ในวันนี้ มีการจัดพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระชนมายุ 85 พรรษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีเปลี่ยนรัชกาลและรัชสมัยจาก “เฮเซ” เป็น “เรวะ” ของราชวงศ์ดอกเบญจมาศ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 สำนักพระราชวังอิมพีเรียลประกาศว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะสละราชบังลังก์ เนื่องจากทรงเห็นว่าพระองค์ทรงอยู่ในวัยชราภาพ และมีปัญหาด้านพระพลานามัย ทำให้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจยากลำบากมากขึ้น เพื่อทรงให้มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์แทนพระองค์
การตัดสินพระราชหฤทัยสละราชบัลลังก์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 200 ปี หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิโคกะกุ ได้ทรงสละราชสมบัติให้กับสมเด็จพระจักรพรรดินินโก พระราชโอรส เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2360
โดยพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นในวันนี้ (30 เมษายน 2562) ถือว่าจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปีที่พระจักรพรรดิทรงสละราชสมบัติในขณะที่ยังมีพระชนมชีพอยู่อีกด้วย โดยพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะในวันนี้แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
1.สมเด็จพระจักรพรรดิทรงกล่าวรายงานการสละราชสมบัติ ณ พระวิหารคะฌิโกะโดะโกะโระ พระราชพิธีนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า “ไทอิเรโทจิท์ซุคะฌิโกะโดะโกะโระโอมะเอะ โนะงิ”
2.สมเด็จพระจักรพรรดิทรงกล่าวรายงานการสละราชสมบัติ ณ พระวิหารโคเรเด็นและพระวิหารฌินเด็น พระราชพิธีนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า “ไทอิเรโทจิท์ซุโคเรเด็นฌินเด็น นิ โฮโกะกุ โนะงิ”
สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ
พระราชพิธีทั้งสองนี้เริ่มต้นในเวลา 10.00 น. หรือตามเวลา 8.00 น.ในประเทศไทย โดยที่ในพิธีนี้ ประชาชนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เข้าชม จากนั้นจะมีพระราชพิธีสำคัญในช่วงบ่ายที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 17.00 น. หรือตามเวลา 15.00 น.ในประเทศไทย ได้แก่
3.พระราชพิธีสละราชสมบัติ หรือ “ไทอิเรเซเด็น โนะงิ” สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี พร้อมด้วยมกุฎราชกุมารและพระชายาจะเสด็จฯ ออก ณ “ห้องต้นสน” หรือ “มะท์ซุโนะมะ” ที่เปรียบได้กับท้องพระโรงในพระบรมมหาราชวัง จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตัวแทนประชาชนจำนวน 338 คนเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายพระพร
โดยสมเด็จพระจักรพรรดิ จะทรงมีพระราชดำรัสในฐานะจักรพรรดิเป็นครั้งสุดท้าย แต่ตามหลักการ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จะยังคงเป็นจักรพรรดิจนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 เมษายน หลังจากนั้นรัชสมัยเฮเซจะสิ้นสุดลง และเริ่มต้นรัชกาลของมกุฏราชกุมารนะรุฮิโตะ และรัชสมัยเรวะ
ทั้งนี้ในพิธี จะมีตัวแทนประชาชนประกอบด้วยผู้นำของอำนาจอธิปไตย ได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา ตลอดจนคณะรัฐบาล และผู้นำขององค์การบริหารส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว
พระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ
และเนื่องจากเป็นพิธีที่มีนัยของการส่งผ่านพระราชบัลลังก์ จึงจะมีการนำพระขรรค์คุซะนะงิ และอัญมณียะซะกะนิ โนะ มะงะตะมะ ซึ่งเป็นสองในสามของพระราชกกุธภัณฑ์ ตลอดจนพระราชลัญจกรประจำพระองค์ และตราสัญลักษณ์ของประเทศมาวางไว้ในพิธีด้วย
จากนั้นตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ พระประยูรญาติ ข้าราชบริพารในสำนักพระราชวัง ฯลฯ เข้าเฝ้าและมีพระราชดำรัสเป็นครั้งสุดท้ายในห้องต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง
นารูฮิโตะ จักรพรรดิองค์ใหม่ ราชบัลลังก์เบญจมาศ
สถานที่จัดพิธี
-พระวิหารคะฌิโกะโดะโกะโระ คือ พระวิหารหลักในพระวิหารสามหลัง ในพระบรมมหาราชวัง เป็นสถานที่ประดิษฐานกระจก “ยะตะ” ซึ่งถือเป็นที่สถิตของดวงวิญญาณสุริยเทพี อะมะเตะระซุ ผู้เป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ญี่ปุ่น
-พระวิหารโคเรเด็น เป็นที่บวงสรวงดวงวิญญาณของพระบรมอรรคราชบรรพบุรุษทุกพระองค์นับตั้งแต่จักรพรรดิจิมมุ หรือจักรพรรดิพระองค์แรกของญี่ปุ่น เป็นต้นมา ขณะที่พระวิหารฌินเด็นนั้นเป็นที่บวงสรวงดวงวิญญาณของทวยเทพของชาวญี่ปุ่น
-ส่วน “ห้องต้นสน” เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุด มีความกว้าง 228 ปูด้วยเสื่อตาตามิ ที่ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น พิธีวันขึ้นปีใหม่ พิธีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นห้องเดียวในพระราชวังที่ปูพื้นด้วยไม้
เจ้าฟ้าชายนะรุฮิโตะในวัยเยาว์
พระราชประวัติ นารูฮิโตะ จักรพรรดิองค์ใหม่ ราชบัลลังก์เบญจมาศ
นารูฮิโตะ ที่จะขึ้นมาเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ พระราชสมภพ ณ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปัจจุบันมีพระชนมายุ 59 พรรษาทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกะคุชูอิน และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ทรงสนพระทัยในเรื่องของประวัติศาสตร์และดนตรี และยังโปรดปรานการสีวิโอลาอีกด้วย พระองค์ทรงอภิเษกกับมาซาโกะ โอะวะดะ ซึ่งเป็นสตรีสามัญชนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขาเศรษฐศาสตร์ และทางด้านการทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่นทั้งสองพระองค์มีพระธิดา 1 พระองค์ คือเจ้าหญิงไอโกะ
สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์ใหม่
ตุ๊กตาสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่
เมื่อเดือนมกราคม 2562 ญี่ปุ่นมีการเปิดเผยภาพตุ๊กตาเจ้าชายนารูฮิโตะและเจ้าหญิงมาซาโกะ ก่อนพิธีบรมราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์ใหม่อย่างเป็นทางการของญี่ปุ่น
โดยตุ๊กตาทั้ง 2 ตัว มีความสูงราว 30 เซนติเมตร แต่งกายด้วยชุดกิโมโนหลากสีสัน และได้นำมาจัดแสดงที่ห้องแสดงตุ๊กตาของบริษัทในกรุงโตเกียว
ตุ๊กตาสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์ใหม่
หมายกำหนดการในราชพิธีผลัดรัชกาลญี่ปุ่นทั้งหมดมีลำดับดังนี้
- 1 เมษายน : ประกาศชื่อศักราชใหม่ คือ เรวะ ซึ่งหมายถึง ความผสมผสานกลมกลืนกันอย่างสงบสุข
ประกาศชื่อศักราชใหม่ คือ ยุคเรวะ
- 30 เมษายน : พระราชพิธีสละราชสมบัติ
หลังพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จะออกพบตัวแทนประชาชน โดยมี นายกรัฐมนตรีเป็นหนึ่งในตัวแทนของผู้เข้าเฝ้าฯ กล่าวถวายพระพรและแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจะมีพระราชดำรัสครั้งสุดท้ายในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ
- 1 พฤษภาคม : พระราชพิธีขึ้นครองราชย์
เวลา 10.30-11.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น มกุฎราชกุมารทรงเข้าสู่พระราชพิธีขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ พระราชพิธีนี้มีลักษณะเคร่งขรึม จุดสำคัญคือการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์สามสิ่ง อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นจักรพรรดิ ได้แก่ กระจก พระขรรค์ และอัญมณีมางาตามะ รูปทรงคล้ายหยดน้ำโดยในวันนี้สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีไม่ทรงมีหมายกำหนดการเข้าร่วมในพระราชพิธีดังกล่าว
สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่จะเสด็จออกยังพระบัญชรที่พระราชวังหลวง ให้ประชาชนเข้าเฝ้า
- 22 ตุลาคมเป็นต้นไป : พระราชพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ ประกอบด้วย
พระราชพิธีในวันนี้ถือเป็นพิธีทางการที่มีบรรยากาศทั้งแบบจริงจังและแบบงานเลี้ยงฉลอง เป็นการประกาศอย่างเป็นกิจจะลักษณะให้ผู้คนทั้งในและต่างประเทศทราบโดยทั่วกันถึงการขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่
ในวันพระราชพิธี ครึ่งเช้าสมเด็จพระจักรพรรดิทรงฉลองพระองค์ตามขนบราชสำนักญี่ปุ่นโบราณ เสด็จฯ ประทับที่ซุ้มปราการบุษบก “ทากามิกูระ” ซึ่งมีหลังคาประดับเหลี่ยมมุมวิจิตร และเยื้องไปทางขวามีบุษบก “มิโจได” ขนาดย่อมลงหน่อย เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดินี โดยพิธีนี้จัดขึ้นในท้องพระโรงโดยมีข้าราชบริพาร คณะบุคคล และอาคันตุกะมาเข้าเฝ้าฯ
หลังจากนั้นในช่วงบ่ายทั้งสองพระองค์ออกพบปะประชาชนในริ้วกระบวนรถยนต์พระที่นั่ง ในครั้งนี้รถพระที่นั่งคือรถโตโยต้าเซนจูรีซึ่งถือว่าเป็นรถยนต์ชั้นสูงของญี่ปุ่น ต่างจากครั้งพระราชบิดาที่ทรงใช้โรลส์-รอยซ์ ซึ่งครั้งนั้นมีประชาชนมาเข้าเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมีประมาณ 110,000 คน
ส่วนช่วงกลางคืนจะเริ่มเชิญอาคันตุกะคณะต่าง ๆ เข้าเฝ้าฯ ซึ่งจะดำเนินไปกว่า 4 วัน คือ วันที่ 22, 25, 29 และวันที่ 31 ตุลาคม
สมาชิกในราชวงศ์ดอกเบญจมาศ
ประชาชนเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักรับรอง
- 14-15 พฤศจิกายน : พระราชพิธีไดโจไซ
พิธีตามคติชินโต จัดขึ้นในเขตพระราชฐานซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารร่วมกับเทพเจ้าและภาวนาขอให้ประเทศกับประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขในพิธีจะมีการใช้กระดองเต่าเสี่ยงทายว่าจะเลือกผลิตข้าวบนที่นาผืนไหน เมื่อเลือกแล้วและผลิตจนได้ผลก็จะถวายข้าวแด่เทพเจ้า
โดยสมเด็จพระจักรพรรดิร่วมเสวย อีกทั้งมีการถวายเสื้อผ้าแด่เทพเจ้า รวมถึงนำของขึ้นชื่อประจำจังหวัดแต่ละแห่งมาถวายเทพเจ้าด้วย ซึ่งพิธีนี้ เป็นพิธีนี้เก่าแก่และแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งอดีต
ทว่าพิธีนี้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 6 โมงเย็นในวันแรก และดำเนินต่อไปจนเสร็จประมาณตีสามครึ่งของวันรุ่งขึ้น
- 19 เมษายน 2563 : พระราชพิธีแต่งตั้งรัชทายาท
