ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ หลายเงื่อนไข กระทบกำไรแบงก์พาณิชย์ ไตรมาสที่เหลือ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รวมรวมข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (ธ.พ. 10 แห่ง) ในไตรมาส 1/2562 โดยพบว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิรวม 5.51 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 1/2562 เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากมีการบันทึกรายได้และกำไรพิเศษจากเงินลงทุนที่เกิดขึ้นระหว่างไตรมาส ประกอบกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ก็มีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองเพื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญที่ลดลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี หากไม่นับรวมรายได้และกำไรจากเงินลงทุนซึ่งเป็นรายการพิเศษดังกล่าว จะพบว่า ยังมีหลายประเด็นที่เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่รออยู่ในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี อาทิ การหารายได้ค่าธรรมเนียมจากส่วนอื่นๆ มาทดแทนรายได้ที่หายไปจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล การประคองอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ และการดูแลปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจในภาพรวมยังเผชิญโจทย์ท้าทายในการฟื้นตัวด้วยเช่นเดียวกัน

สรุปข้อมูลสำคัญจากผลประกอบการไตรมาส 1/2562 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์*

  1Q-2561 4Q-2561 1Q-2562
กำไรสุทธิ (หมื่นล้านบาท) 5.18 4.08 5.51
กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษีเงินได้ (หมื่นล้านบาท) 6.89 5.53 7.39
     กำไรฯ ที่ปรับผลของรายการพิเศษ (หมื่นล้านบาท) 6.89 5.79 6.57
อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (%NIM) 3.08% 3.21% 3.21%
       NIM ที่ปรับผลของรายการพิเศษ 3.08% 3.21% 3.13%
รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (% YoY) 11.6% -10.9% -13.7%
ค่าใช้จ่ายในการกันสำรองฯ (หมื่นล้านบาท) 4.00 3.84 3.62

* รวบรวมข้อมูลจากธ.พ. 10 แห่ง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เงื่อนไขสำคัญๆ ที่มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในระยะข้างหน้า ได้แก่

1. รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ยังอาจเผชิญข้อจำกัดในการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรายได้สุทธิจากธุรกิจประกัน ยังคงฟื้นตัวในกรอบที่จำกัดในช่วงระหว่างการปรับตัวรับเกณฑ์การกำกับดูแลการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมจากส่วนอื่นๆ ยังไม่สามารถเติบโตขึ้นมาเท่าทันพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมธุรกรรมโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลได้

2. การเติบโตของสินเชื่อในภาพรวม ยังคงต้องรอบรรยากาศการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งทำให้ในเบื้องต้น แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประเมินอัตราการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2562 ที่ประมาณ 5.0% ตามเดิม แต่จะติดตามสถานการณ์การเบิกใช้สินเชื่อของภาคธุรกิจ ทั้งในส่วนของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจ SMEs ในระยะข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทิศทางของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มีสัดส่วนถึงประมาณ 50% ในพอร์ตสินเชื่อรายย่อยของระบบธนาคารพาณิชย์) ซึ่งอาจเติบโตในกรอบที่จำกัดลง หลังจากที่มีการเร่งตัวขึ้นไปค่อนข้างแล้วตามภาพรวมกิจกรรมในตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงไตรมาส 1/2562 เพื่อเลี่ยงช่วงเวลาการบังคับใช้เกณฑ์การกำหนดการวางเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้าน (มาตรการ LTV ใหม่) ของธปท. ที่เริ่มมีผลบังคับแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2562 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จังหวะการขยายตัวของสินเชื่อหลายๆ ประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่น่าจะยังตั้งอยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้น ทำให้มีประเด็นที่อาจต้องติดตามเพิ่มขึ้น ก็คือ การขยายพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเป็นเป้าหมายของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง จะต้องเติบโตต่อเนื่องและเร็วเพียงพอ ภายใต้กลยุทธ์ที่ไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อที่จะช่วยประคองให้อัตราผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ (Yield on Loans) และอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) สามารถทรงตัวหรือมีโอกาสขยับสูงขึ้นได้ในไตรมาสที่เหลือของปี

3. การบริหารจัดการปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ ยังคงเป็นโจทย์ยากภายใต้ทิศทางเศรษฐกิจที่ยังมีจังหวะการฟื้นตัวที่ไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า ปัจจัยภายในประเทศ สถานการณ์กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และราคาพลังงานในตลาดโลกที่อาจทรงตัวในระดับสูง อาจมีผลกระทบต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเพิ่มการดูแลคุณภาพของสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว อาจทำให้รายการค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญลดลงช้ากว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากฐานข้อมูลงบการเงินของธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง พบว่า ยอดคงค้างเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ยังคงมีทิศทางขยับขึ้นในไตรมาส 1/2562 มาอยู่ที่ 4.449 แสนล้านบาท (สูงกว่ายอดคงค้าง NPLs ที่ 4.375 แสนล้านบาทในไตรมาส 4/2561 และยอดคงค้าง NPLs ที่ 4.370 แสนล้านบาทในไตรมาส 1/2561) ขณะที่ ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารพาณิชย์หลายๆแห่ง จะมีการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญในระดับสูงแล้วในขณะนี้ แต่ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ว่า หากปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ก็อาจมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องกลับมาดำเนินนโยบายการตั้งสำรองฯ ด้วยความระมัดระวังมากขึ้นในระยะข้างหน้าด้วยเช่นกัน


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: เปิด ‘กำไร’ แบงก์พาณิชย์ ไตรมาส 1 ปี 2562

มติ กกต.แจกใบส้ม ว่าที่ ส.ส.เพื่อไทย ด้านเจ้าตัวแปลกใจ เพราะชี้แจงแล้ว

“สุรพล เกียรติไชยากร” ถูก กกต. มีมติแจกใบส้ม ปมถวายปัจจัยพระสงฆ์ช่วงเลือกตั้ง ด้านเจ้าตัวโวยลั่นเคยชี้แจงแล้วว่าไม่มีส่วนร่วม อีกทั้งพระภิกษุไม่มีสิทธิทางการเมือง แต่ทำไมต้องโยงเรื่องนี้เอาผิดได้

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. วานนี้ (23 เม.ย. 2562) เพื่อพิจารณาสำนวนสืบสวนที่คณะกรรมการสืบสวน ของ กกต. จ.เชียงใหม่ กรณีที่นายสุรพล เกียรติไชยากร ว่าที่ ส.ส. เขต 8 เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ได้รับการคะแนนเลือกตั้งมาเป็นลำดับที่ 1

ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติการกระทำความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา73 (2)  จากกรณีการทอดผ้าป่าในพื้นที่ของนายสุรพล  ซึ่งตัวเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ได้ถวายปัจจัยแก่พระรูปหนึ่ง 2,000 บาท ในนามส่วนตัว ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา

ซึ่งจากการพิจารณาจากสำนวนแล้ว กกต. จึงมีมติให้เพิกถอนสิทธิสมัคร นายสุรพล ไว้เป็นการชั่วคราว (1ปี)  เนื่องจากเห็นพฤติการณ์ของนายสุรพล เข้าข่ายผิดพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตราดังกล่าว  ที่เสนอให้ สัญญาว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิวัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด

และให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้สมัครชุดเดิมสามารถลงสมัครชิงตำแหน่งได้ ยกเว้นนายสุรพล ขณะเดียวกันคะแนนเสียง ของนายสุรพล ที่ได้รับชัยนะเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่ผ่านมาจะไม่นำมารวมนับเป็นคะแนน คำนวณหา ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคการเมือง ขณะเดียวกันนายสุรพล  ยังต้องดำเนินการความผิดของนายสุรพล ตามมาตรา 138 พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ด้วย

ทั้งนี้หลังจากผลมติของ กกต. ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้นายสุรพล ได้ออกมาเปิดเผยว่า เขาแคลงในมิตของ กกต. เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ชี้แจงรายละเอียดแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อ กกต. ไปแล้วว่าไม่ได้ร่วมทอดผ้าป่า

