วัยรุ่นงานบวช ขอทนายสู้ คดีบุกโรงเรียนวัดสิงห์ ป่วนสอบ GAT – PAT

คืบหน้าคดีแก๊งวัยรุ่นบุกวัดสิงห์ป่วนสนามสอบ ฉุนถูกห้ามใช้เสียงในงานบวช ล่าสุดอัยการสั่งฟ้อง 11 ข้อหาในคดีอาญา ด้านจำเลยพร้อมตั้งทนายสู้ ขณะที่ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจหลักฐาน 27 เม.ย. นี้

จากเหตุการณ์ที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีที่มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้พากันเข้าไปในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เพื่อทำร้ายครูและนักเรียนที่ทำการสอบ GAT – PAT  หลังไม่พอใจที่พวกเขาถูกสั่งห้ามใช้เสียงในงานบวช จนทำให้ครูได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้าย และมีนักเรียนหญิงถูกลวนลามด้วย ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 62 ที่ผ่านมา ก่อนที่เวลาวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวจะถูกจับกุมตัวนั้น

วันนี้ (17 เม.ย. 2562)  ศาลอาญาธนบุรี ถ.เอกชัย – บางบอน  ได้มีการนัดสอบคำให้การจำเลยรวม 22 คน ที่ถูกอัยการ พิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 3 ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำนวน 11 ข้อหา ไปเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา อาทิ ความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ,

ร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข โดยใช้กำลังประทุษร้าย และโดยกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป , ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ,

ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ , ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สินของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น

โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป , กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต่อหน้าธารกำนัล , บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา 215 , 278 , 281 , 295 , 309 , 358 , 362 , 365 , พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3 , 31 , 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91 , 92

โดยอัยการได้ขอให้ศาลลงโทษจำเลย ตามอัตราโทษขั้นสูงของกฎหมาย เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับบุคคลอื่น และเพื่อความสงบสุขของสังคมโดยรวมจึงได้ให้ศาลลงโทษดังกล่าว พร้อมคัดค้านการประกันตัวเพราะเกรงว่าอาจหลบหนี และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ทั้งนี้หลังจากการยื่นฟ้องดังกล่าว ศาล ได้เบิกตัวจำเลยทั้ง 22 มาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี ซึ่งจำเลยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ในเรือนจำตั้งแต่ชั้นฝากขัง และเมื่อศาลสอบถามจำเลยทั้ง 22 คน ว่ามีทนายความแล้วหรือไม่ มีจำเลย 10 คน แถลงขอศาลตั้งทนายความให้ ส่วนจำเลย 12 คน แถลงยังไม่มีทนายความ แต่จะหาทนายความเอง ศาลจึงนัดพร้อมสอบคำให้การและตรวจหลักฐานคดี ในวันที่ 27 พ.ค. นี้ เวลา 09.00 น.

กองทุนบัวหลวง ประกาศจ่ายเงินปันผล ‘BSIRICG’ ครั้งที่ 20 หน่วยลงทุนละ 0.55 บาท

กองทุนบัวหลวงประกาศจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล หรือ BSIRICG ครั้งที่ 20 หน่วยลงทุนละ 0.55 บาท จากผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มกราคม จนถึง 31 มีนาคม 2562 โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันนี้ (17 เม.ย. 2562) ตอกย้ำความตั้งใจในการบริหารกองทุน เพื่อให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอสำหรับการลงทุนในระยะยาว

นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า กองทุนบัวหลวงกำหนดจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) ในอัตรา 0.55 บาทต่อหน่วยลงทุน โดยปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน ในวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา และจ่ายเงินปันผลในวันนี้ (17 เมษายน 2562)

“เงินปันผลที่จ่ายมาจากผลการดำเนินงานของ BSIRICG ระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 นับว่าเป็นการจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งที่ 20 ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมา และสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของกองทุนบัวหลวงที่จะบริหารกองทุนนี้ เพื่อให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอสำหรับผู้ถือหน่วยที่ลงทุนในระยะยาว

“ตลอดช่วงเวลา 7 ปีของการก่อตั้ง BSIRICG มีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง เมื่อนับรวมตั้งแต่ครั้งแรกที่จ่ายเงินปันผลถึงในครั้งนี้ BSIRICG จ่ายเงินปันผลรวมแล้วทั้งสิ้น 7.13 บาทต่อหน่วยลงทุน” นายพีรพงศ์ กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด เนื่องจากแวดล้อมไปด้วยปัจจัยความไม่แน่นอน ทั้งจากภายในและต่างประเทศ กองทุนบัวหลวงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนยึดมั่นและพิถีพิถันในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นรายตัว เพื่อเฟ้นหาหุ้นที่มีความมั่นคง แข็งแรง มีราคาเหมาะสม รวมทั้งมีศักยภาพเติบโตได้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเผชิญปัจจัยของความไม่แน่นอนใดๆ ในระยะสั้น

หากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนตลอดทุกช่วงวัฎจักรเศรษฐกิจ (STAYING INVESTED THROUGH ALL MARKET CYCLES) กองทุน BSIRICG ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน เพราะการที่กองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นปันผล ทำให้มีโอกาสรับเงินปันผลสม่ำเสมอ เพราะหุ้นปันผลจะมีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนได้ดีกว่าหุ้นประเภทที่เน้นการเติบโต

