‘บิ๊กอวบ’ ลุยช่วยเหลือคนเจ็บจากอุบัติเหตุ กลางสี่แยกไฟแดงเพลินจิต

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. สั่งให้เจ้าหน้าที่หยุดรถแล้วลง ช่วยเหลือคนเจ็บอุบัติเหตุรถชน กลางสี่แยกไฟแดงเพลินจิต

วันนี้ (18 พ.ค.62) เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ที่ผ่านมา ในขณะที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบ.ตร.) อยู่ระหว่างการเดินทางไปตรวจสอบความปลอดภัย ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก่อนพบกับอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ บริเวณสี่แยกเพลินจิต ถ.สุขุมวิท เขตปทุมวัน

โดยพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่หยุดรถแล้วลงไปอำนวยความสะดวก ตรวจสอบ พร้อมกับสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะประสานเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย และรถกู้ชีพ เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย

ดยได้สั่งการให้ ตำรวจจราจร สน.ลุมพินี ค่อยอำนวยความสะดวกการจราจร และเร่งระบายรถที่ติดขัด เนื่องจากเหตุรถชนกัน และบริเวณดังกล่าวเป็นย่านศูนย์การค้า ก่อนจะนำผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ส่ง โรงพยาบาลตำรวจ แล้วถึงเดินทางต่อไป

ที่มา โปลิศไทยแลนด์ – Police Thailand News

ทะเลสีดำ!! แชร์ว่อนคลิปปล่อยน้ำเน่าลงทะเล จนทะเลกลายเป็นสีดำ

ทะเลสีดำ!! แชร์ว่อนคลิปปล่อยน้ำเน่าลงทะเล จนทะเลกลายเป็นสีดำ เร่งประสานเจ้าหน้าท้องถิ่นเข้าตรวจสอบ

จากกรณีในสังคมออนไลน์โซเชียลเน็ตเวิร์คเฟซบุ๊ก ได้มีการแชร์คลิปวีดีโอปล่อยน้ำเสียลงทะเล ทำให้น้ำทะเลบริเวณดังกล่าวกลายเป็นสีดำทั้งหมด ซึ่งระบุจุดที่ปล่อยคือท่อระบายน้ำเสีย ตั้งอยู่ภายในซอยนาจอมเทียน 8 ม.1 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก

ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบพบว่า บริเวณดังกล่าวเป็นโครงการก่อสร้างของเทศบาลตำบลนาจอมเทียน ชื่อโครงการระบบรวบรวมและบำบัดนำ้เสีย (ส่วนขยาย) ในวงเงินค่าก่อสร้าง 124,860,000 บาท

ซึ่งจุดดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างหนัก ไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งที่อยู่ในระยะการรับประกัน แต่กลับถูกปล่อยให้วัชพืชขึ้นรกร้าง ฝาปิดชำรุดพังเสียหาย บริเวณปากท่อระบายน้ำยังพบว่า มีคราบน้ำเน่าหลงเหลืออยู่ ส่วนบริเวณชายหาดยังพบว่าขยะมูลฝอยลอยเข้ามาติดอยู่บนพื้นชายหาดเป็นจำนวนมาก และยังส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

สอบถาม นายสุพจน์ อินแย้ม ผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มชาวบ้านทราบว่า จุดดังกล่าวจะมีน้ำไหลล้นออกมาจะมีสีดำคล้ำ และส่งกลิ่นเหม็น เนื่องจากน้ำจากท่อระบายน้ำจะไหลมาร่วมกันและระบบจะบำบัด ก่อนปล่อยออกสู่ทะเล แต่ระบบบำบัดชำรุดไม่สามารถใช้งานได้มานานแล้ว ซึ่งเวลาที่ปล่อยน้ำเสียออกไปก็จะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยว อีกทั้งยังส่งผลให้น้ำทะเลกลายเป็นสีดำคล้ำไปทั่วทั้งบริเวณทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถลงเล่นน้ำได้

หลังจากที่มีการแชร์คลิปออกไปอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆน่านั้น ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการพิเศษเมืองพัทยา ผู้ใหญ่บ้านตำบลนาจอมเทียนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว พร้อมประสานงานไปยังเทศบาลตำนาจอมเทียนเจ้าของพื้นที่ แต่ยังไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด

สุดารัตน์ โพสต์รำลึก พฤษภาทมิฬ “เผด็จการยึดอำนาจ – เลือกตั้งชุบตัว”

สรุปใจความสำคัญ

  • เพื่อรำลึกเหตุการณ์เมื่อครั้งเข้าร่วมการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
  • ระบุการเมืองไทยยังอยู่ในวังวนเดิม รัฐประหาร-ยึดอำนาจ-เขียน รธน.ใหม่ – เลือกตั้ง
  • กล่าวถึงสถานการณ์ในการเลือกตั้ง 62 ที่ผ่านมาว่า เลวร้ายกว่าปี พ.ศ. 2535 ริดรอน เสรีภาพ ปชต. ใช้อำนาจ ม.44
  • ให้ความเห็นว่า สูตรคำนวณ ส.ส. ที่เกิดขึ้นนั้นเรียกว่า เป็น #สส_เอื้ออาทร และเป็นการพิธีการชุบตัวเผด็จการ
  • ยืนยัน เพื่อไทยยอมเสียสละ และ ตนเองจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น
  • ขอพลังขั้วที่ 3 ตัดสินใจเลือกข้างประชาชน