แต่รับว่าได้ถวายปัจจัยเป็นเงินแก่พระรูปหนึ่งจริง ซึ่งพระรูปดังกล่าวก็ได้เป็นพยานและเข้าชี้แจงต่อ กกต. ไปแล้ว ทำไม? กกต.ถึงมีคำตัดสินดังกล่าวออกมาได้ ขณะเดียวกันตามกฎหมายพระภิกษุไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แต่ทำไมถึงดยงเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง

เร่งบูรณะหลังคามณฑปจตุรมุข – วิหารคด อายุกว่า 150 ปี เจอพายุพัดถล่ม

เร่งบูรณะหลังคามณฑปจตุรมุข – วิหารคด อายุกว่า 150 ปี หลังถูกพายุฤดูร้อนรุนแรงสุดในรอบ 50 ปี พัดถล่มจนเสียหาย

วันนี้ (24 เม.ย.62) ผู้สื่อข่าว จ.เชียงใหม่ หลังคามณฑปจัตุรมุข แบบพื้นเมืองล้านนา และ ศาลาบาตร หรือ วิหารคด ที่มีอายุกว่า 150 ปี ภายในวัดอินทราวาส หรือ วัดต้นเกว๋น ใน ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้รับความเสียหายหนัก กระเบื้องดินขอ ที่มุงหลังคาหลุดปลิวและตกแตกเสียหายจำนวนมาก หลังเกิดพายุฤดูร้อนพัดผ่านอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา โดยจิตอาสา ทั้ง ตำรวจ ทหาร และ ชาวบ้านช่วยกันรื้อและเก็บเศษกระเบื้อง รอการบูรณะซ่อมแซม

อย่างไรก็ตาม การบูรณะหลังคาโบราณสถานเก่าแก่ของวัดแห่งนี้ ยังติดขัดปัญหาเรื่องของกระเบื้องดินขอที่่ค่อนข้างหายาก เพราะปัจจุบันโรงงานเลิกผลิตแล้ว การซ่อมแซมจึงต้องสั่งทำเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ได้กระเบื้องดินขอที่ใกล้เคียงกับของเดิม และ มีความกลมกลืนเข้ากับสถาปัตยกรรมของมณฑปจตุรมุขแบบพื้นเมืองล้านนาที่พบเพียงหลังเดียวในประเทศไทย รวมทั้ง ศาลาบาตร หรือ วิหารคด ที่ตั้งล้อมรอบวิหารวัดต้นเกว๋น

พระมหาชลัน ภูริวฑฒโน เจ้าอาวาสวัดต้นเกว๋น กล่าวว่า พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นครั้งนี้ถือว่ารุนแรงและหนักที่สุดในรอบ 50 ปี ซึ่งวัดพยายามจะซ่อมแซมและบูรณาปฎิสังขรให้กลับคืนสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด แต่กระเบื้องดินขอค่อนข้างหายาก เพราะโรงงานส่วนใหญ่เลิกผลิตไปแล้ว จึงต้องสั่งทำเป็นพิเศษ ขณะนี้ทางวัดได้สั่งไปแล้วแต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ทำให้ทางวัดกังวลว่าหาเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นอีก จะทำให้โบราณสถานของวัดเสียหายมากกว่านี้

สำหรับวัดอินทราวาส หรือ ต้นเกว๋น สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2412 สมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เป็นเจ้าหลวงปกครองเมืองเชียงใหม่ เหตุที่ชื่อต้นเกว๋น ตั้งตามชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า มะเกว๋น หรือ ต้นตะขบป่า ซึ่งอยู่ล้อมรอบพื้นที่วัด แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอินทราวาส ตามชื่อครูบาอินทร์ เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้น

วัดต้นเกว๋นถือว่าเป็นวัดที่สมบูรณ์ที่สุด และ เป็นวัดที่งามที่สุดแห่งหนี่งในประเทศไทย จนได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพฯ ในปี 2532 ขณะที่วิหารวัดต้นเกว๋น ยังเป็นต้นแบบของหอคำหลวง ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ด้วย