เตือน! ขับรถทางไกลดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวัน เสี่ยงหัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ใจสั่น

กรมอนามัย เตือนขับรถทางไกลดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวันเสี่ยงหัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ใจสั่นแนะคุมปริมาณแต่พอดี

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งระหว่างการเดินทางผู้ขับรถอาจมีอาการง่วงและเหนื่อยล้า อ่อนเพลียผู้ขับรถบางรายจึงใช้วิธีการดื่มกาแฟซึ่งมีสารคาเฟอีนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว แต่การดื่มกาแฟหากดื่มมากกว่า 4 แก้วต่อวันจะทำให้ร่างกายได้รับกาเฟอีนมากถึง 500 – 1000 มิลลิกรัม

ทั้ง ๆ ที่โดยปกติร่างกายควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น จึงอาจส่งผลให้อาการหัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ใจสั่น และยังส่งผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะด้วย เพราะเมื่อดื่มกาแฟไปแล้วประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง คาเฟอีนจะออกฤทธิ์และภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมงสารคาเฟอีนกว่าครึ่งจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภทชูกำลังก็ควรงดหรือเลี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะแม้หลายคนจะมีความเชื่อว่าเครื่องดื่มชูกำลังจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ไม่ง่วง แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ยิ่งละเลยการพักผ่อน ทำให้ยิ่งอ่อนล้าจนมีอาการมึนงง อีกทั้งยังส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ และเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดและหัวใจตามมาในระยะยาวได้

ดังนั้น ผู้ขับรถทางไกลควรเปลี่ยนเป็นดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน หรือกินผลไม้สดหรือดื่มน้ำผลไม้คั้นสดรสเปรี้ยวที่เป็นแหล่งวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง มะม่วงดิบ หรือสับปะรด แทนจะดีกว่า เพราะวิตามินซีจะช่วยต้านความเหนื่อยล้าที่มาจากความเครียดและกังวลขณะขับรถได้” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ทางด้านดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวเสริมว่าอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือกินในปริมาณที่พอดีขณะขับรถคืออาหารประเภทข้าวแป้ง เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว และข้าวเหนียว เพราะทำให้รู้สึกง่วงได้ง่าย รวมทั้งให้เลี่ยงกินผักที่ย่อยยาก เช่น กะหล่ำปลีดิบ ดอกกะหล่ำ ถั่ว หอมใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง และมันฝรั่ง เป็นต้น งดเครื่องดื่มที่มีฟอง เช่น โซดา หรือน้ำอัดลมผสมโซดา เพราะมีผลทำให้ท้องอืดเฟ้อและง่วงนอนเช่นเดียวกัน

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวบนเกาะหลีเป๊ะ จับภาพพายุงวงช้างได้กลางทะเล

ฮือฮา! ผู้ประกอบการท่องเที่ยวบนเกาะหลีเป๊ะ จับภาพพายุงวงช้างได้กลางทะเล

วันที่ 12 เมษายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า Deaw Erawate Nilsakakul ได้จับภาพวีดีโอที่ถ่ายจากมือพายุ งวงช้างที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าของเฟซดังกล่าวถ่ายไว้แล้วส่งมาให้กับทางผู้สื่อข่าว

โดยพายุงวงช้างเกิดขึ้นใกล้บริเวณเกาะกลาง อยู่ฝั่งทิศตะวันออก ของเกาะหลีเป๊ะ เป็นพายุงวงช้างที่ยาวเห็นได้ชัด ทำให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างเอากล้องมือถือมาถ่ายเก็บไว้

ด้านเจ้าของ เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า Deaw Erawate Nilsakakul บอกว่า พายุงวงช้างมักจะเกิดขึ้นบ่อยบริเวณใกล้เกาะหลีเป๊ะ ตนเองจะถ่ายได้   และโพสต์ผ่าน   เฟซบุ๊ก แต่รอบนี้ถ่ายเสร็จส่งให้นักข่าวทันที

ประธาน ‘ทีดีอาร์ไอ’ ฉะ ม.44 ยืดหนี้ 3 ค่ายมือถือ เท่ากับ เอื้อประโยชน์หมื่นล้านให้นายทุน

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่ง ม.44 ช่วยเหลือ 3 ค่ายมือถือ คือ เอไอเอส ดีแทค และทรู ยืดจ่ายค่าคลื่น 900 จากเดิมแบ่งจ่าย 4 งวด เป็นแบ่งจ่าย 10 งวด หรือจากเดิมต้องจ่ายหมดในปี 2562 เป็นเอไอเอส และทรู จ่ายงวดสุดท้ายปี 2568 ขณะที่ดีแทค ซึ่งประมูลหลังสุด จ่ายงวดสุดท้ายปี 2570 เพื่อให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมมีเงินทุนมาประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ และขยายโครงข่ายรองรับ 5 จีในอนาคตนั้น

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว (11 เม.ย.) แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า มาตรการดังกล่าวถือว่ารัฐบาลขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ทั้งในทางกฎหมายและในทางการเมือง โดยมีข้อความดังนี้

