า เพราะเสี่ยงต่อการถูกล้มทับได้

-ควรหลบในอาคาร หรือในรถยนต์ แต่ห้ามอยู่ใกล้ผนังอาคาร และอย่าแตะตัวถังรถเป็นอันขาด เพราะหากเกิดฟ้าผ่าขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าเข้าถึงตัวได้ [7], [8]

-ไม่ใส่เครื่องประดับโลหะ รวมทั้งถือวัตถุที่เป็นโลหะ เช่น ทองคำ ทองแดง เงิน เมื่อต้องอยู่กลางแจ้งขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากโลหะสามารถนำไฟฟ้าได้

-งดเว้นการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด และโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารชั่วคราว เพราะในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง มักเกิดฟ้าผ่า อาจทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข้อมูลบางส่วนจาก  dpm.nida.ac.th

ทำความเข้าใจ พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี 62 ปลูกได้ ตัดได้ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างคิด

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อเปิดทางให้ประชาชน – เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกไม้มีค่าเพื่อทำการค้า และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนมากขึ้น

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี 2562

โดยหลักสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ มุ่งหวังให้การทำไม้ การเคลื่อนย้าย หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการใช้ประโยชน์จากไม้หวงห้าม ไม้มีค่า สามารถทำได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาเนิ่นนานในการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า เนื่องจากพ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับเก่านั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการป้องกัน รักษาไม้มีค่า ที่อยู่ในป่า เป็นหลักจึงเป็นอุปสรรคในการดำเนินการส่งเสริมการปลูก และใช้ประโยชน์จากไม้มีค่า เช่น ไม้สัก ที่เคยมีการส่งเสริมการปลูกมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เกษตรกรผู้ปลูก ไม่สามารถตัดมาใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากข้อกฎหมาย

ดังนั้น พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับใหม่นี้ จึงมีการแก้ไข เพิ่มเติม ในรายละเอียด เพื่อเปิดทางให้การทำไม้ง่ายขึ้น ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น

ทำความเข้าใจ พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับใหม่ อะไรได้-ไม่ได้?

ในประเด็นของการเปลี่ยนแปลง หลักๆ นั้นเน้นการเปิดโอกาสให้เอกชน ประชาชน สามารถใช้ประโยชน์จากไม้หวงห้ามได้มากขึ้น ประกอบไปด้วย

มาตรา ๗ ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดย
พระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม”

โดยใจความของมาตรา 7 นี้ คือการให้ไม้ทุกชนิด ที่ปลูกในดินที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องไม้เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป ประชาชน-เจ้าของสามารถนำมาประโยชน์ได้ แต่ต้องเน้นย้ำคำว่า “ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์” หรือ “สิทธิครอบครอง” หรือ “ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาต”

สรุปให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม้มีค่าที่ไม่เป็นไม้หวงห้าม ข้อนี้จะต้องเป็น

  • ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ หมายถึงที่ดินที่มี โฉนดที่ดิน โฉนดตราจอง โฉนดแผนที่  น.ส.3 น.ส.3 ก น.ส. 2 ส.ค.๑ ใบไต่สวนหรือใบนำ ใบเยียบย่ำ ดังนั้นหมายความว่า นาย ก. มีไม้สักที่ขึ้นอยู่ในที่ดินซึ่งเป็น น.ส.3 สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง เลย
  • ที่ดินที่ได้รับอนุญาต หมายถึงที่ดินประเภทอื่นๆ เช่น ส.ป.ก. ส.ท.ก. ค.ท.ช. ที่ราชพัสดุ นิคมสหกรณ์ ฯลฯ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นที่ดินของรัฐ บางส่วนเป็นพื้นที่ป่าไม้ ประชาชนได้รับอนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ดังนั้น ไม้หวงห้ามต่างๆ ที่จะนำมาใช้ประโยชน์นั้น จะต้อง “ปลูกขึ้นเอง” เช่น หากเกษตรกรได้รับอนุญาตให้ทำกินในพื้นที่ราชพัสดุ เมื่อเข้าใช้ประโยชน์แล้ว มีการ “ปลูกไม้สัก” ไว้ใช้งานเอง กรณีนี้ ไม่ถือเป็นไม้หวงห้าม

