จ่ายเงินช่วยเหลือ ‘ชาวไร่อ้อย’ รอบแรก 3 พันล้าน 26 เม.ย. นี้

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 เห็นชอบโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ภายใต้กรอบวงเงิน จำนวน 6,500 ล้านบาท ในอัตราไม่เกิน 50 บาทต่อตันอ้อย รายละไม่เกิน 5,000 ตันอ้อย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เสนอ ขณะนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณรอบแรก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยจะเริ่มจ่ายรอบแรก ในวันที่ 26 เมษายน 2562 นี้ ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ของชาวไร่อ้อยคู่สัญญาแต่ละรายโดยตรง ซึ่งมีปริมาณอ้อยที่ขอรับความช่วยเหลือตั้งแต่วันที่โรงงานเปิดหีบจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2562 จำนวน 61,460,684 ตัน สำหรับจ่ายให้แก่ชาวไร่อ้อยคู่สัญญาที่ขอรับความช่วยเหลือตามสิทธิ์ จำนวน 134,465 ราย เป็นเงิน จำนวน 3,073,034,245 บาท และจะดำเนินการจ่ายเงินรอบถัดไปตามปริมาณอ้อยที่เข้าหีบตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึงวันสุดท้ายของการหีบอ้อย ซึ่งคาดว่าในฤดูการผลิตปี 2561/2562 จะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 131 ล้านตัน และในขณะนี้ยังมีโรงงานน้ำตาลที่ยังไม่ได้ปิดหีบ จำนวน 7 โรงงาน คาดว่าจะปิดหีบทั้งหมดภายในวันที่ 30 เมษายน 2562

ทั้งนี้ สอน. จะกำกับดูแลการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยคู่สัญญาที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต อย่างโปร่งใส ถูกต้องครบถ้วนตามข้อเท็จจริง สำหรับบัญชีธนาคารที่ใช้ในการโอนเงินให้ชาวไร่อ้อย ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจาก ธ.ก.ส. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตร.ขอศาลออกหมายจับ ผู้ก่อเหตุทำร้ายหนุ่มเสียชีวิตขณะถูกกักขัง

ความคืบหน้ากรณีที่หนุ่มศรีสะเกษถูกกักขังแทนค่าปรับคดีเมาขับเสียชีวิต ระหว่างถูกกักขัง ตำรวจขอศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุทำร้ายผู้เสียชีวิตแล้ว

จากกรณีที่นายพรหมปัญญา เกษหอม อายุ 40 ปี ผู้ต้องกักขังแทนค่าปรับคดีเมาขับ ถูกกักขังอยู่ที่สถานกักขังจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2562 แต่ป่วยกะทันหันถูกเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลศรีสะเกษ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ทางผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งควบคุมดูแลสถานกักขังจังหวัดศรีสะเกษ แจ้งกับสื่อมวลชนว่า ผู้เสียชีวิตประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ทางญาติติดใจสงสัยการเสียชีวิต เนื่องจากสภาพศพนายพรหมปัญญา มีบาดแผลหลายแห่ง แพทย์ลงความเห็นในหนังสือรับรองการตายว่า “ศีรษะได้รับอันตรายรุนแรง และบาดแผลฟกช้ำ” หลังเกิดเหตุแล้ว พนักงานสอบสวนจังหวัดศรีสะเกษ
ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจชันสูตรศพและสถานกักขังที่ผู้บัญชาการเรือนจำแจ้งว่าผู้ตายลื่นล้ม จากนั้นได้เรียกพยานซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่สถานกักขัง และผู้ต้องกักขังที่อยู่ร่วมห้องกับผู้ตายในวันเกิดเหตุแล้ว 11 ปาก

จากคำให้การของพยานประกอบกับภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเห็นไม่ชัด เนื่องจากเป็นมุมอับของกล้องวงจรปิด แต่พยานได้ให้การยืนยันว่ามีการทำร้ายร่างกายผู้ตายจริง