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้โพสต์รูปและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan โดยระบุข้อความว่า

รูปนี้ เมื่อ 27 ปีที่แล้วค่ะ
ขอคารวะต่อดวงวิญญาณของนักสู้
ผู้องอาจทุกท่าน

เมื่อวานนี้ 17 พฤษภาคม ถือเป็นวันครบรอบ 27 ปีของเหตุการณ์พฤษภา35 ที่พลังประชาชนได้ออกมาขับไล่เผด็จการที่ยึดอำนาจจากประชาชน แล้วใช้การเลือกตั้งเป็นข้ออ้างชุบตัวเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป

ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะผ่านมา 27 ปีแล้ว แต่เราก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม ในวันนี้ พวกรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง โดยใส่กติกาที่เอื้อให้ตนเองสืบทอดอำนาจต่อ ยิ่งกว่านั้นยังเขียนกติกาให้ตัวเองมีอำนาจแต่งตั้ง สว. 250 คน เพื่อการันตีการสืบทอดอำนาจ.

และเหลือเชื่อว่าคนที่เป็นกำลังหลักในการทำการรัฐประหารเมื่อครั้งพฤษภา35 แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

เวลาไม่ได้ทำให้ความคิดของคนเหล่านี้เปลี่ยนแม้แต่น้อย!! เพียงแต่ครั้งนั้นคนเหล่านี้ยังมียศน้อยจึงเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการ แต่ครั้งนี้ได้เติบโตยิ่งใหญ่ จึงเป็นตัวการในการยึดอำนาจจากประชาชนเสียงเอง

ผิดกันแต่ ในครั้งนี้ พ.ศ.2562 เลวร้ายกว่า พ.ศ.2535 มาก ถือว่าไม่เห็นหัวประชาชนเลย ไม่สนใจว่าการกระทำต่างๆ จะขัดหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และลิดรอนสิทธิของประชาชนเพียงใด

แม้จะอ้างได้ว่า รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว แต่ก็ผ่านแบบปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกด้าน คนออกไปรณรงค์ออกเผยแพร่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจกลับถูกจับติดคุกหลายคนโดยเฉพาะ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทั้งยังเขียนบทเฉพาะกาลให้การกระทำของคณะรัฐประหารทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐประหารทั้งสิ้น เป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งข้ามกาลเวลา

รวมทั้งการใช้อำนาจ ม.44 ปลด เปลี่ยน ตั้ง ต่ออายุกรรมการในองค์กรอิสระที่สำคัญ ทั้ง ป.ป.ช. ก.ก.ต. ศาลรัฐธรรมนูญโดยมีปัญหาว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือให้คนใกล้ชิดเข้าไปทำหน้าที่หรือไม่

เลื่อนการเลือกตั้งนับครั้งไม่ถ้วน แต่พอมีการเลือกตั้ง ก็มีปัญหาว่าได้เป็นไปอย่างสุจริต ยุติธรรม และเสรีจริงหรือไม่ มีการเสนอข่าวว่า มีการร้องว่ามีใช้อำนาจบีบบังคับนักการเมืองท้องถิ่น ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนตน ข่มขู่คู่แข่งและผู้สนับสนุนโดยการใช้ทั้งอิทธิพลและคดีความ ใช้อำนาจรัฐทำโครงการประชานิยมแจกเงินสารพัด ทั้งที่อยู่มาเกือบ 5 ปี ไม่คิดจะทำจริงหรือไม่

ตลอดช่วงเวลาการเลือกตั้ง มีผู้สมัครหลายรายไปร้องเรียน ทั้งเรื่องการซื้อเสียงอย่างโจ่งครึ่ม การใช้อำนาจรัฐโกงการเลือกตั้งสารพัดมากมาย

ทำขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังแพ้พรรคเพื่อไทยที่ส่งเพียง 250 เขตเท่านั้น เมื่อแพ้จึงต้องใช้อภินิหารจากองค์กรอิสระต่างๆ

ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น ไม่ว่าจะเป็น การนับคะแนน การประกาศผลคะแนน ที่ล้วนแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายประชาชนได้ ทั้ง #บัตรเกิดใหม่ในหีบ #บัตรเขย่ง #บัตรที่ระลึก

โดยเฉพาะสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคซึ่งได้คะแนนต่ำกว่าคะแนน ส.ส.พึงมี คือ 71,000 คะแนนก็ได้ 1 ที่นั่ง รวม 10 กว่าพรรคที่เขาเรียกกันว่า #สสเอื้ออาทร ได้รวมตัวกันสนับสนุนนายกสืบทอดอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ส.ว. อีก 250 คน ส่วนใหญ่มาจาก #สววงศาคณาญาติ และเพื่อนพวกพ้อง

