นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามถึงอาการป่วย พล.อ.ประวิตร

นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามถึงอาการป่วยของ พล.อ.ประวิตร ที่ลาป่วยเพราะท้องเสีย

วันนี้ (9 เม. ย. 62 ) ที่ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทุธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เดินจากตึกไทยคู่ฟ้าไปยังหน้าตึกบัญชาการ 1 โดยระหว่างเดินนั้น ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงอาการป่วยของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ลาป่วยเพราะท้องเสีย นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามสื่อแต่อย่างใด ทำสีหน้าเรียบเฉย

ทั้งนี้ นายกฯ ได้เยี่ยมชมบูธ ที่ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำคณะผู้บริหาร มาเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อติดเข็มกลัดดอกลำดวนเนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2562 พร้อมด้วย ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย นำคณะผู้บริหาร เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวนบริจาคโลหิตโครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต”

อย่างไรก็ตาม พลโทคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยว่า พลเอกประวิตร มีอาการท้องเสีย ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ซึ่งเช้านี้ ยังไม่ดีขึ้น จึงลาป่วย และทำให้ต้องเลื่อนการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นวันพุธที่ 10 เม.ย. 62

พบแล้วร่างน้องภาคิน นอนคว่ำหน้าจมน้ำเสียชีวิตอยู่ในคลองไส้ไก่

พบร่างเด็กน้อย นอนจมน้ำเสียชีวิตในคลองแยกย่อยเชื่อมต่อคลองใหญ่ ที่ จ.เพชรบุรี ด้านพ่อแม่โร่ตรวจสอบ ก่อนเผยเป็นศพน้องภาคิน ที่หายตัวไปจากบ้านนาน 8 วัน

ความคืบหน้าจากกรณี ด.ช.ภาคิน คิดตลอด อายุประมาณ 1 ขวบ 7 เดือน หายตัวออกไปจากบ้านพักในพื้นที่ ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเกิดมีภาพสลดเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ที่เผยเห็นผู้ปกครองของน้องกำลังช่วยกันงมหาตัวน้องในคลองชลประทานหน้าบ้านพัก เพราะคาดว่าน้องอาจจะตกน้ำเสียชีวิต

จากนั้นในเวลาต่อมาฝ่ายปกครองในท้องที่ ได้ระดมกำลังทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยกู้ภัย รวมถึงผู้นำชุมชน ร่วมด้วยช่วยกันออกตามหาตัวน้องจนกินเวลาไปกว่า 8 วันนั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพบร่างของน้องภาคินแล้ว

โดยร่างของน้องอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้าจมน้ำอยู่ใน คลองแยกย่อย (คลองไส้ไก่)​ บ้านหนองข้าวนก​ ห่างจากบ้านพักของน้องประมาณ​ 15​ กิโลเมตร ขณะที่นายสมเกียรติ​ จันทร์นาก​ ชาวบ้าน​ที่เป็นคนพบศพ เผยว่า​ขณะที่ขี่รถไปดูน้ำ​เข้านา​นั้น พบร่างคล้ายเด็กจมน้ำอยู่ในคลอง​ ครั้งแรกคิดว่าเป็นตุ๊กตา​ จึงขี่รถวนกลับมาดูอีกครั้ง​ ก็เห็นเป็นศพเด็กจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ

ด้านพ่อแม่ของน้องภาคิน  ที่ได้เดินทางมายังจุดพบศพ ก็ได้ยืนยันว่า ศพที่พบเป็นร่างของน้องจริงๆ อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่จะนำศพเด็กส่งโรงพยาบาลท่ายาง เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดต่อไป

สำหรับสถานการณ์เด็กจมน้ำในประเทศไทย ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยในอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่ง สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 9,574 คน เป็นกลุ่มเด็กอายุ 5-9 ปี เสียชีวิตสูงสุดร้อยละ 40.5 เด็กอายุ 0-2 ปี ร้อยละ 20.0

ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เพื่อร่วมด้วยช่วยกันป้องกันเหตุร้ายดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นกับบุตรหลานได้ ทั้งนี้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยชีวิตให้ปลอดภัย ซึ่งขั้นตอนการช่วยชีวิตสำหรับเด็กจมน้ำ ทางโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้มีการอธิบายขั้นตอนไว้ ดังนี้

ขั้นที่ 1 เรียกดูว่าหมดสติจริงหรือไม่
รีบนำเด็กที่จมน้ำออกจากที่เกิดเหตุและให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยจัดท่าให้นอนหงายราบบนพื้นราบแข็ง แล้วจึงเข้าไปนั่งข้างตัวผู้หมดสติ ตบที่ไหล่สองข้าง พร้อมเรียกด้วยเสียงดังๆ ขอความช่วยเหลือ

ขั้นที่ 2 เรียกหาความช่วยเหลือ
ในกรณีที่เป็นเด็ก หากท่านอยู่เพียงคนเดียวให้ลงมือช่วยชีวิตเด็กก่อน แล้วค่อยไปโทรศัพท์ภายหลัง (CPR first) เพราะสาเหตุการหมดสติในเด็กมักเกิดจากทางเดินลมหายใจถูกอุดกั้น