“ยืดหนี้มือถือ = ยกผลประโยชน์หมื่นล้านให้นายทุน

วันสองวันนี้มีข่าวลือว่า จะมีการออกคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 เพื่อยืดหนี้ให้กับบริษัทโทรศัพท์มือถือ 3 รายคือ เอไอเอส ทรู และดีแทค ในเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้หุ้นของบริษัททั้งสามเด้งสูงขึ้นมาทันที

การที่หุ้นเด้งสูงขึ้นรับข่าวลือดังกล่าวชี้ชัดเจนอย่างไม่มีข้อสังสัยว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสามจะได้ประโยชน์หากมีมาตรการยืดหนี้ออกมาจริง ซึ่งตรงกันข้ามกับความพยายามก่อนหน้านี้ของคนในภาครัฐที่บอกว่า มาตรการนี้ไม่ได้เอื้อผลประโยชน์ให้นายทุน

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บางรายบอกว่า ทรูจะได้ประโยชน์มากที่สุด ในขณะที่ดีแทคจะได้ผลประโยชน์น้อยที่สุด เพราะหนี้งวดสุดท้ายที่จะถูกยืดออกไปมีมูลค่าน้อยที่สุด

การคำนวณของผมพบว่า ที่จริงแล้ว ทั้งสามบริษัทจะได้ผลประโยชน์ใกล้เคียงกัน แม้ว่าหนี้ก้อนสุดท้ายที่จะยืดออกไปจะใหญ่ไม่เท่ากัน แต่การปรับระยะเวลาในการยืดหนี้ที่แตกต่างกันก็ทำให้สุดท้ายได้ตัวเลขเท่าๆ กันคือ แต่ละรายได้ผลประโยชน์ไปประมาณ 8 พันล้านบาท ใกล้เคียงกันอย่างน่ามหัศจรรย์ เสมือนมีการหารือกันมาก่อนเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน

แม้ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายอาจไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันและต่างก็ได้หมด ผู้ที่จะเสียเปรียบจากมาตรการดังกล่าวคือ ประชาชนผู้เสียภาษี เพราะการที่รัฐยืดหนี้ให้ทั้งสามรายคือ การยกผลประโยชน์ของประชาชน 2.4 หมื่นล้านบาท ให้กับนายทุนโทรคมนาคม

ข้ออ้างเรื่องการยืดหนี้อุ้มผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าประมูลคลื่น 5G ก็เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น ด้วยหลายเหตุผลคือ หนึ่ง ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมและความจำเป็นต้องประมูลคลื่น 5G ในปีนี้ สอง ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ไม่มีใครสัญญาว่าจะเข้าประมูล 5G เลย โดยต่างพูดตรงว่า ต้องดูเงื่อนไขการประมูลและราคาเริ่มต้นก่อน

ข้ออ้างในการยืดหนี้เพื่อให้เอกชนเข้าประมูล 5G จึงไม่ใช่ “หมูไปไก่มา” แต่ “เสียหมูไปฝ่ายเดียว” เสมือนเป็น “ค่า (แกล้ง) โง่”

หากมีการใช้มาตรการดังกล่าวจริง ก็ต้องถือว่า รัฐบาลประยุทธ์ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ทั้งในทางกฎหมายและในทางการเมือง ในทางกฎหมาย การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 จะทำให้คสช. และรัฐบาลพ้นความรับผิดทางกฎหมาย ประชาชนไม่สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลได้ ส่วนในทางการเมือง การดำเนินการในช่วงหลังเลือกตั้งทำให้ไม่ถูกคู่แข่งโจมตีในการเลือกตั้งว่า เอื้อประโยชน์ให้นายทุน และการดำเนินการในช่วงก่อนสงกรานต์ ก็ถือเป็นการใช้จังหวะที่ประชาชนติดตามข่าวสารกันน้อยเพราะเป็นวันหยุดยาว

หากรัฐบาลและ คสช. ซึ่งมาจากการยึดอำนาจและกล่าวหารัฐบาลก่อนหน้านี้ว่าทุจริตคอรัปชั่น ต้องออกคำสั่งใช้มาตรการพิเศษ เพื่อทำเรื่องที่ไม่จำเป็น สร้างความเสียหายต่อประชาชน และทำลายความน่าเชื่อถือในการทำสัญญากับภาครัฐ เพียงเพื่อเอื้อนายทุน เราคงอดคิดไม่ได้ว่า แม้คสช. จะประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่รัฏฐาธิปัตย์แท้จริงที่เหนือกว่า คสช. ก็คือกลุ่มทุนบางกลุ่มนั่นเอง”

ยืดหนี้มือถือ = ยกผลประโยชน์หมื่นล้านให้นายทุนวันสองวันนี้มีข่าวลือว่า จะมีการออกคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44…

โพสต์โดย Somkiat Tangkitvanich เมื่อ วันพุธที่ 10 เมษายน 2019