ก.ล.ต. เตือน ระวังถูกหลอก สินทรัพย์ดิจิทัลเสี่ยงสูง แนะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนลงทุน

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ลงทุนหน้าใหม่ ยิ่งตอนนี้หลายคนกำลังมองหารูปแบบการลงทุนใหม่เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์จากการที่กรมสรรพากรมีมาตรการการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งหนึ่งในรูปแบบที่หลายคนกำลังสนใจก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

จึงถึงเวลาอีกครั้งที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จะต้องออกมาเตือนผู้ลงทุนที่กำลังจะเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งได้ย้ำกันอยู่เสมอว่า การลงทุนแบบนี้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงก็จริง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน บางคนศึกษาข้อมูลไม่ดีพอ ขาดความรู้ความเข้าใจ แต่กลัวตกขบวน จึงรีบตัดสินใจลงทุน ผลที่ตามมาคือผลตอบแทนไม่เป็นอย่างที่คิด และสูญเสียเงินทั้งจำนวน

สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูง จึงเป็นตลาดของคนที่มีความรู้และเข้าใจเทคโนโลยีอย่างดี ไม่ใช่ตลาดของผู้ลงทุนทั่วไป หากใครคิดจะลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อน
ก.ล.ต. ได้ให้คำแนะนำว่าสิ่งที่ควรศึกษาก่อนลงทุน คือ

1) รู้จุดประสงค์ว่าผู้ระดมทุนนำเงินไปทำอะไร มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนหรือไม่

2) ทราบสิทธิผู้ถือโทเคนจากเอกสารการเสนอขาย (white paper)

3) ตรวจสอบว่ามีการเปิดเผย smart contract บนเว็บไซต์และสอดคล้องกับ white paper หรือไม่

4) ตรวจสอบว่ากระเป๋าเงินดิจิทัลหรือแพลตฟอร์มที่ใช้ในการระดมทุนรัดกุม น่าเชื่อถือ ไม่มีข่าวว่าถูก hacked เป็น fraud หรือ scam

สำหรับข้อควรระวังที่ควรทราบก่อนลงทุน คือ

1) ระวังถูกหลอกลวงจากต่างประเทศ หากธุรกิจไม่มีข้อมูลให้ตรวจสอบเพียงพอ ผู้ลงทุนอาจตกเป็นเหยื่อกลโกงทางออนไลน์ได้ง่าย มิจฉาชีพอาจเข้ามาหลอกลวงโดยแฝงมาเป็นผู้ต้องการระดมทุน และผู้ลงทุนอาจมีข้อจำกัดในการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหรือการดำเนินการทางกฎหมายในต่างประเทศ

2) หากดิจิทัลโทเคนที่ลงทุนไว้ไม่ได้รับความนิยม อาจซื้อขายเปลี่ยนมือได้ยาก

3) ระวังเป็นธุรกิจล้มเหลว เนื่องจากการลงทุนใน ICO มักเป็นการลงทุนในโครงการที่ก่อตั้งใหม่ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว

4) ระวังคำโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ อาทิ “รับประกันผลตอบแทน” “โอกาสสุดท้าย” “ไม่รีบตัดสินใจ จะพลาดโอกาสทอง”

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องตระหนักไว้อีกประการหนึ่ง คือ มีการเข้าใจว่า ก.ล.ต.จะเข้าไปรับรองคริปโทเคอเรนซี่ อย่างเช่น Bitcoin หรือ Ether ซึ่งความจริงแล้ว การซื้อขายเงินดิจิทัลไม่ได้อยู่ในขอบเขตการดูแลของ ก.ล.ต. ขอบเขตการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. จะอยู่ที่การทำ ICO ที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์เท่านั้น

สิ่งที่ยังได้ยินอยู่บ่อยๆ จึงต้องย้ำเตือนกันอีกครั้ง คือ ผู้ลงทุนอาจตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง หรือแชร์ลูกโซ่ โดยผู้ชักชวนมักอ้างผลตอบแทนสูง เพื่อเร่งรัดการตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้หลอกลวงประชาชนโดยอ้างสินทรัพย์ดิจิทัล ตามที่ปรากฏข่าวว่ามีประชาชนถูกหลอกให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าเป็นบริษัทรับขุดเหรียญดิจิทัล ซึ่งเป็นสาขาจากต่างประเทศ และมีที่ตั้งอยู่ในไทย