ดังนั้นประชาชนที่อยู่ในที่ดินที่มิใช่ ที่ดินกรรมสิทธิ์ ยังไม่ควรตัดไม้ต่างๆ เพราะยังคงต้องรอความชัดเจนเพิ่มขึ้น เช่น พื้นที่ ส.ท.ก, ค.ท.ช. ยังคงสถานะเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามพ.รบ. ป่าสงวน และพ.ร.บ. ป่าไม้อยู่ ประชาชนได้รับสิทธิทำกินเพียงเท่านั้น ต้นไม้เดิที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในพื้นที่ ก็ยังคงสถานะเป็นไม้หวงห้าม และการทำไม้จะต้องขออนุญาตเช่นเดิม

ภาพกองไม้สักถูกกฎหมาย จากสวนป่าไทรโยค นำออกมาเปิดประมูล (ภาพจาก สวนป่าไทรโยค องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)

ทำไม้ในที่ดินตนเองได้ แต่เลื่อยยนต์ยังต้องขออนุญาต

แม้ว่ากฎหมายป่าไม้จะเปิดทางให้ประชาชนสามารถทำไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองได้ แต่การมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ใช้งาน/เคลื่อนย้าย ยังคงต้องขออนุญาต ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.๒๕๔๕

โดยเลื่อนยนต์ที่สามารถมีไว้ใช้งานได้โดยไม่ต้องขออนุญาต จะต้องประกอบด้วย –

  1. ครื่องต้นกำลังต้องมีกำลังไม่เกิน 1 แรงม้า
  2. บาร์โซ่ต้องไม่เกิน 12 นิ้ว

หากไม่ใช่ข้อหนึ่งข้อใดใน 2 ข้อนี้ จำเป็นต้องขออนุญาต ดังนั้นไม่ว่า การดัดแปลงเครื่องเจียร หรือลูกหมู นำใส่บาร์โซ่ยาวเกิน 1ฟุต หรือการใช้เครื่องยนต์อื่นๆ เช่น เครื่องตัดหญ้า ที่มีกำลังเกิน 1 แรงม้ามาใส่บาร์โซ่ไม่ถึง 1 ฟุต ก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน

ซึ่งในการขออนุญาตในการมีไว้ในครอบครอง, จำหน่าย หรือ ซ่อมแซม ก็ยังจำเป็นจะต้องขอขึ้นทะเบียนทั้งหมด หากมีเลื่อยโซ่ยนต์ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษทางอาญา คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และริบเลื่อยโซ่ยนต์

เลื่อยยนต์ขนาดใหญ่ที่มีใช้งานกัน จำเป็นต้องมีการขึ้นทะเบียนกับนายทะเบียน (ภาพจาก สวนป่า ทองผาภูมิ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)

นอกจากนั้น เลื่อยโซ่ยนต์ ยังมีข้อกำหนดเรื่องเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาติ ทำให้การเคลื่อนย้ายเลื่อยโซ่ยนต์ไปยังนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาติจะต้องยื่นขอใบอนุญาตเคลื่อนย้ายอีกด้วย ซึ่งกรณีที่เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่โดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ก็จะมีความผิด จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งการขอขึ้นทะเบียน-ขอเคลื่อนย้าย จำเป็นต้องทำหนังสือแจ้งถึงนายทะเบียนฯ โดยในปัจจุบันนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นั่นทำให้การมีไว้ในครอบครอง การผลิต การซ่อม หรือแม้แต่การเคลื่อนย้าย จำเป็นต้องแจ้งต่อนายทะเบียนทั้งหมด ทำให้เกิดความล่าช้า และมีโอกาสที่จะกระทำผิดกฎหมายได้ง่าย ในส่วนนี้ รัฐยังคงต้องดำเนินการต่อไป

ตัดสอยเองได้ แต่ถ้าทำการค้า – ส่งออกต้องมีหนังสือรับรอง

แน่นอนว่า แม้กฎหมายจะปลดล็อก ให้ไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือไม้ที่ปลูกขึ้นดินที่ได้รับอนุญาต ไม่เป็นไม้หวงห้าม สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่หากต้องการทำเพื่อการค้าหรือการส่งออก ยังข้อกำหนดในเรื่องของ การรับรองไม้ ระบุไว้ด้วย

มาตรา ๑๘/๒ ผู้ใดประสงค์จะขอหนังสือรับรองไม้ ผลิตภัณฑ์ไม้ และถ่านไม้ เพื่อการค้าหรือการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และเสียค่าใช้จ่ายในการออกหนังสือรับรองตามที่กรมป่าไม้กำหนด

