ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างเพียบ

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างหลายข้อ มีผลเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ

เมื่อวันที่ 5 เมษายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.นี้ มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความมั่นคงในการทำงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะเป็นประโยชน์แก่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

สาระสำคัญคือ กรณีที่นายจ้างไม่คืนหลักประกันที่เป็นเงิน ไม่จ่ายเงินกรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่จ่ายค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่าย หรือไม่จ่ายเงินกรณีนายจ้างหยุดกิจการ หรือค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษ ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี

กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด หากมีผลทำให้ลูกจ้างคนหนึ่งคนใดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย และให้สิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ

กรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบ ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับ นับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้าง

ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน รวมถึงให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน วันลาเพื่อคลอดบุตรนี้ให้หมายความรวมถึงวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย และให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย

ให้นายจ้างกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานอันมีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน หรืองานที่มีค่าเท่าเทียมกันในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง

ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่ 3 วันทำงาน

ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน

ในกรณีที่มีการคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมงหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นที่ไม่เกิน 1 เดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้จ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง

ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

นายจ้างซึ่งประสงค์จะย้ายสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งแห่งใดไปตั้ง ณ สถานที่ใหม่ หรือย้ายไปยังสถานที่อื่นของนายจ้าง ให้นายจ้างปิดประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า โดยให้ปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานประกอบกิจการนั้น

และตั้งอยู่ที่ลูกจ้างสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ และประกาศนั้นอย่างน้อยต้องมีข้อความชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ว่าลูกจ้างคนใดจะต้องถูกย้ายไปสถานที่ใดและเมื่อใด


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม  ราชกิจจานุเบกษา

อุตุฯ เผย ไทยตอนบนอากาศร้อนถึงร้อนจัด มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

กรมอุตุฯ เผย สภาพอากาศ ไทยตอนบนมีอากาศร้อน โดยภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีอากาศร้อนจัดเป็นบางพื้นที่ แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีอากาศร้อนจัดเป็นบางพื้นที่ ในขณะที่มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง สำหรับภาคใต้มีลมตะวันออกพัดปกคลุมทำให้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

ภาคเหนือ

อากาศร้อนถึงร้อนจัดในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 21-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-41 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-40 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

แม่ทัพน้อยที่ 3 รุดดูไฟป่าแม่ฮ่องสอน หลังสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น

แม่ทัพน้อยที่ 3 รุดดูสถานการณ์ไฟป่าที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน หลังสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นจนต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ตักน้ำดับไฟป่า

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2562 เวลา 13.00 น. พล.ท.สุภโชค ธวัชพีระชัย แม่ทัพน้อยที่ 3 ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยมีนายธนกฤต ฉันทะจำรัสศิลป์ นายอำเภอแม่สะเรียง ให้การต้อนรับและร่วมประชุมพร้อมคณะ

ซึ่งประกอบด้วย นายเดชาธร หน่วยป้องกันไฟป่าแม่สะเรียง นายจีรศักดิ์ ทิพยวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน นายยุทธนา ศรีเงินงาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสาละวิน พันเอกวุฒิ ปฐมเรืองกุล ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 36 ค่ายเทพสิงห์ นายก อบต. นายกเทศมนตรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ผลการประชุมมีมติร่วมกันให้ดำเนินการดับไฟป่าในจุดวิกฤต ที่ตำบลแม่คง จำนวน 3 จุด ดังนี้ 1.บ้านห้วยหมู 2.บ้านห้วยกองแป และ 3.บ้านห้วยแม่ก๋อน โดยใช้ยุทธวิธีดับไฟป่า 2 วิธี คือ 1.จัดกำลังพล เดินเท้าเข้าสู่จุดเกิดเหตุ ซึ่งต้องเดินผ่านป่าไม้และเขาสูงชั้นใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพื่อทำการดับไฟป่าพร้อมทำแนวกันไฟ

ส่วนอีกทีมต้องนั่งเรือไปตามแม่น้ำสาละวินเป็นเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วเดินเท้าตามสันดอยอีกเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อทำการดับไฟป่าพร้อมทำแนวกันไฟ และ 2.ใช้เฮลิคอปเตอร์ พร้อมถังน้ำทำการตักน้ำไปทำการดับไฟป่า โดยทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดเฮลิคอปเตอร์มาประประจำที่อุทยานสาละวิน จำนวน 1 ลำ

สำหรับที่ อ.แม่สะเรียง ในห้วง 3-4 วันที่ผ่านมา สถานการณ์ไฟป่าได้ทวีความรุนแรงมากกว่าทุกอำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในแต่ละวันมีไฟป่านับร้อยๆ จุด ส่งผลให้ทางจังหวัดได้กำชับให้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด ต่อผู้ที่ลักลอบเผาป่า แต่สถานการณ์กลับไม่ลดความรุนแรงลงแต่อย่างใด