โดยรัชทายาทลำดับที่ 1 ได้แก่เจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า “มกุฎราชกุมาร”
เจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่
อย่างไรก็ตาม ในภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ใช้คำว่า “โคไตชิ” (Kōtaishi) ซึ่งหมายถึง “พระโอรสผู้ทรงเป็นรัชทายาท” แต่ใช้คำว่า “โคชิ” (kōshi) หากว่ากันอย่างเคร่งครัดจะต้องเรียกว่า “มกุฎราชอนุชา”
- รัชทายาทลำดับที่ 2 ได้แก่ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสในเจ้าชายอากิชิโนะ
งบประมาณในพระราชพิธีฯ
งบประมาณในราชพิธีผลัดรัชกาลญี่ปุ่นที่ประเมินไว้เพื่องานพิธีคือประมาณ 16,800 ล้านเยน หรือราว 5,500 ล้านบาท โดยในพิธีนี้ จะมีการเชิญแขกบ้านแขกเมืองจากทั่วโลกมาร่วมงานประมาณ 2,500 คน
โดยแบ่งค่าใช้จ่ายในพระราชพิธีหลักอยู่ที่ราว 1,800 ล้านเยน และมีค่าจัดเลี้ยงอาหาร 500 ล้านเยน รวมถึงพระราชพิธีไดโจไซประมาณ 2,700 ล้านเยน และเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พิธีนี้จึงลดจำนวนแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน และพยายามนำสิ่งของในพิธีกลับมาแปรใช้ใหม่แทนที่จะเผาทิ้งเป็นส่วนใหญ่เหมือนในอดีต
ชีวิตหลังจากสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ
พระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงดำรงพระอิสริยยศใหม่คือ ‘ไดโจเทนโน’ ซึ่งหมายความว่า สมเด็จพระจักรพรรดิใหญ่ หรือ พระเจ้าหลวง ในภาษาไทย แต่จะมิได้ดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขอย่างเป็นทางการและจะไม่มีพระราชอำนาจในการลงพระปรมาภิไธยในเอกสารราชการ หรือรับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ และจะไม่มีส่วนในกิจกรรมของรัฐบาล หรือประกอบพิธีกรรมในวัง รวมถึงจะไม่เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระราชโอรส
โดยกิจกรรมของพระเจ้าหลวงหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องส่วนพระองค์อย่างที่สุดซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการพักผ่อนและจะย้ายไปประทับที่ตำหนักชั่วคราว ก่อนที่จะเปลี่ยนสถานที่ประทับสลับกับพระราชโอรสหลังจากการปรับปรุงพระราชฐานแล้วเสร็จ
พระจักรพรรดิอากิฮิโตะ
ทั้งนี้จักรพรรดิญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็น”สัญลักษณ์แห่งรัฐและเอกภาพของประชาชน” แม้ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน พระจักรพรรดิจะมิได้เป็นประมุขแห่งรัฐ และประเทศญี่ปุ่นไม่มีประมุข แต่จะมีรัฐบาลเป็นผู้แทนประเทศในกิจการต่าง ๆ โดยพระจักรพรรดิมีพระราชอำนาจและพระราชภารกิจเฉพาะที่รัฐธรรมนูญให้ไว้เท่านั้น แต่ประชาชนก็มีความเลื่อมใสองค์จักรพรรดิในฐานะ “สัญลักษณ์ของรัฐและความสามัคคีของประชาชน”
อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีเปลี่ยนรัชสมัยญี่ปุ่น เป็นพิธีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งในครั้งนี้มีพิธีสละราชสมบัติ ซึ่งถือเป็นการสละราชย์ครั้งประวัติศาสตร์รวมอยู่ด้วย แม้ในญี่ปุ่นบทบาทของจักรพรรดิจะไม่ได้มีมากเท่าใดนัก แต่ประชนชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศต่างก็ตื่นตัวกับพิธีนี้ และต่างออกมาร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น.
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ,www.kunaicho.go.jp