ความคืบหน้าคดีนี้ วันนี้ (24 เม.ย.62) หลังจากที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำพยานแล้ว ซึ่งพยานให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอศาลจังหวัดศรีสระเกษอนุมัติ ออกหมายจับบุคคลตามที่พยานยืนยัน กระทั่งเวลา 14.30 น. ศาลจังหวัดศรีสะเกษอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 1 คนแล้ว พนักงานสอบสวนจะได้ส่งหมายจับไปขออายัดตัวผู้ก่อเหตุทำร้ายผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ต้องกักขังกับเรือนจำจังหวัดศรีสะเกษต่อไป

ศาลสั่งจำคุก 9 ผู้บริหาร ม.สันติภาพโลก มอบปริญญาลวงโลก

ศาลพิพากษาจำคุก 9 ผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก หลังมีบุคคลนับ 100 หลังทั้งคนดัง และนักแสดงเข้าร่วมในการรับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยทั้งที่ไม่มีการเรียนการสอน

วันที่ 24 เมษายน 2562 ที่ห้องพิจารณาคดี 813 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีก่อตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก World Peace University (WPU) โดยมิชอบ คดีหมายเลขดำ อ.3414/2560 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข อธิการบดีผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก WPU ที่เชียงใหม่ (ตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.) จำเลยที่ 1 , นายศุภณัฐ ดอนจันทร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสาขา 2 (WPU 2) และนายทะเบียนมหาวิทยาลัย (ตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ ดร.) จำเลยที่ 2 , นายเรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์ นายกสภามหาวิทยาลัย WPU (ตำแหน่งทางวิชาการ ศาสตราจารย์ ดร.) จำเลยที่ 3 , นางวรางคณา เผ่าวงศา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ใน จ.เชียงใหม่ เป็นผู้ช่วยนายสวัสดิ์ ดูแลเรื่องการเงิน จำเลยที่ 4 , นายมาณพ ภาษิตวิไลธรรม กรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (ตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.) จำเลยที่ 5

นายนาวิน พรมใจสา นายทะเบียนมหาวิทยาลัยคนที่ 2 (ตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.) จำเลยที่ 6 , นายศุภชัย ขจรศิริภักดี อธก.WPU สาขานนทบุรี (ตำแหน่งทางวิชาการ ดร.) จำเลยที่ 7 , นายนิยม ป้องคำสิงห์ อธก.WPU สาขาภาคตะวันเฉียงเหนือตอนล่างและประธานฝ่ายนิติกร WPU จำเลยที่ 8 , นางวัชราพร ป้องคำสิงห์ เป็นผู้ช่วยนายนิยมและดูแลการเงินมหาวิทยาลัยสาขาใน จ.ขอนแก่น จำเลยที่ 9 ในความผิดฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ชอบ ตามความผิด พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2526 , ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 , 343 และร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

อัยการโจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2560 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 3 พ.ย.2555 – 21 ก.ค .2556 จำเลยทั้ง 9 คน ร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ชื่อ “มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก” (อาคารที่ตั้งเลขที่ 19 ถ.เทพฤทธิ์ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา (สกอ.)และหลอกลวงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกต้อง สามารถจัดการศึกษา การเรียนการสอนโดยบุคลากรที่มีคุณวุฒิ และได้รับการจัดตั้งโดยถูกต้องสามารถมอบใบปริญญาระดับต่างๆ และปริญญากิตติมศักดิ์ได้ มีสิทธิเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ

ซึ่งข้อความดังกล่าว ยังได้ถูกนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ บนเว็บไซต์ www.wpucm.com กับบล็อคของมหาวิทยาลัย wpubkk.blogspot.com และ www.wpu15.com ซึ่งข้อมูลเป็นเท็จนั้นบิดเบือนว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เป็นมหาวิทยาลัยมีการจดทะเบียนที่รัฐฟลอริดาสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 506 ปาร์คไซต์เพลส อินเดียฮาเบอร์บีช รัฐฟลอริดา ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นจริงตามที่อ้าง

โดยการอ้างว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ขึ้นกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มีสิทธิเข้ามหาวิทยาลัยอื่น และเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ จนทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเชื่อถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ชอบด้วยกฏหมายนั้น ก็เป็นการร่วมกันหลอกลวงประชาชนด้วยการทำให้ปรากฏต่อประชาชนทั่วไป หรือบุคคลตั้งแต่ 10 คนในลักษณะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จด้วย ซึ่งความจริงแล้วมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถมอบปริญญาโทหรือปริญญากิตติมศักดิ์ได้ เหตุเกิดที่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ , อ.เมือง จ.เชียงราย , จ.นนทบุรี , จ.ปทุมธานี , จ.ลำพูน , จ.ขอนแก่น และ กทม.