การขอและการออกหนังสือรับรอง และอัตราค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

จากความที่ระบุใน มาตรา 18/2 จะเห็นได้ว่า หากเป็นเพื่อการค้าหรือการส่งออกจำเป็นจะต้องยื่นขอการรับรองไม้ จากกรมป่าไม้ ซึ่งใน พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2562 นี้ได้เปิดทางให้ มีสถาบัน หรือองค์กร ที่เข้ามาร่วมในกระบวนการตรวจสอบ และรับรองไม้เพิ่มเติมจากเดิมที่เป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้เป็นหลัก

แต่ในขณะนี้ ยังคงต้องรอระเบียบการ รายละเอียดต่างๆ ที่จะเปิดให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนรวมในกระบวนการรับรองไม้ ซึ่งทำให้ในระหว่างนี้ หากมีการแปรรูปเพื่อการค้า จำเป็นจะต้องยื่นหนังสือต่อกรมป่าไม้เช่นเดิมนั่นเอง

ไม้สักแปรรูปที่ถูกกฎหมาย ของออป. (ภาพจาก ส่วนอุตสาหกรรมไม้อยุธยา องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)

นอกจากนี้ ในส่วนของการส่งออกไม้นั้น ยังมีข้อกฎหมาย ข้อกำหนดต่างๆ ที่ยังไม่เปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถส่งออกได้ โดยในปัจจุบันมีเพียงองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ ออป. เป็นเพียงรายเดียวที่ส่งออกไม้สักไปยังต่างประเทศได้ และแม้ว่าจะส่งออกได้ ภาษีที่จัดเก็บนั้นอยู่ในอัตราที่สูงมาก ยังไม่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนได้นั่นเอง

การแปรรูปไม้ – เคลื่อนย้ายไม้

สำหรับการแปรรูปไม้เพื่อใช้สอยหรือการทำไม้ภายในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ นั้นสามารถกระทำได้เลย โดยไม่ต้องข้ออนุญาต แต่การแปรรูปไม้ที่มีปริมาณมาก จำนวนมากนั้น ยังคงเข้าข่าย ตาม พ.ร.บ. โรงงาน ซึ่งต้องขออนุญาตอยู่เช่นเดิม โดยในเรื่องนี้ คงต้องรอความชัดเจนจากกฎหมายลูกต่างๆ ที่จะตามมาจากภาครัฐ ที่จะผ่อนผัน ยืดหยุ่นให้การดำเนินการสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ซับซ้อน และใช้เวลาไม่นาน เพื่อให้มีดำเนินการอย่างถูกต้อง ทั้งในแง่ความสะดวกของประชาชนที่จะดำเนินการ ลงทุน ปลูกไม้มีค่าเพื่อการค้า แต่ก็ต้องรอบคอบเพียงพอที่จะกันไม้เถื่อนจากป่าธรรมชาติที่อาจจะถูกนำเข้ามาสู่ระบบด้วย

สำหรับการเคลื่อนย้ายไม้นั้น ปัจจุบันแม้ว่าด่านป่าไม้ได้รับการยกเลิกไปหลายจุด เหลือเพียงด่านป่าไม้หลักๆ จำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะบริเวณชายแดน เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการลักลอบค้าไม้  แต่ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังคงมีข้อจำกัดอยู่

ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี 2562 นี้ ได้มีระบุถึงการเคลื่อนย้ายไม้อยู่ใน มาตรา 25

มาตรา ๒๕ ผู้ใดนำไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้ามเข้าเขตด่านป่าไม้ ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราที่รัฐมนตรีก ำหนด เว้นแต่เป็นการนำไปเพื่อใช้สอยส่วนตัวภายในเขตท้องที่จังหวัดที่ทำไม้นั้น หรือเป็นการนำไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง เข้าเขตด่านป่าไม้ไปใช้สอยส่วนตัวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

ดังนั้น ในการเคลื่อนย้ายไม้นั้น จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ในกรณีที่นำไปใช้สอยส่วนตัวภายในเขตจังหวัดที่มีการตัด-ทำไม้ ซึ่งในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ทำไม้ ในลักษณะของการค้า ยังคงต้องอิงกับระเบียบกรมป่าไม้ในการขอใบเบิกทางอยู่เช่นเดิม  ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว กรมป่าไม้ คงต้องปรับปรุงระเบียบการต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นนั่นเอง

