ค่าฝุ่นเหนือลดลงหลายพื้นที่ ภาพรวมมีฝุ่นปานกลาง-มีผลกระทบต่อสุขภาพ

สถานการณ์หมอกควันภาคเหนือค่าฝุ่นลดลงต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 สูงสุดในระดับสีแดง

สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ตรวจวัดสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัดวันนี้ (6 เม.ย.62) ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพปานกลางถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยสารมลพิษทางอากาศที่ตรวจพบเกินมาตรฐาน คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตรวจพบค่าเฉลี่ยระหว่าง 43 – 136 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพรวมค่าฝุ่นเกือบทุกพื้นที่ลดลงจากเมื่อวานนี้ (5 เม.ย.62) หลังคุมเข้มหยุดและดับไฟป่าเร่งด่วนเพื่อลดจุดความร้อน (Hotspot)

โดยพบค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานในระดับสีแดงมีผลกระทบต่อสุขภาพ 6 พื้นที่ โดยพบพื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ค่าฝุ่นสูงสุดอยู่ที่ 136 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ตรวจพบค่าระหว่าง 70 – 170 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐาน 11 พื้นที่ โดยพบพื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ค่าฝุ่นลดลง อยู่ที่ 170 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

สำหรับสาเหตุยังมาจากประชาชนลักลอบเผาเพื่อล่าสัตว์ หาของป่า และการเตรียมพื้นที่เกษตร จึงขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่งดการเผาในที่โล่งเพื่อป้องกันการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง พร้อม เฝ้าระวังการลักลอบเผาตลอด 24 ชั่วโมง และให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะหน้ากาก N95 ในพื้นที่รุนแรงและค่าฝุ่นสูง

อย่างไรก็ตามกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแบบ Realtime ได้ทางแอปพลิเคชันและเว็ปไซต์ air4thai ตลอด 24 ชั่วโมง

10 โทษและอันตรายจาก ฝุ่นละออง PM 2.5

  1. อันตรายต่อปอด หากเราหายใจเอา ฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปมากๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอดเพราะฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าไปจนถึงถุงลมในปอดได้ จะทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น หายใจสั้นถี่ และยังอาจส่งผลให้เป็นโรคร้าย เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดแข็งจากภาวะฝุ่นจับปอด (Pneumoconiosis)
  2. มีผลกระทบต่อสุขภาพในอาการเบื้องต้น ได้แก่ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ เหนื่อยง่าย มองไม่ชัด หอบหืด
  3. มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก คัดจมูก แสบจมูก เจ็บคอ ไอแบบมีเสมหะ หรืออาจส่งผลให้เป็นไซนัสอักเสบได้ หรืออาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น อึดอัดแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เจ็บหน้าอก
  4. อันตรายต่อดวงตา อาจทำให้เกิดอาการแสบตา ตาแดง ระเคืองตา ตาอักเสบ ซึ่งผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาอาจทำให้รุนแรงขึ้น เช่น ต้อลม ต้อเนื้อ ภูมิแพ้ขึ้นตา
  5. โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอปนเลือด มีเสมหะ อาจหายใจมีเสียงดังหวีด หากมีอาการเกิน 3 สัปดาห์ก็อาจจะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง
  6. อันตรายกับหัวใจ หากร่างกายได้รับฝุ่นละออง PM 2.5 ปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน จะมีผลต่อระบบหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นแรงขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เกิดภาวะหัวใจวาย และหลอดเลือดสมองตีบจนถึงตายได้
  7. มะเร็งระบบทางเดินหายใจ ฝุ่นละอองขนาดเล็กเมื่อสัมผัสกับปอดนานๆ อาจเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองหรือระบบเลือด จะทำให้เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ จนก่อให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง หรือ มะเร็งปอด
  8. อันตรายต่อผิวหนัง อาจส่งผลให้เกิดอาการลมพิษ ระคายเคืองคันตามร่างกาย ผิวหนังอักเสบ ปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง ผื่นกำเริบ ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้วควรระวังเพื่อไม่ให้โรคกำเริบได้
  9. อันตรายต่อกลุ่มเสี่ยงเพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้ ยิ่งกลุ่มเสี่ยงที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคปอด โรคถุงลมในปอดโป่งพอง โรคมะเร็งปอด โรคเกี่ยวกับหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทำให้มีโอกาสหัวใจวายเฉียบพลัน ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงทั้งหลายควรอยู่แต่ในอาคารบ้านเรือน
  10. อันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ ถ้าได้รับฝุ่นพิษเป็นเวลานานๆ ก็มีความเสี่ยงส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางรกทำให้มีผลต่อน้ำหนักเด็กแรกเกิดน้อยผิดปกติ แล้วยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแท้งบุตร หรือ คลอดก่อนกำหนด และยังอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและระบบสมองของลูก

ที่มา health.mthai.com

กรมสุขภาพจิตเผย ประชาชนเครียดการเมือง โทรปรึกษาเพิ่มขึ้น

กรมสุขภาพจิต เผยสถิติประชาชนโทรปรึกษาสายด่วน 1323 เรื่องความเครียดจากการเมืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 แนะรับฟังความคิดที่แตกต่างได้ แต่ไม่แตกแยก

วานนี้ (5 เมษายน 2562) นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยรายงานสถิติการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ สายด่วน 1323 ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา พบว่า มีการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต รวมจำนวน 13,229 ครั้ง