สำหรับใครที่ต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. ก็ได้จัดทำไมโครไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเบื้องต้นสำหรับประชาชนโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สะดวกในการค้นหาข้อมูล แบ่งเป็น 4 เมนูหลัก รู้เขา รู้เรา รู้ระวัง และรู้จักบทบาท ก.ล.ต. เข้าไปดูกันได้ที่ https://เสี่ยงสูง.com

เปิดคลิปพ่อค้าหนุ่ม ถูกกลุ่มชายเข้าเคลียร์ปัญหา ก่อนอีกคนจะฟาดจากด้านหลัง

นาทีพ่อค้าหนุ่มวัย 35 ถูกกลุ่มชายบุกทำร้ายเอาคืนคาร้าน หลังมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อนหน้านี้ ด้านตำรวจเร่งล่า

จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก กมลชนก พึ่งฉิม ได้มีการเผยแพร่คลิปนาทีระทึก ขณะที่มีกลุ่มชายประมาณ 3 คน บุกเข้าไปร้านค้าแห่งหนึ่งในตลาด ก่อนที่พวกเขาจะใช้อาวุธเป็นท่อแป๊ปฟาดที่ชายรายหนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าจากด้านหลัง จนเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายขึ้น

โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อความทำนองว่า การกระทำของกลุ่มคนร้ายไม่ใช่ลูกผู้ชาย เป็นการใช้วิธีหมาลอบกัดในการเข้ามาล้างแค้นในครั้งนี้ หลังจากก่อนหน้านี้คนร้ายและผู้บาดเจ็บได้มีเรื่องหมางใจและมีการท้าดวลตัวต่อตัวไปแล้วรอบหนึ่งนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 เม.ย 2562 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว MThai ได้ติดต่อไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าว เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์สุดระทึกที่เกิดขึ้น โดยผู้โพสต์ซึ่งเป็นภรรยาของผู้บาดเจ็บ เผยว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 2 สัปดาห์ เคยมีเรื่องชกต่อยกับนายทวีศักดิ์ สุขอยู่ อายุ 32 ปี เจ้าหน้าที่เทศกิจตลาดบางใหญ่  เนื่องจากมีปากเสียงและพูดจาไม่ดีกับสามีตน

จนกระทั่งเมื่อเช้าผู้ก่อเหตุได้พาพวก พร้อมอาวุธครบมือมาที่ร้านและก่อเหตุทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ถูกฟันที่ศีรษะเย็บ 14 เข็ม แขนซ้ายหัก เล็บนิ้วมือขวาหลุด และที่ท้ายทอยแพทย์สั่งรอดูอาการ ต้องรักษาตัวอย่างน้อย 3 วันและดูอาการหลังจากนั้น เนื่องจากท้ายทอยถูกตีด้วยของแข็ง ซึ่งจากเรื่องที่เกิดขึ้นทางครอบครัวยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ด้านผู้บาดเจ็บ เล่าว่า เมื่อเช้าประมาณ ตี 3 กว่าเกือบตี 4 ตนยืนขายของตามปกติ มีชาย 2 คนเดินเข้ามาข้างหน้า และบอกตนว่ากูจะมาเช็คบิล ตนบอกว่าจะทำอะไรเราไม่รู้จักกัน จากนั้นมีชายเข้ามาที่ด้านหลังใช้เหล็กตีที่ท้ายทอย ตนล้มลงและลุกขึ้น หันกลับไปดูก็ถูกตีที่แขน และไม่ทราบว่าใครเตะบ้าง

จากนั้นมีชายเสื้อดำใช้มีดฟันจนเลือดไหล และทั้งหมดได้วิ่งหนีไป ตนไม่รู้จักชายทั้ง 3 มาก่อน แต่เคยมีเรื่องชกต่อยกับคนที่ตีด้านหลังและได้เคลียร์จบไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเขาไม่จบ ตนรับไม่ได้กับเรื่องนี้ มันทำกันเกินไป และจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเช่นกัน