บทสรุป พ.ร.บ. ป่าไม้ 2562 ปลดล็อค แต่ยังสะดุด

ในท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่า พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับใหม่ จะยังเปิดทางให้มีการทำไม้มีค่าได้สะดวกมากขึ้น มีการลดหย่อนผ่อนคลายต่างๆ มากขึ้น แต่ยังคงสะดุด ในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ ซึ่งในส่วนนี้ คงต้องให้เวลากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปลดล็อค ผ่อนคลาย ข้อกำหนดต่างๆ เพิ่มเติม

เนื่องจากแต่เดิมนั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ มีอยู่ด้วยการหลายฉบับ ผูกกับหน่วยงานรัฐอีกหลายกรมด้วยกัน และทั้งหมดมุ่งเน้น การ “ห้ามทำไม้” เป็นหลัก เมื่อถึงวันนี้ที่จะต้องมาคลายล็อคของข้อกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการทำไม้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชน เอกชน มามีส่วนร่วมเกี่ยวในเรื่องนี้ จึงไม่ง่าย และยังต้องใช้เวลาอีกมากที่จะแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด

แต่อย่างน้อย การแก้ไข พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี พ.ศ. 2562 นี้ถือเป็นอีกพัฒนาการก้าวแรกของการส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ในบ้านเราให้ก้าวหน้าทัดเทียบกับต่างประเทศอย่างจริงจังมากขึ้นนั่นเอง

[ FAQ ]

Q : สรุปว่า ตอนนี้ตัดไม้สักในที่ดินตัวเองได้ไหม
A : หากที่ดินมีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเอง เช่น น.ส. 3 , น.ส. 3 ก, โฉนดที่ดิน ไม้สัก พยูง ต่างๆ เหล่านี้ มีสถานภาพเป็น “ไม้ไม่หวงห้าม” สามารถทำไม้ ตัดไม้ ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

Q : ตัดแล้วแปรรูปขายได้ไหม?
A : ในเรื่องของการแปรรูปไม้ เพื่อการค้า ในส่วนนี้หากไม่รีบร้อน ควรรอความชัดเจนเพิ่มเติม จากกฎหมายลูก ระเบียบกรมป่าไม้ ที่กำลังจะค่อยๆ คลอดตามๆ กันมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความชัดเจนในแง่กฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำไม้มีประมาณ 9 ฉบับ เกี่ยวข้องกับหลายกรม ด้วยกันจึงยังคงต้องปรับ-แก้ไขตามกันมา

Q : ที่บ้านเป็นที่ดิน ส.ป.ก. ตัดไม้ขายได้ไหม?
A : สำหรับที่ดิน ส.ป.ก. / ค.ท.ช. หรือที่ดินอื่นๆ ที่มีสถานภาพเป็นที่ดินของรัฐ การทำไม้ จะต้องเป็นไม้ที่ปลูกเอง ซึ่งในส่วนนี้ จำเป็นที่จะต้องรอความชัดเจนในเรื่องของการรับรองไม้ อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงหากเป็นการปลูกเชิงพานิชย์แบบเต็มตัว อาจจะต้องขอขึ้นทะเบียนสวนป่าเพิ่มเติมอีกด้วย

Q : ไม้พะยูงล้มใส่บ้าน ที่ดินมีโฉนดเรียบร้อย ตัดได้แล้วใช่ไหม?
A : หากเป็นที่ดินมีโฉนด สามารถตัดออกได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งใครแล้ว ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี 2562 ที่เพิ่งออกมา

Q : ปลูกสักวันนี้ อีก 20 ปีตัดขายได้แน่นอนใช่ไหม?
A : ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับใหม่นี้ เปิดทางให้ประชาชนทั่วไป เกษตรกร หรือเอกชน สามารถปลูกไม้มีค่า และขายได้ ซึ่งหากเริ่มปลูกในวันนี้ กว่าจะถึงวันที่สามารถตัดขายได้ คาดว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะมีความชัดเจน เรียบร้อยดีแล้ว ทำให้การค้าไม้ ทำไม้ ในพื้นที่ของเอกชนสามารถทำได้ง่ายถึงนั่นเอง ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้น อาจจะสามารถส่งออกได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้