ซึ่งช่วยได้โดยการลงมือปฏิบัติการช่วยชีวิตก่อน โดยกดหน้าอก 30 ครั้ง และช่วยหายใจ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 นาที (5 รอบ) แล้วจึงละจากผู้ป่วยไปโทรศัพท์ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่หากมีผู้อื่นอยู่ในบริเวณนั้น ให้ขอให้ผู้ใดผู้หนึ่งช่วยโทรศัพท์ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือพร้อมๆ กับเริ่มลงมือปฏิบัติการช่วยชีวิต

ขั้นที่ 3 การกดหน้าอก 30 ครั้ง
การปั๊มหัวใจในเด็กให้วางส้นมือของมือหนึ่งไว้กลางหน้าอกบริเวณครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก (ใช้มือเดียว หรือใช้สองมือ ขึ้นอยู่กับขนาดตัวเด็ก) การกดหน้าอกโดยกดให้ยุบลงอย่างน้อย 1/3 ของความหนาของทรวงอก หรือ 5 ซม.
สามารถทำได้โดยกดหน้าอกแล้วปล่อย ทำติดต่อกันไป 30 ครั้ง ให้ได้ความถี่ของการกด 100-120 ครั้งต่อนาที

ขั้นที่ 4 เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง
ทำโดยวิธีดันหน้าผากและยกคาง โดยการเอาฝ่ามือข้างหนึ่งดันหน้าผากลง นิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกข้างหนึ่งยกคางขึ้น ใช้นิ้วมือยกเฉพาะกระดูกขากรรไกรล่างโดยไม่กดเนื้ออ่อนใต้คาง ให้หน้าผู้ป่วยเงยขึ้น

ขั้นที่ 5 การช่วยหายใจแบบปากต่อปาก
ให้เลื่อนหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือที่ดันหน้าผากอยู่มาบีบจมูกเด็กให้รูจมูกปิดสนิท สูดลมหายใจเข้าตามปกติแล้วครอบปากผู้ช่วยเหลือเข้ากับปากของผู้หมดสติ ตาชำเลืองมองหน้าอกผู้หมดสติพร้อมกับเป่าลมเข้าไปจนหน้าอกของผู้หมดสติขยับขึ้น เป่านาน 1 วินาที แล้วถอนปากออก ให้ลมหายใจของผู้หมดสติผ่านกลับออกมาทางปาก เป่า 2 ครั้ง แล้วกลับไปกดหน้าอก

ขั้นที่ 6 ใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED)
หากมีเครื่องเออีดี ให้เปิดเครื่องทันทีที่เครื่องมาถึง ใช้งานตามคำแนะนำของเออีดี จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

ขั้นที่ 7 ทำตามคำแนะนำของเครื่องเออีดี (AED) กดหน้าอก ทำ CPR อย่างต่อเนื่องจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

ขั้นที่ 8 ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพ เพื่อนำส่งโรงพยาบาล

ข้อมูลบางส่วนจาก www.vichaiyut.co.th

MONO29 ชวนร่วมบันทึกสถิติโลกสงกรานต์ขอนแก่น ถ.ข้าวเหนียว

MONO29 ชวนร่วมบันทึกสถิติโลก Guinness World Record สงกรานต์ขอนแก่น 2562 ถ.ข้าวเหนียว วันที่ 13-15 เม.ย.2562

เทศบาลนครขอนแก่น ร่วมกับช่อง MONO29 (โมโนทเวนตี้ไนน์) ร่วมสร้างปรากฎการณ์ความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ในงาน “ประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูณเสียงแคนและถนนข้าวเหนียว ประจำปี 2562” ชวนชาวจังหวัดขอนแก่นและนักท่องเที่ยว ร่วมสร้างปรากฏการณ์บันทึกสิถิติโลกของ “การเล่นคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์ที่ยาวที่สุดในโลก ตอน คลื่นมนุษย์สุด

มิตรภาพ (ถนนมิตรภาพตัดกับถนนศรีจันทร์)” ที่ทางเทศบาลเมืองขอนแก่นจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ โดยทางช่อง MONO29 จะร่วมนำเสนอ บรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ พร้อมถ่ายทอดสด “การสร้างสถิติโลกการเล่นคลื่นมนุษย์ที่ยาวที่สุดในโลก” เพื่อบันทึกลง “กินเนส บุค เวิลด์ เร็คคอร์ด (Guinness Book World Record)” มาให้ได้ชมกันทั่วประเทศในวันที่ 15 เม.ย.นี้เวลา 19.00 น.เป็นต้นไป

นโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงวันสงกรานต์ปี พ.ศ. 2562

ในช่วงสงกรานต์ปีนี้ นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ระบุว่า ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายดื่มแอลกอฮอล์ให้เข้มข้น เพื่อลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ซึ่งกรมฯ จะเน้นเรื่องการขายดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาที่กำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ขายเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายให้คนเมา มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และเรื่องการโฆษณา การทำการตลาด โปรโมชันต่างๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้มักพบมากในช่วงของเทศกาล