เปิดคลิป ‘มือระเบิดฆ่าตัวตาย’ ขณะเดินเข้าโบสถ์ศรีลังกาก่อนกดชนวน

คลิปนาทีที่มือระเบิดฆ่าตัวตายเดินเข้าไปในโบสถ์เซนท์เซบาสเตียน ที่เมืองเนกอมโบ

มือระเบิดพลีชีพ
คลิปนาทีที่มือระเบิดพลีชีพเดินเข้าไปในโบสถ์เซนท์เซบาสเตียน ที่เมืองเนกอมโบ

ชมคลิป  news.sky.com

หลังเกิดเหตุระเบิดที่โจมตีในลักษณะแบบ ‘ดาวกระจาย’ ที่ศรีลังกา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ขณะผู้คนกำลังประกอบพิธีเนื่องในเทศกาลอีสเตอร์ ล่าสุดมีการเผยแพร่คลิปนาทีที่มือระเบิดฆ่าตัวตายเดินเข้าไปในโบสถ์เซนท์เซบาสเตียน ที่เมืองเนกอมโบ ก่อนจุดชนวนระเบิด

ทั้งนี้รายงานระบุว่า ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 290 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 500 คน ขณะที่รัฐบาลยังคงประกาศภาวะฉุกเฉิน และประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศไม่มีกำหนด รวมถึงระงับการใช้เครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์เป็นการชั่วคราว รวมถึงมีการวางกำลังทหารในพื้นที่เกิดเหตุ และยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่สนามบินนานาชาติบันดารานายาเก ซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ โดยเหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุโจมตีรุนแรงครั้งแรกในศรีลังกา นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองยุติลงเมื่อ 10 ปีก่อน

ระเบิด,ศรีลังกา
หน่วยรักษาความปลอดภัยปิดล้อมพื้นที่ หลังเกิดเหตุระเบิดในศรีลังกา

รูปแบบการโจมตีแบบดาวกระจาย

เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นถึง 8 จุด ซึ่งรวมถึงโบสถ์ 3 แห่งในเมืองเนกอมโบ, เมืองบัตติคาลัว และในเขตโคชชิกัดของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังกาส่วนโรงแรมแชงกรี-ลา, โรงแรมคิงส์บูรี และโรงแรมซินนามอน แกรนด์ ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงโคลัมโบ ก็ตกเป็นเป้าโจมตีในเหตุระเบิดครั้งนี้ด้วย

สำหรับเหตุระเบิด 6 ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลา 8.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเหตุระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นที่โบสถ์เซนต์แอนโธนี และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งโบสถ์แห่งนี้อยู่ในเขตโคชชิกัดและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวขณะที่เหตุระเบิดครั้งที่ 7 เกิดขึ้นที่โรงแรมทางตอนใต้ของกรุงโคลัมโบ

จนกระทั่งวันที่ 22 เมษายน 2562 เกิดเหตุรถตู้บนถนนใกล้กับโบสถ์ที่กรุงโคลัมโบระเบิด ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเก็บกู้วัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นรถที่คนร้ายใช้ แต่ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด แต่รัฐบาลกล่าวโทษกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น NTJ อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ยอมรับได้รับการแจ้งเตือนเรื่องการขู่วางระเบิดก่อนเกิดเหตุถึง 2 สัปดาห์เต็ม เชื่อกลุ่มคนร้ายได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ และล่าสุดจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 13 คน

ระเบิด,ศรีลังกา
หลังเกิดเหตุระเบิดที่ศรีลังกา

จับคนร้ายได้จำนวนหนึ่ง

เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 13 ราย แต่ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างเป็นผู้ลงมือก่อเหตุครั้งนี้

ทายาทมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของเดนมาร์กเสียชีวิต 3 ราย

จากการตรวจสอบพบว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตมีลูก 3 คนของ นายแอนเดอร์ส ฮอลซ์ โพลเซน มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของเดนมาร์ก เจ้าของ เบสต์เซลเลอร์ บริษัทแฟชั่นชื่อดัง โดยทั้ง 3 เสียชีวิตพร้อมกัน ในช่วงที่ครอบครัวมาพักผ่อนที่ศรีลังกาสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทำอย่างไรเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย

  • สังเกตวัตถุที่มีลักษณะดังนี้
  1. ไม่เคยเห็น : ตัวอย่างเช่น ที่ตู้เอทีเอ็ม พบถังดับเพลิง วางอยู่ข้างตู้ ซึ่งปกติแล้ว บริเวณดังกล่าวจะไม่เคยมีถังดับเพลิงลักษณะนี้วางอยู่
  2. ไม่มีเจ้าของ : เมื่อสอบถามประชาชนหรือคนในละแวกนั้นแล้ว ไม่พบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นของผู้ใด ไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ
  3. ไม่ใช่ที่อยู่ : วัตถุนั้น ไม่ควรที่จะอยู่ ณ สถานที่ตรงนั้น
  4. ดูไม่เรียบร้อย : วัตถุสิ่งนั้นมีสภาพที่ไม่เรียบร้อย ผิดปกติ เช่น มีสายไฟโผล่ มีน้ำมันเยิ้ม มีกลิ่นน้ำมันเครื่อง หรือ น้ำมันเบนซิน เป็นต้น
ระเบิดศรีลังกา
หลังเกิดเหตุระเบิดที่ศรีลังกา

การปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็น ‘วัตถุระเบิด’

