‘อนุทิน’ ตรวจอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  ลงพื้นที่ตรวจอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ

วันนี้ (16 พ.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รายงานตัว ส.ส.กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภาใหม่ เกียกกาย นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พา นายอนุทิน ในฐานะผู้ถือหุ้นบมจ.ซิโน-ไทยเอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ผู้รับดำเนินการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ เยี่ยมชมการก่อสร้างโดมห้องประชุมรัฐสภา สถานที่ประชุมส.ส.และส.ว.ในอนาคต โดยรายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่ามูลค่าการตกแต่งและก่อสร้างเฉพาะส่วนนี้สูงถึง 1,000 ล้านบาท

สำหรับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ย่านเกียกกายนั้นเริ่มตั้งแต่ปี 2556 คาดว่าจะสร้างตัวอาคารแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้ แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้โดยสมบูรณ์ เนื่องจากต้องติดตั้งระบบเครื่องเสียง, สาธารณูปโภคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นนั้นยังไม่มีกำหนดที่แน่นอนว่าจะเข้าใช้ได้เต็มรูปแบบเมื่อใด

‘อนุทิน’ ยัน 20 พ.ค. ชัดเจนในจุดยืน เผยโพสต์ข้อความไม่ได้มีอะไรแฝง แค่ไปไหว้พระมา

‘อนุทิน’ ไม่ปิดทางนั่งนายกฯ ขั้วที่ 3 พริ้วร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ ย้ำยังไม่มีการต่อรองเก้าอี้ ระบุเป็นพรรคที่ 5 ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว

วันนี้ (16 พ.ค. 62) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ( สผ. ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และนายชัย ชิดชอบ พร้อมด้วย ส.ส. 17 คน เดินทางมารายงานตัวที่รัฐสภาใหม่

ทั้งนี้ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้ารายงานตัว ยอมรับว่า มีการพูดคุยทางไลน์กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จริง แต่เป็นการคุยเรื่องข่าวสารและแซวกันเล่นๆ ไม่มีอะไรจริงจัง และเมื่อวานนี้ตนได้โทรไปแสดงความยินดีกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และฝากให้เลขาธิการพรรคแสดงความยินดีกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ แต่ยังไม่ได้คุยกันเป็นการส่วนตัว

พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หรือคนอื่นๆ เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงยังไม่ได้ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะ กระทรวงคมนาคม โดยให้เหตุผลว่า ตนเป็นพรรคลำดับที่ 5 ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว และวันที่ 19-20 พฤษภาคมนี้ พรรคจะมีการปฐมนิเทศน์และประชุม ส.ส. และกรรมการบริหารพรรค เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากการที่ทุกคนไปพูดคุยถึงความต้องการของประชาชนมา เพื่อขอฉันทามติให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการได้มีสิทธิ์ตัดสินใจกำหนดทิศทางการเมือง

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยอมรับว่า ตอนนี้พรรคกดดันและคิดหนักมาก เพราะมีการแบ่งขั่วการเมืองเป็น 2 ฝ่าย คือ เผด็จการ และประชาธิปไตย ทำให้พรรคสายกลางอย่างพรรคภูมิใจไทยมีความกดดัน ขอให้ยุติการแบ่งฝ่าย เพราะผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชนมาแล้ว ตอนนี้ทุกคนทุกเสียงสำคัญหมด ทุกพรรคต้องพึ่งพากัน แต่ยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่มีพรรคใดมาสู่ขออย่างเป็นทางการ พรรคภูมิใจไทย ยึดเจตนารมณ์ 4 ข้อได้แก่ เทิดทูนสถาบัน , ไม่สร้างความขัดแย้ง , ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน , ทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง แต่ตอนนี้ยังไม่มีพรรคใดตอบโจทย์

การเป็นพรรคลำดับที่ 5 จึงไม่สามารถเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียะเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จะเสนอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้ หากมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ต้องมีมารยาทให้พรรคที่ได้คะแนนสูงจัดตั้งไปก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดตั้งรัฐบาลขั้วที่ 3 นายอนุทิน ตอบว่า ไม่เคยเกิด คงไม่เกิด และอย่าให้ถึงขั้นนั้น พรรคแกนนำต้องพยายามจัดตั้งรัฐบาลกันให้ได้ และไม่ตอบว่าพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีจากกลุ่มการเมืองขั้วที่ 3 หรือไม่