ทั้งนี้จากเหตุดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางใหญ่ ได้รับเรื่องแล้ว พร้อมทราบชื่อผู้ก่อเหตุแล้ว คือ นายทวีศักดิ์ สุขอยู่ ปี หรือ ตี๋ บางไผ่ อายุ 32 เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจของตลาดบางใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

เผยเรื่องน่ารู้ใน ‘พระราชพิธีเปลี่ยนรัชสมัยญี่ปุ่น’

ในวันนี้ มีการจัดพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระชนมายุ 85 พรรษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีเปลี่ยนรัชกาลและรัชสมัยจาก “เฮเซ” เป็น “เรวะ” ของราชวงศ์ดอกเบญจมาศ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 สำนักพระราชวังอิมพีเรียลประกาศว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะสละราชบังลังก์ เนื่องจากทรงเห็นว่าพระองค์ทรงอยู่ในวัยชราภาพ และมีปัญหาด้านพระพลานามัย ทำให้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจยากลำบากมากขึ้น เพื่อทรงให้มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์แทนพระองค์

การตัดสินพระราชหฤทัยสละราชบัลลังก์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 200 ปี หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิโคกะกุ ได้ทรงสละราชสมบัติให้กับสมเด็จพระจักรพรรดินินโก พระราชโอรส เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2360

โดยพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นในวันนี้ (30 เมษายน 2562) ถือว่าจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ  200 ปีที่พระจักรพรรดิทรงสละราชสมบัติในขณะที่ยังมีพระชนมชีพอยู่อีกด้วย โดยพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะในวันนี้แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

1.สมเด็จพระจักรพรรดิทรงกล่าวรายงานการสละราชสมบัติ ณ พระวิหารคะฌิโกะโดะโกะโระ พระราชพิธีนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า “ไทอิเรโทจิท์ซุคะฌิโกะโดะโกะโระโอมะเอะ โนะงิ”

2.สมเด็จพระจักรพรรดิทรงกล่าวรายงานการสละราชสมบัติ ณ พระวิหารโคเรเด็นและพระวิหารฌินเด็น พระราชพิธีนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า “ไทอิเรโทจิท์ซุโคเรเด็นฌินเด็น นิ โฮโกะกุ โนะงิ”

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ
สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

พระราชพิธีทั้งสองนี้เริ่มต้นในเวลา 10.00 น. หรือตามเวลา 8.00 น.ในประเทศไทย โดยที่ในพิธีนี้ ประชาชนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เข้าชม จากนั้นจะมีพระราชพิธีสำคัญในช่วงบ่ายที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 17.00 น. หรือตามเวลา 15.00 น.ในประเทศไทย ได้แก่

3.พระราชพิธีสละราชสมบัติ หรือ “ไทอิเรเซเด็น โนะงิ” สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี พร้อมด้วยมกุฎราชกุมารและพระชายาจะเสด็จฯ ออก ณ “ห้องต้นสน” หรือ “มะท์ซุโนะมะ” ที่เปรียบได้กับท้องพระโรงในพระบรมมหาราชวัง จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตัวแทนประชาชนจำนวน 338 คนเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายพระพร

โดยสมเด็จพระจักรพรรดิ จะทรงมีพระราชดำรัสในฐานะจักรพรรดิเป็นครั้งสุดท้าย แต่ตามหลักการ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จะยังคงเป็นจักรพรรดิจนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 เมษายน หลังจากนั้นรัชสมัยเฮเซจะสิ้นสุดลง และเริ่มต้นรัชกาลของมกุฏราชกุมารนะรุฮิโตะ และรัชสมัยเรวะ

ทั้งนี้ในพิธี จะมีตัวแทนประชาชนประกอบด้วยผู้นำของอำนาจอธิปไตย ได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา ตลอดจนคณะรัฐบาล และผู้นำขององค์การบริหารส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

พระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

และเนื่องจากเป็นพิธีที่มีนัยของการส่งผ่านพระราชบัลลังก์ จึงจะมีการนำพระขรรค์คุซะนะงิ และอัญมณียะซะกะนิ โนะ มะงะตะมะ ซึ่งเป็นสองในสามของพระราชกกุธภัณฑ์ ตลอดจนพระราชลัญจกรประจำพระองค์ และตราสัญลักษณ์ของประเทศมาวางไว้ในพิธีด้วย

จากนั้นตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ พระประยูรญาติ ข้าราชบริพารในสำนักพระราชวัง ฯลฯ เข้าเฝ้าและมีพระราชดำรัสเป็นครั้งสุดท้ายในห้องต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง

นารูฮิโตะ
นารูฮิโตะ จักรพรรดิองค์ใหม่ ราชบัลลังก์เบญจมาศ

สถานที่จัดพิธี

-พระวิหารคะฌิโกะโดะโกะโระ คือ พระวิหารหลักในพระวิหารสามหลัง ในพระบรมมหาราชวัง เป็นสถานที่ประดิษฐานกระจก “ยะตะ” ซึ่งถือเป็นที่สถิตของดวงวิญญาณสุริยเทพี อะมะเตะระซุ ผู้เป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ญี่ปุ่น

-พระวิหารโคเรเด็น เป็นที่บวงสรวงดวงวิญญาณของพระบรมอรรคราชบรรพบุรุษทุกพระองค์นับตั้งแต่จักรพรรดิจิมมุ หรือจักรพรรดิพระองค์แรกของญี่ปุ่น เป็นต้นมา ขณะที่พระวิหารฌินเด็นนั้นเป็นที่บวงสรวงดวงวิญญาณของทวยเทพของชาวญี่ปุ่น

-ส่วน “ห้องต้นสน” เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุด มีความกว้าง 228 ปูด้วยเสื่อตาตามิ ที่ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น พิธีวันขึ้นปีใหม่ พิธีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นห้องเดียวในพระราชวังที่ปูพื้นด้วยไม้

เจ้าฟ้าชายนะรุฮิโตะในวัยเยาว์

พระราชประวัติ นารูฮิโตะ จักรพรรดิองค์ใหม่ ราชบัลลังก์เบญจมาศ

นารูฮิโตะ ที่จะขึ้นมาเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ พระราชสมภพ ณ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปัจจุบันมีพระชนมายุ 59 พรรษาทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกะคุชูอิน และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ทรงสนพระทัยในเรื่องของประวัติศาสตร์และดนตรี และยังโปรดปรานการสีวิโอลาอีกด้วย พระองค์ทรงอภิเษกกับมาซาโกะ โอะวะดะ ซึ่งเป็นสตรีสามัญชนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขาเศรษฐศาสตร์ และทางด้านการทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่นทั้งสองพระองค์มีพระธิดา 1 พระองค์ คือเจ้าหญิงไอโกะ

สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์ใหม่

ตุ๊กตาสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่

เมื่อเดือนมกราคม 2562 ญี่ปุ่นมีการเปิดเผยภาพตุ๊กตาเจ้าชายนารูฮิโตะและเจ้าหญิงมาซาโกะ ก่อนพิธีบรมราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์ใหม่อย่างเป็นทางการของญี่ปุ่น

โดยตุ๊กตาทั้ง 2 ตัว มีความสูงราว 30 เซนติเมตร แต่งกายด้วยชุดกิโมโนหลากสีสัน และได้นำมาจัดแสดงที่ห้องแสดงตุ๊กตาของบริษัทในกรุงโตเกียว

ตุ๊กตาสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์ใหม่

หมายกำหนดการในราชพิธีผลัดรัชกาลญี่ปุ่นทั้งหมดมีลำดับดังนี้

  • 1 เมษายน : ประกาศชื่อศักราชใหม่ คือ เรวะ ซึ่งหมายถึง ความผสมผสานกลมกลืนกันอย่างสงบสุข

    ยุคเรวะ
    ประกาศชื่อศักราชใหม่ คือ ยุคเรวะ
  • 30 เมษายน : พระราชพิธีสละราชสมบัติ

หลังพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จะออกพบตัวแทนประชาชน โดยมี นายกรัฐมนตรีเป็นหนึ่งในตัวแทนของผู้เข้าเฝ้าฯ กล่าวถวายพระพรและแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจะมีพระราชดำรัสครั้งสุดท้ายในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ

  • 1 พฤษภาคม : พระราชพิธีขึ้นครองราชย์

เวลา 10.30-11.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น มกุฎราชกุมารทรงเข้าสู่พระราชพิธีขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ พระราชพิธีนี้มีลักษณะเคร่งขรึม จุดสำคัญคือการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์สามสิ่ง  อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นจักรพรรดิ ได้แก่ กระจก พระขรรค์ และอัญมณีมางาตามะ รูปทรงคล้ายหยดน้ำโดยในวันนี้สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีไม่ทรงมีหมายกำหนดการเข้าร่วมในพระราชพิธีดังกล่าว

  • 4 พฤษภาคม 

สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่จะเสด็จออกยังพระบัญชรที่พระราชวังหลวง ให้ประชาชนเข้าเฝ้า

  • 22 ตุลาคมเป็นต้นไป : พระราชพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ ประกอบด้วย

พระราชพิธีในวันนี้ถือเป็นพิธีทางการที่มีบรรยากาศทั้งแบบจริงจังและแบบงานเลี้ยงฉลอง เป็นการประกาศอย่างเป็นกิจจะลักษณะให้ผู้คนทั้งในและต่างประเทศทราบโดยทั่วกันถึงการขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่

ในวันพระราชพิธี ครึ่งเช้าสมเด็จพระจักรพรรดิทรงฉลองพระองค์ตามขนบราชสำนักญี่ปุ่นโบราณ เสด็จฯ ประทับที่ซุ้มปราการบุษบก “ทากามิกูระ” ซึ่งมีหลังคาประดับเหลี่ยมมุมวิจิตร และเยื้องไปทางขวามีบุษบก “มิโจได” ขนาดย่อมลงหน่อย เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดินี โดยพิธีนี้จัดขึ้นในท้องพระโรงโดยมีข้าราชบริพาร คณะบุคคล และอาคันตุกะมาเข้าเฝ้าฯ

หลังจากนั้นในช่วงบ่ายทั้งสองพระองค์ออกพบปะประชาชนในริ้วกระบวนรถยนต์พระที่นั่ง ในครั้งนี้รถพระที่นั่งคือรถโตโยต้าเซนจูรีซึ่งถือว่าเป็นรถยนต์ชั้นสูงของญี่ปุ่น ต่างจากครั้งพระราชบิดาที่ทรงใช้โรลส์-รอยซ์ ซึ่งครั้งนั้นมีประชาชนมาเข้าเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมีประมาณ 110,000 คน

ส่วนช่วงกลางคืนจะเริ่มเชิญอาคันตุกะคณะต่าง ๆ เข้าเฝ้าฯ ซึ่งจะดำเนินไปกว่า 4 วัน คือ วันที่ 22, 25, 29 และวันที่ 31 ตุลาคม

สมาชิกในราชวงศ์ดอกเบญจมาศ
  • 26 ตุลาคม

ประชาชนเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักรับรอง

  • 14-15 พฤศจิกายน : พระราชพิธีไดโจไซ

พิธีตามคติชินโต จัดขึ้นในเขตพระราชฐานซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารร่วมกับเทพเจ้าและภาวนาขอให้ประเทศกับประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขในพิธีจะมีการใช้กระดองเต่าเสี่ยงทายว่าจะเลือกผลิตข้าวบนที่นาผืนไหน เมื่อเลือกแล้วและผลิตจนได้ผลก็จะถวายข้าวแด่เทพเจ้า

โดยสมเด็จพระจักรพรรดิร่วมเสวย อีกทั้งมีการถวายเสื้อผ้าแด่เทพเจ้า รวมถึงนำของขึ้นชื่อประจำจังหวัดแต่ละแห่งมาถวายเทพเจ้าด้วย ซึ่งพิธีนี้ เป็นพิธีนี้เก่าแก่และแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งอดีต

ทว่าพิธีนี้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 6 โมงเย็นในวันแรก และดำเนินต่อไปจนเสร็จประมาณตีสามครึ่งของวันรุ่งขึ้น