  • ปิดกั้นบริเวณที่พบวัตถุต้องสงสัย โดยนำกรวยยาง หรือเชือกกั้นล้อมรอบบริเวณที่พบวัตถุ
    ต้องสงสัย (เชือกกั้นรัศมีประมาณ 5-10 เมตร)
  • กำหนดทางเข้าออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบให้ชัดเจน
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจนำยางรถยนต์ประมาณ 5 เส้น ครอบวัตถุต้องสงสัยไว้ หรือนำกระสอบทราบล้อมรอบวัตถุต้องสงสัยไว้ แล้วแต่ความเหมาะสม โดยให้วัตถุต้องสงสัยอยู่ตรงกลาง โดยห้ามจับต้อง หยิบยก เคลื่อนย้าย ทำให้สั่นสะเทือน เคลื่อนไหว หรือสัมผัสกับวัตถุต้องสงสัยโดยเด็ดขาด
  • การกันคน ให้กันคนให้ห่างจากจุดที่พบวัตถุต้องสงสัย ระยะห่างประมาณจากขนาดของวัตถุต้องสงสัย ซึ่งปกติทั่วไป ถ้าเป็นขนาดเล็ก ให้กันคนให้ห่างประมาณ 100 เมตร ถ้าขนาดใหญ่ ให้ห่างประมาณ 400 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จะอำนวย
  • รีบโทรศัพท์แจ้ง กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด โทร. 02-2961946 โดยให้ร้อยเวร อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อแจ้งรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่ EOD ทราบ ให้เตรียมข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานที่พบวัตถุระเบิด หรือว้ตถุต้องสงสัย เลขที่ ตำบล ถนน อำเภอ จังหวัด ขนาด รูปร่าง สี น้ำหนักโดยประมาณ มูลเหตุที่เชื่อว่าเป็นวัตถุระเบิด ใครเป็นผู้พบ พบเมื่อใด ใครเห็นบ้าง ที่ตัววัตถุระเบิด มีอุปกรณ์อะไรประกอบที่เห็นได้ เช่น สายไฟ นาฬิกา หรืออื่นๆ

ที่มา www.mirror.co.uk

รอความชัดเจน แจกเงิน 1,500 เที่ยวเมืองรอง คาดเริ่ม พ.ค. นี้

ต่อกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลังออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจะมีการแจกเงินให้ประชาชนคนละ 1,500 บาท กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งได้รับความสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากนั้น 

รายละเอียดในเรื่องนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ ภายหลังจากกระทรวงการคลังเสนอมาตรการดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อที่จะได้มีผลใช้ทันที

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 มาตรการ ดังนี้

มาตรการที่ 1. โครงการ ยิ่งเที่ยว ยิ่งเท่ ช่วยเปย์ เมืองรอง แจกเงินให้ประชาชนตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป คนละ 1,500 บาท นำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อีเพย์เมนท์ ในเมืองรอง 55 จังหวัด ผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันและขอใช้ระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คลังโอนเงินให้ 1,500 บาทเข้าระบบดังกล่าว คาดว่าจะมีคนเข้าโครงการ 10 ล้านคน และจะเริ่มมาตรการในเดือน พ.ค. นี้ โดยใช้งบประมาณกลางจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท

มาตรการที่ 2. ขยายมาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว จากที่มาตรการนี้สิ้นสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2561 โดยประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการนำเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม โฮมสเตย์ไทย และสถานที่พักไม่ได้เป็นโรงแรม มาใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง พร้อมทั้งจะมีการขยายวงเงินลดหย่อนให้มากกว่า 15,000 บาทด้วย เพื่อจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ

มาตรการที่ 3. ขยายระยะเวลาเปิดจุดให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปอีก 6 เดือน มีผลตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย. 2562 โดยโครงการนี้หลังการทดลอง 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ขอคืนภาษีกว่า 5,000 คน มูลค่าภาษีคืน 4 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการนำเงินมาใช้จ่ายต่อในประเทศเพิ่ม

ทั้งนี้ ที่มาของการออกมาตรการดังกล่าว เกิดจากเศรษฐกิจไตรมาส 1-2 มีสัญญาณชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกผันผวนและปัญหาการเมืองภายในประเทศ

สนช. ประชุมพิเศษถก ‘กฎหมายค้ามนุษย์’

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นัดประชุมเป็นพิเศษ เพื่อพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันเเละปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และ พ.ศ.2562

การประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เป็นพิเศษ ในเวลา 10.00 น. วันนี้ 23 เมษายน 2562 ซึ่งใช้สถานที่ประชุมที่สถาบันพระปกเกล้า อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนเเจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีวาระพิจารณาที่สำคัญ คือ พิจารณาลงมติพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันเเละปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 พ.ศ.2562 ที่คณะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

กฎหมายค้ามนุษย์
‘กฎหมายค้ามนุษย์’

โดยจะมีรับทราบรายงานจำนวน 26 ฉบับ และเรื่องที่เสนอใหม่ต่อที่ประชุม เช่น รายงานประจำปี 2561 ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ( ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ) รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2561 ตามมาตรา 40 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 และรายงานตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ประจำปี 2560 ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

โดยหลังการประชุมเป็นพิเศษเพื่อรับทราบรายงานจำนวน 26 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งได้พิจารณาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันเเละปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 พ.ศ.2562 ที่คณะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า พระราชกำหนดนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเป็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ เพื่อประโยชน์ในการักษาความมั่นคงของประเทศ และครอบคลุมฐานความผิดเกี่ยวแรงงานหรือบริการ รวมถึงให้การพิจารณาคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์สอดคล้องกับหลักมนุษยชน ทำให้สามารถดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดได้อย่างเป็นธรรม สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับการคุ้มครองเยียวยา และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างยั่งยืน รวมถึงทำให้ไทยได้รับภาพลักษณ์ที่ดีในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์

ขณะที่สมาชิก สนช. ส่วนใหญ่ อภิปรายสนับสนุนให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่รัฐบาลเสนอ เพราะเห็นว่าจะทำให้การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะในแรงงานและบริการได้รับการแก้ไขให้หมดไปจากสังคมไทยได้