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยทั้ง 9 คน ก็ได้รับประกันตัว ซึ่งวันนี้ก็เดินทางมาพน้อมฟังคำพิพากษาทั้งหมด

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า โจทก์มีทั้งพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้รวบรวมหลักฐานส่งถึง สกอ. ให้ตรวจสอบการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย, พนักงานสอบสวน DSI, นิติกรชำนาญการ สกอ., ผู้ที่ได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัย จำนวนหนึ่ง รวมทั้งพยานเอกสาร ซึ่งเป็นกำหนดการแจกใบปริญญาและเอกสารทางการเงิน ซึ่งมีน้ำหนักให้รับฟังได้อย่างมั่นคงว่าการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก หรือ WPU นั้น

กระทำโดยมิชอบไม่มีใบอนุญาต และได้มีการนำข้อความที่บิดเบือน อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้มีบุคคลนับ 100 คนมีทั้งคนดังและนักแสดงเข้าร่วมในการรับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยทั้งที่ไม่มีการเรียนการสอน หรือการเรียนแบบอิสระตามแนวคิดที่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอธิการบดีผู้ก่อตั้งเคยอ้างไว้ ซึ่งการเข้ารับปริญญาทางมหาวิทยาลัยก็ให้ผู้รับชำระเงินอ้างเป็นค่าใช้จ่ายราว 5,000 – 12,000 บาท ซึ่งมหาวิทยาจะทำเป็นกระเบื้องเซรามิกประทับตรา (โลโก้) มหาวิทยาลัยและชื่อ อธก.จำเลยที่ 1 ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้ง 9 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง

จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น อธก.ผู้ก่อตั้งและ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 1 ดูแลเรื่องการเงิน กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน รวม 60 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี และยังมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) โดยจำเลยที่ 1 มีความผิด ตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ มาตรา 10, 104, 121 ด้วย

รวมจำคุก จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 61 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 จำคุก 61 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายทะเบียนมหาวิทยาลัย และ จำเลยที่ 3 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งได้กระทำผิด 27 กระทง, รวมถึงทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ รวมจำคุก ทั้งสิ้น 28 ปี 12 เดือน

จำเลยที่ 5 เป็นนายทะเบียน จำเลยที่ 6 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย(คนที่2) กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 33 กระทง และ ความผิดตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 7 เป็นอธก.WPU สาขานนทบุรี กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 10 กระทง จำคุก รวม 10 ปี

สำหรับจำเลยที่ 8 ก็เป็น อธก.WPU สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ส่วนจำเลยที่ 9 เป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 8 และดูแลด้านการเงิน ที่จ.ขอนแก่น กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 17 กระทง รวมจำคุก 17 ปี

โดยเมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิด ของจำเลยทั้งหมดแล้ว จึงให้จำคุกจำเลย ทั้ง 9 คนละ 10 ปี และให้ร่วมกันชดใช้ ค่าเสียหายกับผู้ได้รับใบปริญญา ซึ่งเป็นผู้เสียหายแต่ละรายตามจำนวนของแต่ละคนด้วย

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ทนายความของนายสวัสดิ์จำเลยที่ 1 เปิดเผยว่า ได้ยื่นประกันตัวนายสวัสดิ์ จำเลยที่ 1 โดยใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นโฉนดที่ดินใน ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ราคาประเมิน 4 ล้านกว่าบาท เพื่อจะยื่นขอปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์สู้คดี ซึ่งหลักทรัพย์เดิมชั้นพิจารณาศาลตีราคาประกันวงเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยอื่น ก็กำลังรวบรวมหลักทรัพย์เพื่อจะยื่นขอปล่อยชั่วคราวเช่นกัน