ทำถึงขนาดนี้ ยังได้เสียงเพียง 135 ที่นั่ง แต่จะเป็นนายกฯ ให้ได้ ด้วยเสียง ส.ว. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก

เอากันให้สบายใจค่ะ ขณะที่ผลการเลือกตั้งได้สะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ แต่เสียงของประชาชนกลับไม่มีความหมาย “การเลือกตั้งจึงเป็นเสมือนเพียงพิธีกรรมชุบตัวเผด็จการ”

ในสถานการณ์เช่นนี้นักการเมือง พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยต้องอดทนให้ได้นะคะ

พี่น้องคะ ดิฉันเคยประกาศเจตนารมณ์ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งที่ลานโพธิ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าไปเพื่อแสวงหาอำนาจ หาตำแหน่งต่างๆ แต่จะต้องเข้าไปทำงานเพื่อให้ประชาธิปไตยได้กลับมาลงหลักปักฐานอีกครั้ง

เราพร้อมที่จะทำงานอย่างหนัก ด้วยความเสียสละ เพื่อขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นการพัฒนาประเทศ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป และนำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหลักการบ้านเมืองที่ดีที่ถูกต้องกลับคืนมา เพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องและสิทธิเสรีภาพของประชาชนดีขึ้น

พี่น้องคะ “โอกาสของประเทศ สำคัญมากกว่าโอกาสของเพื่อไทย”

โอกาสของประชาธิปไตยที่จะได้กลับมาลงหลักปักฐานให้มั่น คือภารกิจสำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจทางการเมือง

“เพื่อไทยยอมเสียสละ” เพื่อไม่ให้เป็น เงื่อนไขในการต่อรองทางการเมืองใดๆ ขอเพียงประเทศเดินหน้าได้อย่างถูกต้อง

ดิฉันขอประกาศว่า “จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น” และขอให้ทุกพรรคการเมืองที่เคยประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการมาร่วมกัน นำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรากลับคืนมา นำความสุข และความหวังกลับคืนสู่ประชาชน

ขอเพียงพรรคขั้วที่ 3 ตัดสินใจเลือกข้างประชาชน อย่างที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง เราก็จะ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป ด้วยเสียงผู้แทนราษฏรของเราได้แล้วค่ะ

ดิฉันขอกราบขอบพระคุณทุกกำลังใจ จากพี่น้องประชาชน ขอขอบพระคุณ ส.ส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่พร้อมเสียสละเพื่อบ้านเมือง

ขอคารวะทุกดวงจิตที่มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ ตั้งแต่ครั้งพฤษภา 35 จนถึงปัจจุบัน แม้หนทางข้างหน้ายังมีขวากหนามอีกมาก ดิฉันขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นค่ะว่า การยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะทำให้เรายืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด และบ้านเมืองของเราจะก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน สังคมมีความถูกต้อง ยุติธรรม แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้ ประชาชน มีความสุข มีความมั่นใจในอนาคตของตนและลูกหลาน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ย้อนรอย พฤษภาทมิฬ (โดยย่อ)

โดยในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 นั้น ต้นเหตุเกิดจากการที่เกิดต่อเนื่องจากการที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ที่ได้ทำการรัฐประหาร รัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัฯ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2534

หลังจากนั้น ก็ได้มีการร่าง รธน. ขึ้นใหม่ และจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม 2535 โดยพรรคสามัคคีธรรม ได้ส.ส. มากที่สุด ( 79 ที่นั่ง) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเสนอชื่อนายณรงค์ วงศ์วรรณ ขึ้นเป็นนายกฯ แต่สถานการณ์พลิกผันนายณรงค์ ไม่สามารถขึ้นเป็นนายกฯ ได้ ด้วยข้อครหาที่ว่า “นายณรงค์ ไม่สามารถขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิด-เชื่อมโยงกับพ่อค้ายาเสพติด”

จึงได้มีการเสนอชื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ แทน ในฐานะนายกฯ คนนอก พร้อมกับเกิดวาทะกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” เนื่องจากก่อนหน้านั้น พลเอกสุจินดา ได้ประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง

ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างมา จนสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติการเมืองไทย โดยมีทั้งการชุมนุมยืดเยื้อ การอดอาหารประท้วง ตลอดจนถึงท้ายที่สุดเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องประกาศเคอร์ฟิว และมีการเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยกระสุนจริง

ท้ายที่สุด วันที่ 20 พฤษภาคม 2535 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้ประธานองคมนตรีนำพลเอกสุจินดา คราประยูร ในฐานะผู้นำฝ่ายรัฐบาล และพลตรีจำลอง ศรีเมือง ตัวแทนกลุ่มผู้ประท้วงเข้าเฝ้า จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายในที่สุด