กองทุน BSIRICG เป็นกองทุนรวมประเภทตราสารทุน มูลค่าจดทะเบียน 10,000 ล้านบาท ณ วันจัดตั้งเมื่อ 5 เม.ย. 2555 จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 3 เมษายน 2562 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ อยู่ที่ 5,479.18 ล้านบาท มูลค่าหน่วยลงทุนละ 8.5652 บาท สำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองทุนจนถึงปัจจุบัน เฉลี่ยอยู่ที่ 6.89% ต่อปี สูงกว่าผลตอบแทนของ SET High Dividend 30 Index (SETHD TRI) ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 5.16% ต่อปี

กองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์หุ้นที่มี CG Scoring โดยเน้นหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (Market Capitalization) หรือมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ หรือมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ส่วนนโยบายการจ่ายเงินปันผลของกองทุน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% จากกำไรสะสม หรือกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในงวดนั้น

เผยโฉมหน้า ตำรวจหน้าขาว ขวัญใจประชาชนในวันสงกรานต์

ตำรวจถูกปะแป้งสงกรานต์จนหน้าขาวเปิดใจหลังภาพถูกใจชาวเน็ต ด้านผู้บังคับบัญชาโร่มอบรางวัล เหตุปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทจนกลายเป็นคนใจประชาชน

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ที่ถูกประชาชนรุมปะแป้ง จนหน้าขาวโพลน หลังเจ้าตัวนั่งรถออกตรวจอำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัยช่วงสงกรานต์

ก่อนที่จะมีบางส่วนนำภาพดังกล่าว มาทำเรื่องขบขันล้อเลียน เนื่องจากทางการได้ออกกฎห้ามประชาชนเล่นแป้งระหว่างเล่นน้ำ แต่ไม่วายตำรวจกลับมาโดนเสียเอง

ซึ่งภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเพจ สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ก่อนที่เวลาต่อมา จะทราบชื่อนายตำรวจคนดังกล่าวแล้ว คือ ร.ต.ต.ธรรศกร ธรรศธรณิน รองฯ สวป.สภ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี หัวหน้าชุดมวลชนสัมพันธ์

โดย ร.ต.ต.ธรรศกร เผยว่า  ช่วงเวลาที่ออกปฏิบัติหน้าที่ตามพื้นที่ได้รับมอบหมายในช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ที่ผ่านมา  ได้มีประชาชนที่สนิทและรู้จักกัน เข้ามาขออนุญาตสาดน้ำและปะแป้งดินสอพอง ตนก็ไม่ได้ว่า จนทำหน้าขาวโพลนอย่างที่เห็น

จากนั้นมีคนถ่ายรูปนำไปลงในโซเชียล ซึ่งเรื่องนี้ตนก็รู้สึกดีใจที่เห็นรอยยิ้มจากทุกคนจากภาพดังกล่าว ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ตนคนเดียวที่ถูกปะแป้ง  ยังมีรองผกก.ไปจนถึงสายตรวจด้วยกัน ถูกปะแป้งหน้าขาวกันทุกคนด้วย

“ลพบุรี ขึ้นชื่อ “ดินสอพอง” ดังคำขวัญจังหวัดที่ว่า…. ผมได้ประชาสัมพันธ์แล้วว่าให้งดเล่นแป้งทุกชนิดซึ่งคนเล่นสงกรานต์ก็เชื่อฟังดีนะ ลืมคิดไปว่าลำนารายณ์บ้านเราเขาเล่นดินสอพลองกันแล้ว ดังคำขวัญจังหวัดที่ว่า ” วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สามยอดลือเลื่อง เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์”

อย่างไรก็ดีจากผลของการทำงานตามหน้าที่ได้รับมอบหมายทาง ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ลพบุรี พล.ต.ต.สุนทร โตรอด ได้มีการมอบประกาศนียบัตร พร้อมเงินสดจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ ร.ต.ต.ธรรศกร  ที่ตั้งใจทุ่มเทปฎิบัติหน้าที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จนโดนใจประชาชนในครั้งนี้ด้วย

ซึ่ง พล.ต.ต.สุนทร กล่าวตอนหนึ่งว่า  นี่เป็นสิ่งที่ดีสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนเอาไปเป็นแบบอย่าง อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีเกิดประโยชน์กับประชาชน ขอให้ตำรวจทุกคนทำอย่างเต็มที่ให้สมกับเราเป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับการห้ามเล่นแป้งในช่วงสงกรานต์นั้น นอกจากจะเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากแป้ง เช่นอาการแพ้ผื่นคัน หรืออันตรายที่ดวงตาหากเกิดเข้าตาแล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้สาวๆ ถูกลวนลามได้ หรือแม้กระทั่งการป้องกันอุบัติเหตุ เพราะมีคนบางกลุ่มชอบเอาแป้งไปสาด หรือปาใส่กระจกหน้ารถยนต์ ที่กำลังวิ่งมาจนทำให้มองไม่เห็นและนำไปสู่อันตรายได้

ภาพจาก สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