โดยปัญหาด้านสุขภาพจิตที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 ปัญหาทางจิตเวช ร้อยละ 39.02 อันดับที่ 2 ความเครียด/วิตกกังวล ร้อยละ 27 อันดับที่ 3 ปัญหาความรัก ร้อยละ 8.74 อันดับที่ 4 ปัญหาซึมเศร้า ร้อยละ 6.89 และอันดับที่ 5 ปัญหาครอบครัว ร้อยละ 5.59 และจำนวนประชาชนที่โทรศัพท์เข้ามาปรึกษาในภาพรวมทั้งหมด เปรียบเทียบจากเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.2

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า หากวิเคราะห์ข้อมูลในรายเดือนจะพบว่า ผู้ที่โทรศัพท์ปรึกษาเฉพาะเรื่องความเครียดและวิตกกังวลจากการเมือง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มีจำนวน 22 ราย และเดือนมีนาคม 2562 มีจำนวน 37 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เนื่องจากเป็นช่วงของการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม

ส่วนใหญ่เกิดความเครียดจากการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมืองระหว่างคนใกล้ชิด คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ทำให้รู้สึกเครียด จึงโทรศัพท์มาปรึกษาพูดคุยเพื่อระบายความเครียด โดยขณะนี้กรมสุขภาพจิต กำลังติดตามเรื่องความเครียดจากการเมืองอย่างใกล้ชิด

ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่แตกแยก สามารถอยู่ร่วมกันได้ เน้นรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่นด้วยความเคารพ และให้เกียรติกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดสะสมและวิตกกังวลจนเกินไป ควรมีการติดตามข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี เปิดกว้างรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ไม่รับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ และมีการผ่อนคลายความเครียด

ทั้งนี้ หากยังมีความเครียดและวิตกกังวลอยู่ สามารถโทรมาขอรับบริการปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือขอรับบริการด้านสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลจิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิตได้ทุกแห่งทั่วประเทศ อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

 5 วิธีที่ควรปฏิบัติ การติดตามข่าวสารบ้านเมืองให้ห่างไกลความเครียด

1.แบ่งเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี โดยการติดตามข่าวสารไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้เครียดมากขึ้น

2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ หันเหความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวสารการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง เรียนหนังสือ การทำงาน และการให้เวลากับครอบครัว

3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ โดยไม่ดูข่าวหรือรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว จะทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งการพักผ่อนจะทำให้ความเครียดลดลง และ

5. การผ่อนคลายความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ทำสมาธิ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกหายใจคลายเครียด การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นต้น

‘ธนาธร‘ รับทราบข้อกล่าวหา ม. 116 เหล่าฟ้าแห่ให้กำลังใจ

‘ ธนาธร ‘ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ รับทราบข้อกล่าวหา ม. 116 ฐานยุยงปลุกปั่นฯ

วันที่ 6 เม. ย. 2562 ที่สถานีตำรวจนครบาล ปทุมวันนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน นายธนาธร กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่  3 เม.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายงานการออกหมายเรียกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ดังนี้ ข้อกล่าวหาในคดีอาญาที่ 691/2558 คสช. กล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยเหตุเกิดหน้า สน.ปทุมวัน กทม. เมื่อวันที่ ( 24 มิถุนายน 2558 ) ในเวลา 22.00 น.

สำหรับพฤติการณ์แห่งคดีที่ทำให้นำไปสู่การออกหมายจับดังกล่าว เนื่องจากคืนก่อนเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 นายรังสิมันต์ โรม และพวก รวม 7 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 รับทราบข้อกล่าวหา แต่เมื่อมาถึง สน.ปทุมวัน ผู้ต้องหากับพวกไม่ยอมเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยรออยู่บริเวณใกล้เคียง สน.ปทุมวัน หลังจากนั้นได้มีกลุ่มบุคคลให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องหาโดยการนำรถตู้สีขาวพากลุ่มผู้ต้องหาหลบหนี

และเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทะเบียนรถตู้คันดังกล่าวพบว่าเป็นรถของบริษัทที่มีนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร เป็นกรรมการ นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า ในวันดังกล่าวนายธนาธรได้มาอยู่ที่ สน.ปทุมวัน กับนายรังสิมันต์ และพวกด้วย คณะ คสช. จึงมอบอำนาจให้ พันเอก บุรินทร์ ทองประไพ ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายธนาธร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ 189 เพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมาย

สำหรับมาตรา 116 คือ ” มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอัน มิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

  1. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กําลังข่มขืนใจ หรือใช้กําลังประทุษร้าย
  2. เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อ ความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
  3. เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี”

อย่างไรก็ตามสำหรับคำบรรยายข้อกล่าวหานายธนาธร สะท้อนว่าตำรวจได้ตั้งข้อหาเขาอย่างน้อย 2 ฐานความผิดคือ

1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2) (3) ยุยงปลุกปั่นฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และ
2. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ให้ที่พักพิงผู้ต้องหา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รู้จักกฎหมายอาญามาตรา 116

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ในหมวดของความมั่นคง ซึ่งหากผู้กระทำมีเจตนาให้กระทบต่อความมั่นคง โดยการทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นๆ จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 116 แต่หากเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิขึ้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116