พายุถล่ม!! 2 อำเภอเสียหายหนัก ต้นโพธิ์ยักษ์โค่น บ้านพังกว่า 100 หลัง

พายุถล่มสองอำเภอเสียหายหนัก ต้นโพธิ์ยักษ์โค่น เจ็บ 5 ราย บ้านพังกว่า 100 หลัง

เมื่อวานนี้ (21 พ.ค.62) ผู้สื่อข่าว จ.เชียงใหม่ รายงานว่า เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มหลายหมู่บ้านในตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี และ ตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะบริเวณตลาดนัดหน้าวัดป่างิ้ว ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี ที่มีลมกระโชกรุนแรงจนทำให้แผงค้าขายและรถเข็นของพ่อค้าแม่ค้า ปลิวไปตามลมเสียหายหนัก

ขณะที่ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อายุกว่าร้อยปีหน้าวัดป่างิ้ว ถูกแรงลมพัดโค่นล้มทั้งต้น ทับกำแพงวัดและยังทำให้กิ่งขนาดใหญ่ทับหลังคาวิหารพระเจ้าทันใจ กระเบื้องหลังคาแตกเสียหาย มีแม่ค้าขายล็อตเตอรี่ใต้ต้นโพธิ์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 ราย โดยมี 1 ราย บาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ชาวบ้านในเหตุการณ์เล่าว่า ช่วงหัวค่ำเกิดพายุลมแรงและมีฝนตกลงมา กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และ ประชาชนที่มาซื้อของที่ตลาดนัด ต่างพากันวิ่งหลบหนี บางคนกำลังจะเดินไปเอารถที่จอดไว้ แต่จังหวะนั้นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ได้หักโค่นลงมาทั้งต้น รากที่ติดอยู่กับพื้นก็ถูกยกออกมาด้วย ทำให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาซื้อของที่ตลาดได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหาย

นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางถนนหน้าวัด กระแสไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง หลังคาบ้านเรือนประชาชน ทั้งในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี และอีกหลายหมู่บ้าน ในพื้นที่ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้รับความเสียหาย รวมนับ 100 หลัง ต้นไม้กิ่งไม้หักกระจัดกระจาย ไปทั่ว รวมทั้งต้นลำไยของชาวบ้านหักโค่นจำนวนมาก

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งแก้กระแสไฟฟ้าจนใช้ได้ช่วงกลางดึก ขณะที่เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลืออีกครั้งในวันนี้

ถอดรหัสสหรัฐฯ เปิดศึกคว่ำบาตร ‘หัวเว่ย’ ใครได้-ใครเสีย?

ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจไอทีโลก ใครได้-ใครเสีย บนสมรภูมิการค้าสหรัฐฯ-จีน หลังสหรัฐฯ เปิดศึกคว่ำบาตร ‘หัวเว่ย’

ผู้คนทั่วโลกกำลังจับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะแนวรบในธุรกิจไอทีที่กำลังดุเดือด จากกรณีที่สหรัฐฯ ห้ามบริษัท “หัวเว่ย” ซื้อขายอุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีกับบริษัทอเมริกัน โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนตึงเครียดขึ้น อีกทั้งยังส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เฉพาะแบรนด์จีนเท่านั้นแต่แบรนด์อเมริกันเองก็อาจถูกกระทบชิ่งอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้ ขณะเดียวกันมีผู้เล่นบางรายที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้

สำนักข่าวเอพี ระบุว่า หลัง “กูเกิล” ประกาศระงับการทำธุรกิจบางส่วนกับ “หัวเว่ย” เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการสหรัฐฯ อาจทำให้หัวเว่ยสูญเสียตำแหน่งบริษัทมือถือรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ในแง่ปริมาณ

เพราะผู้บริโภคอาจไม่ซื้อสมาร์ทโฟนหัวเว่ย และหันไปหาแบรนด์อื่นแทน หากหัวเว่ยยังต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล ซึ่งจะถูกจำกัดการเข้าถึงบริการในอนาคต

แต่กูเกิลก็อาจเผชิญภาวะขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะต้องสูญเสียรายได้ค่าลิขสิทธิ์ใช้งานที่เคยได้จากหัวเว่ย และขาดโอกาสโฆษณาบนมือถือของหัวเว่ย ซึ่งก็อาจทำให้เป้าหมายรายได้ในปีนี้สะดุด

นอกจากนี้การคว่ำบาตรยังจะกระทบถึงบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นของสหรัฐฯ โดยเฉพาะไมครอน เทคโนโลยีส์, ควอลคอมม์, คอร์โว และสกายเวิร์ก โซลูชั่นส์ เนื่องจากหัวเว่ยเป็นผู้ซื้อชิปประมวลผลรายใหญ่สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์ไฮเทคอื่นๆ

ส่วน “แอปเปิล” ในทางทฤษฎีน่าจะได้ประโยชน์จากการขยับแซงหัวเว่ยขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในตลาดมือถือโลกแทน แต่แอปเปิลเองก็เสี่ยงบาดเจ็บเช่นกัน หากทางการจีนตอบโต้กลับ เพราะชิ้นส่วนไอโฟนถูกประกอบในจีน

ขณะที่เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ CNBC อ้างความเห็นนายแดเนียล ยู หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และวิจัยบริษัทคิวูม ซิเคียวริตี้ส์ ว่า ในระยะสั้นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะกลายเป็นผลดีต่อแบรนด์เกาหลีใต้อย่าง “ซัมซุง” ที่ครองตำแหน่งบริษัทมือถืออันดับ 1 รวมถึงแบรนด์จีนรายเล็กอย่าง “วีโว” และ “ออปโป้”

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ

เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2562 ยังเผชิญความท้าทายหลายประการ แนวโน้มทั้งปีอาจต่ำกว่าที่คาดที่ 3.7%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2562 ชะลอตัวลงต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส อยู่ที่ 2.8% ต่อปี ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.2% จากแรงฉุดด้านการส่งออกที่หดตัวลง ตามภาวะการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากสงครามการค้า

ในขณะที่ภาพรวมการใช้จ่ายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นตัวหนุนให้เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวเป็นบวกได้ ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าวคาดว่าจะยังต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 2 ของปี

โดยการใช้จ่ายครัวเรือนจะยังเป็นตัวหนุนเศรษฐกิจส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี แต่ยังต้องติดตามภาวะภัยแล้งที่มีความเสี่ยงจะลากยาวออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรในไตรมาสที่ 2

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2562 ยังมีความไม่แน่นอนอยู่หลายประการ จากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังมีความเสี่ยงว่าจะมีมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมจากปัจจุบัน ซึ่งจะมีผลต่อภาพรวมการส่งออกทั้งปีของไทยให้ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ระดับปัจจุบันที่ 3.2%

ในขณะที่ปัจจัยในประเทศคงรอติดตามการจัดตั้งรัฐบาล คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการผลักดันงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ดังนั้นในเบื้องต้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ไว้ที่ 3.7%

เพื่อรอประเมินปัจจัยความไม่แน่นอนทั้งจากภายนอกและภายในประเทศดังกล่าว ซึ่งหากสถานการณ์ลากยาวออกไป จะส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2562 ขยายตัวโน้มเข้าสู่กรอบล่างของประมาณการที่ 3.2 – 3.9%