แบบนี้ก็มีด้วย! เศรษฐีใจบุญ นิรนาม แจกเงินกลางกรุงฯ

วันนี้ (20 เม.ย. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มชาวบ้านประมาณ 130 คน ยืนต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนกำลังยืนรออะไรสักอย่าง แบบใจจดจอ

ทั้งนี้ ทีมข่าวจึงรอสังเกตุ ปรากฏว่า มีชาย 2 คน นำเงินแจกให้ผู้ที่มาเข้าแถว โดยแจก 2 คน จะได้ 100 บาท เมื่อสอบถาม ได้ความว่า นายให้นำเงินมาแจก โดยไม่ประสงค์ออกนาม และไม่หวังผลตอบแทน เพราะนายชอบทำบุญ นายทำแบบนี้มา 3 ปี แล้ว ซึ่งจะได้รับหมอบหมายมาแจกบริเวณนี้ในทุกวันเสาร์ ส่วนอีกที่จะเป็นแถวย่านยมราช จะไปแจกทุกเช้าวันอังคาร และวันพฤหัสบดี

โดยทีมข่าวได้สอบถามชาวบ้านที่มารับเงินว่าผู้ที่มาแจกเงินเป็นใคร ก็ได้คำตอบรวมๆ ว่า เป็นนักธุรกิจย่านฝั่งธนบุรีบ้าง เป็นเศรษฐีโรงเหล็กบ้าง ที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งชาวบ้าน ต่างกล่าวขอบคุณในน้ำใจที่เศรษฐีใจบุญนำเงินมาแจก ถึงแม้จะได้คนละ 50 บาท ก็มีค่ามาก สำหรับคนที่ไม่มีเงินจริงๆ พอได้ซื้อข้าวกินอิ่มท้อง หรือไม่ก็ให้ลูกหลานได้ไปโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าหาได้ยากมากในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ที่มาช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายของชาวบ้านที่ใช้ชีวิตในเมืองกรุงฯ และในภาวะที่ค่าครองชีพสูง

กกต.เรียก ‘ศรีสุวรรณ’ ไต่สวน กรณีร้องยุบพรรคประชาชาติไทย

กกต. เรียก “ศรีสุวรรณ” ไต่สวน กรณีร้องปม “สุเทพ-เบญญา” จงใจหาเสียงเข้าข่ายผิด ม.92 (2) โทษหนักถึงขั้นยุบพรรค

วันนี้(20 เม.ย.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 22 เมษายน 62 เวลา 13.30 น.นี้ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีหนังสือเชิญตนเองไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติม กรณีที่สมาคมฯ ได้ร้องเรียนว่านางเบญญา นันทขว้าง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)

โดยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ถ้าฝ่าย ปชต.กงเต๊กชนะเลือกตั้ง ที่สุดก็จะปฏิวัติอีกรอบ” และกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยปราศรัยขู่ว่า “ถ้าเลือกพรรคเพื่อ…เจอกันราชดำเนิน” ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตาม ม.92(2) ของ พรป.พรรคการเมือง 2560 คือ “กระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข” และหรือ ม.73(5) ของ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 ที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนน ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จหรือจูงใจให้เข้าใจผิด ในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง”

ซึ่งการกระทำของนางเบญญา และนายสุเทพ เป็นที่รับรู้รับทราบกันโดยทั่วไปของสาธารณชน ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ซึ่งการกระทำเยี่ยงนี้อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่นนี้หาก กกต.ไต่สวนและวินิจฉัยเป็นไปตามคำร้องของสมาคมฯ ก็จะมีผลให้นำสู่การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้

‘กรณ์’ โพสต์ปมดราม่าภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ชี้ไม่กระทบชาวบ้าน

‘กรณ์’ อดีต รมว.คลัง โพสต์อาสาแจงปมดราม่า “ภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก” ยันไม่กระทบชาวบ้าน เป็นมาตรการดัดหลังเศรษฐี

วันนี้(20 เม.ย.) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประธานกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Korn Chatikavanij ถึงกระแสดราม่าเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก โดยข้อความระบุว่า

“วันนี้มีกระแสข่าวประเด็นเรื่องภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ผมเลยสอบถามที่มาที่ไปจากเจ้าหน้าที่ในกรมสรรพากร จึงขอนำเสนอข้อมูลเผื่อเป็นประโยชน์ครับ

1. ประเด็นสำคัญที่สุดคือยังคงมีการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายรายรับดอกเบี้ยเงินฝาก 20,000 บาทแรกตามเดิมนะครับ

2. แต่ที่ผ่านมามีกรณีการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการเปิดบัญชีหลายธนาคาร เพื่อให้รายรับดอกเบี้ยในแต่ละธนาคารต่ำกว่า 20,000 บาท และเนื่องจากแต่ละธนาคารไม่มีข้อมูลธนาคารอื่น เจ้าของบัญชีจึงหลีกเลี่ยงภาษีได้

3. สรรพากรจึงออกคำสั่งให้ทุกธนาคารส่งข้อมูลทุกบัญชีมาที่กรมฯ และกรมฯจะเป็นคนตรวจสอบว่ามีใครควรต้องเสียภาษีบ้าง

4. คราวนี้กรมสรรพากรก็กังวลว่าจะมีปัญหาเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล จึงได้ออกคำสั่งให้เจ้าของบัญชีอนุมัติให้ธนาคารของตนส่งข้อมูลให้สรรพากร (และใครที่ไม่อนุมัติจะเสียสิทธิการยกเว้นภาษีโดยปริยาย)

และนี่คือปัญหา เพราะกลายเป็นภาระของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีเงินฝากตํ่ากว่าเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี (คือประมาณ 4 ล้านบาท) ที่มีภาระที่จะต้องแสดงตน จริงๆ เรื่องนี้แก้ไขได้หากกรมสรรพากรและแบงก์ชาติสามารถประสานการทำงานร่วมกันได้ เพราะแบงค์ชาติเข้าถึงข้อมูลข้ามธนาคารได้อยู่แล้วแน่นอน แต่เนื่องจากสองหน่วยงานมีกฎหมายกำกับต่างกัน จึงไม่สามารถแชร์ข้อมูลกันได้ ผมเลยได้แสดงความเห็นกับทางสรรพากรว่า แทนที่จะให้เป็นภาระของเจ้าของบัญชีต้องแจ้ง ควรให้เป็นหน้าที่ของธนาคารที่จะแจ้งกับเจ้าของบัญชี และสรรพากรควรมีมาตรการเด็ดขาดในการเอาผิดธนาคารใดที่มีพฤติกรรมชัดเจนในการช่วยลูกค้ารายใหญ่หลีกเลี่ยงการเสียภาษี เช่นการแนะนำให้ ‘ปิดบัญชี’ เมื่อรายรับดอกเบี้ยใกล้จะถึง 20,000 บาท เพื่อเปิดใหม่เมื่อพ้นรอบการเสียภาษี

หากกรมสรรพากรปรับวิธีการเล็กน้อยตามที่ผมเสนอ (ซึ่งเข้าใจว่าหลังจากรับทราบกระแสความสับสนของประชาชน กรมสรรพากรก็ได้ไปปรึกษากับสมาคมธนาคารแล้ว) โดยสรุป ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่การหลีกเลี่ยงภาษีโดยเศรษฐีเงินฝากจะทำได้ยากขึ้นครับ และธนาคารพาณิชย์จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อีกต่อไป”

ที่มา Korn Chatikavanij