  • 19 เมษายน 2563 : พระราชพิธีแต่งตั้งรัชทายาท

โดยรัชทายาทลำดับที่ 1 ได้แก่เจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า “มกุฎราชกุมาร”

เจ้าชายฟูมิฮิโตะ
เจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่

อย่างไรก็ตาม ในภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ใช้คำว่า “โคไตชิ” (Kōtaishi) ซึ่งหมายถึง “พระโอรสผู้ทรงเป็นรัชทายาท” แต่ใช้คำว่า “โคชิ” (kōshi) หากว่ากันอย่างเคร่งครัดจะต้องเรียกว่า “มกุฎราชอนุชา”

  • รัชทายาทลำดับที่ 2 ได้แก่ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสในเจ้าชายอากิชิโนะ

งบประมาณในพระราชพิธีฯ

งบประมาณในราชพิธีผลัดรัชกาลญี่ปุ่นที่ประเมินไว้เพื่องานพิธีคือประมาณ 16,800 ล้านเยน หรือราว 5,500 ล้านบาท โดยในพิธีนี้ จะมีการเชิญแขกบ้านแขกเมืองจากทั่วโลกมาร่วมงานประมาณ 2,500 คน

โดยแบ่งค่าใช้จ่ายในพระราชพิธีหลักอยู่ที่ราว 1,800 ล้านเยน และมีค่าจัดเลี้ยงอาหาร 500 ล้านเยน รวมถึงพระราชพิธีไดโจไซประมาณ 2,700 ล้านเยน และเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พิธีนี้จึงลดจำนวนแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน และพยายามนำสิ่งของในพิธีกลับมาแปรใช้ใหม่แทนที่จะเผาทิ้งเป็นส่วนใหญ่เหมือนในอดีต

ชีวิตหลังจากสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

พระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงดำรงพระอิสริยยศใหม่คือ ‘ไดโจเทนโน’ ซึ่งหมายความว่า สมเด็จพระจักรพรรดิใหญ่ หรือ พระเจ้าหลวง ในภาษาไทย แต่จะมิได้ดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขอย่างเป็นทางการและจะไม่มีพระราชอำนาจในการลงพระปรมาภิไธยในเอกสารราชการ หรือรับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ และจะไม่มีส่วนในกิจกรรมของรัฐบาล หรือประกอบพิธีกรรมในวัง รวมถึงจะไม่เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระราชโอรส

โดยกิจกรรมของพระเจ้าหลวงหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องส่วนพระองค์อย่างที่สุดซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการพักผ่อนและจะย้ายไปประทับที่ตำหนักชั่วคราว ก่อนที่จะเปลี่ยนสถานที่ประทับสลับกับพระราชโอรสหลังจากการปรับปรุงพระราชฐานแล้วเสร็จ

พระจักรพรรดิอากิฮิโตะ
พระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

ทั้งนี้จักรพรรดิญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็น”สัญลักษณ์แห่งรัฐและเอกภาพของประชาชน” แม้ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน พระจักรพรรดิจะมิได้เป็นประมุขแห่งรัฐ และประเทศญี่ปุ่นไม่มีประมุข แต่จะมีรัฐบาลเป็นผู้แทนประเทศในกิจการต่าง ๆ โดยพระจักรพรรดิมีพระราชอำนาจและพระราชภารกิจเฉพาะที่รัฐธรรมนูญให้ไว้เท่านั้น แต่ประชาชนก็มีความเลื่อมใสองค์จักรพรรดิในฐานะ “สัญลักษณ์ของรัฐและความสามัคคีของประชาชน”

อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีเปลี่ยนรัชสมัยญี่ปุ่น เป็นพิธีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งในครั้งนี้มีพิธีสละราชสมบัติ ซึ่งถือเป็นการสละราชย์ครั้งประวัติศาสตร์รวมอยู่ด้วย แม้ในญี่ปุ่นบทบาทของจักรพรรดิจะไม่ได้มีมากเท่าใดนัก แต่ประชนชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศต่างก็ตื่นตัวกับพิธีนี้ และต่างออกมาร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น.

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น อักษรศาสตร์ จุฬาฯ  ,www.kunaicho.go.jp