ส่วนกรณีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ไปทางนี้แหละไม่มีหลงทาง” ตนไม่ได้สื่อความหมายใดเป็นพิเศษ แต่เมื่อวานไปไหว้พระมา ก็เลยคิดว่าจะไปทางนี้ ส่วนที่เมื่อวานได้แก้ไขข้อความเพิ่มคำว่าปาะชาชนลงไป เพราะมีคนทักท้วง แต่ส่วนตัว คำว่าชาติในความหมายของตน รวมประชาชนไปอยู่แล้ว

‘ไพโรจน์’ จี้ กกต. กรณีร้องเรียนเลือกตั้งใหม่เขต17 หนองจอก

ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้ากรณีร้องเรียนเลือกตั้งใหม่เขต17 หนองจอก

วันนี้ (16 พ.ค.62) ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้ากรณีร้องเรียนเลือกตั้งใหม่เขต17 หนองจอก

โดยนายไพโรจน์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้เดินทางมาที่ กกต. ภายหลังตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้งเขตที่ 17 หนองจอก เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ซึ่งอยู่ในกรอบเวลาร้องคัดค้าน โดยมีการกระทำการที่น่าจะเข้าข่ายความผิดในข้อกฎหมายอย่างร้ายแรง

สืบเนื่องจากประธานชุมชนก้าวใหม่พัฒนาบึงปรง แจ้งว่ามีผู้สมัครพรรคการเมืองหนึ่ง ได้นำเงินจำนวน 5,000 บาท และเสื้อพรรคการเมืองจำนวน 2 ตัว มามอบให้โดยฝากเงินจำนวนดังกล่าวไว้กับบุตรชาย เพื่อให้ช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครที่มอบเงินให้ ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างร้ายแรง

ต่อมาประธานชุมชนฯ ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปคืนให้กับผู้สมัครที่นำเงินมามอบให้ในวันรุ่งขึ้น เรื่องดังกล่าวตนมองว่าแม้จะมีการนำเงินไปคืนให้แล้วแต่ก็ถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จเป็นการเล็งเห็นผลและประสงค์ต่อผล

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ประธานชุมชนฯ นำเงินไปคืนให้แล้ว กลับถูกต่อว่าและถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ ซึ่งมีคลิปเสียงที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยมีลักษณะโกรธเคืองที่ไม่ยอมทำตาม จากพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด และขั้นตอนการพิจารณาของ กกต. ตนจึงตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.การกระทำดังกล่าวมีทั้งพยานบุคคลและบันทึกประจำวัน มีคลิปเสียงการพูดจาข่มขู่ และการยื่นคำร้องคัดค้านก็ตรงตามกรอบเวลา ตนมองว่าควรจะมีการสอบสวนโดยเร่งด่วน แต่กลับไม่ดำเนินการ โดยไปรับรองผลการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งต่างจากการให้ใบส้มกับผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการนำเงินไปทำบุญให้พระสงฆ์ 2,000 บาท โดยตามกฎหมายพระสงฆ์หรือนักบวชไม่มีสิทธิ์ที่จะมาออกเสียงลงคะแนน แต่กลับได้ใบส้มอย่างรวดเร็ว

2.การนัดหมายการสอบพยาน เป็นไปอย่างยากลำบากของผู้ที่จะมาให้ถ้อยคำเป็นพยาน ทั้งๆ ที่การสอบปากคำดังกล่าวมีประเด็นเพียง ใครเป็นผู้พบเห็นการให้เงิน 5,000 บาท ให้ ณ สถานที่ใด และเมื่อเวลาใด ผู้ที่นำเงินไปให้เป็นใคร เพียงแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่สอบสวนต้องยืดเยื้อกินเวลานานหลายชั่วโมง จนเป็นเหตุให้พยานที่จะมาให้ปากคำเป็นไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งระหว่างการสอบสวน ยังมีการพูดในลักษณะข่มขู่ด้วย ว่า อาจจะโดนผู้ที่ถูกกล่าวหาฟ้องกลับ