ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ‘บอย นาคคำ’ เครือข่ายไซซะนะ

วันนี้ (3 เม.ย. 62) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว นายณัฐพล หรือ บอย นาคคำ นักค้ายาเสพติดชื่อดัง จำเลยในคดีร่วมกันฟอกเงิน จากเรือนจำลาดยาวมายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีฟอกเงิน หมายเลขดำฟย.24/2560 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายณัฐพล เป็นจำเลยฐานร่วมกันฟอกเงินจากการค้ายาเสพติด ที่ห้องพิจารณา 809 ในเวลา 09.00 น. โดยคดีนี้ศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก นายณัฐพล ฐานฟอกเงินรวมทั้งสิ้น 4 ปี 18 เดือน

สำหรับ นายณัฐพล หรือ บอย นาคคำ เป็นหนึ่งในเครือข่ายของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา เอเย่นต์ค้ายารายใหญ่ชาวลาว ที่ถือว่าเป็นหัวหน้าผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถูกจับกุมเมื่อ 31 มกราคม 2560 หลังตำรวจรวบหัวหน้าแก๊ง นายไซซะนะ และมีการซัดทอดมาถึง นายบอย

โดย บอย นาคคำ มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับ นายไซซะนะ ทำหน้าที่เป็นแขนขาคอยต้อนรับดูแลไปรับไปส่งเวลามาไทย และจากการสืบสวนของ เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ชี้ชัดว่า นายบอย คือ ผู้ลำเลียงยาเสพติดให้เครือข่ายไซซะนะ ในเมืองไทย

ทั้งนี้ บอย นาคคำ เคยถูกตำรวจเข้าจับกุมและถูกยึดทรัพย์มาแล้วเมื่อปี 2553 ฐานร่ำรวยผิดปกติ ร่ำรวยแบบไม่มีที่มาที่ไป แต่หลังจากนั้น นายบอย ก็ยังมีพฤติกรรมค้ายาเสพติดอีก ก่อนถูกจับอีกครั้งในที่สุด

นอกจากนี้ บอย นาคคำ ยังเป็นคนที่ให้การพาดพิงมาถึง นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่้ง สามีนางเอกสาว แพท ณปภา โดย นายเบนซ์ ได้ยืมเงิน นายบอย เป็นเงิน 6 ล้านบาท มาเพื่อดาวน์รถหรูลัมโบกินี

‘เนติวิทย์’ ให้กำลังใจ ‘ธนาธร’ ชี้ ม.116 เป็นมาตราที่ คสช. ใช้เล่นงานคนคิดต่าง

จากกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้รับหมายเรียกจากสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน กล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เป็นภัยต่อความมั่นคง โดยได้แจ้งให้ไปรายงานตัวที่ สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน วันที่ 6 เมษายน นี้ เวลา 10.00 น.

ล่าสุด (3 เม.ย. 62) มีรายงานว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจ นายธนาธร หลังถูกหมายเรียก พร้อมระบุข้อความว่า…

คุณธนาธร ถูกทหารไปแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 116 หาว่า คุณธนาธร ยุยงปลุกปั่น สร้างความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน คดีนี้มีโทษร้ายแรงมาก เมื่อปีที่แล้ว ผมไปสังเกตการณ์ “คนอยากเลือกตั้ง” ก็โดนข้อกล่าวหานี้ ตอนนี้คดีก็ยังอยู่ที่ศาล ทั้งที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากให้สัมภาษณ์นักข่าวว่าผมมีความเห็นอย่างไรบ้าง

มาตรานี้เป็นมาตราที่ คสช. ใช้เล่นงานคนคิดต่างจากตน ใครเด่น ใครพูดความจริงก็เอาอันนี้ปิดปาก แสดงว่า แม้เลือกตั้งแล้ว แต่อำนาจการกดขี่พวกเขาไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย

เหมือนที่ แดง ผบ.ทบ ออกมาบอก คุณธนาธร มีอาวุธที่น่ากลัวกว่าพวกเขาคือ โซเชียลมีเดีย กองทัพมีปืน มีอำนาจ แต่สิ่งสำคัญกว่าการอวดว่าใครประดับอะไร คือ “ความน่าเชื่อถือ” เขาจะติดยศพวกนี้ทำไม เมื่อคนข้างนอกเขาไม่เห็นว่าพวกเขาจะน่าดูอะไร พวกเขาตอนนี้นับวันยิ่งกลายเป็นตัวตลก เพราะคนไม่เชื่อถือแล้ว ต่างกับ คุณธนาธร และนักการเมืองน้ำดีคนอื่นๆ

อีกทั้ง คุณธนาธร ได้จุดประกาย “ความหวัง” ให้เด็กรุ่นใหม่ว่าเขายังมีอนาคตได้ ยังมีพลังเมื่อรวมกันได้ พวกผู้มีอำนาจเลยหวาดกลัว ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณธนาธร อ.ปิยบุตร และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกท่าน และเป็นกำลังให้เพื่อนๆ ที่กำลังต่อสู้ทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เพื่อช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้ทั้งสองท่านนี้ด้วยครับ

คุม ‘เสี่ยบิ๊ก’ อดีตปธ.สโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ฟังพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีปลอมตั๋วเงิน

คุม ‘เสี่ยบิ๊ก’ อดีตประธานสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ฟังพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีปลอมตั๋วเงิน ตุ๋น สกสค.กู้เงินกว่า 2 พันล้าน

วันนี้ (3 เม.ย. 62) ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ควบคุมตัว นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือ เสี่ยบิ๊ก อายุ 43 ปี อดีตประธานสโมสรทีมฟุตบอลเพื่อนตำรวจในศึกไทยลีก เพื่อเข้าฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ห้องพิจารณา 811 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีดำ อ.1134/59 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอม และใช้ตั๋วเงินปลอม

ในกรณีระหว่างวันที่ 21 ธ.ค. 2556 – 21 ก.ค. 2557 จำเลยกับบริษัท บิลเลี่ยน อิโนเวเทค กรุ๊ป จำกัด ร่วมกัน ปลอมตั๋วแลกเงิน หรือดราฟท์ของธนาคารฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อนำไปใช้อ้างต่อ สำนักงานสวัสดิการ และสวัสดิภาพบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่าเป็นตั๋วแลกเงินที่แท้จริงจากธนาคารฮ่องกง

ที่ออกคำสั่งจ่ายเงินตามคำสั่งของสำนักงาน สกสค. ผู้เสียหายจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( 3,200 ) ล้านบาท ยึดถือไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตั๋วสัญญา ใช้เงินของบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ที่จำเลยนำมาหลอกขายให้ แก่ สกสค. โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนสนับสนุนพิเศษ และส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ สมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.)

โดยคดีนี้ศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2561 ให้ลงโทษนายสัมฤทธิ์ จำเลย ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 10 ปี สำหรับ นายสัมฤทธิ์ หรือ เสี่ยบิ๊ก ได้รับฉายาว่า ‘ปาเกียว เมืองไทย’ เนื่องจากมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับแมนนี ปาเกียว นักชกชื่อดังแชมป์โลกขวัญใจชาวฟิลิปปินส์ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 จับกุมตัวเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2559