แลนด์มาร์คแห่งใหม่!! หุ่นฟางสัตว์ในตำนานกลางทุ่งข้าวเขียวขจี

แลนด์มาร์คแห่งใหม่!! ประติมากรรมหุ่นฟางสัตว์ในตำนานกลางทุ่งข้าวเขียวขจี

วันนี้ (13 พ.ค.62) ผู้สื่อข่าว จ.เชียงใหม่ รายงานว่า นักท่องเที่ยวพากันไปเที่ยวชมและถ่ายรูปประติมากรรมหุ่นฟางพญาลวง พญาช้างคีรีเมขล์ และ พญาค่าง สัตว์ในตำนาน กลางทุ่งนาและต้นข้าวที่กำลังเขียวขจีบนเนื้อที่ 7 ไร่ ที่บ้านป่าตาล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

โดยประติมากรรมหุ่นฟางชุดนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยสู่ชุมชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทยองระหว่างสถาบันการศึกษาซึ่งมีหลักสูตรทัศนศิลป์

นอกจากนี้ยังมีขัวแตะคนยอง หรือ สะพานไม้ไผ่ ความยาว 250 เมตร ที่สร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์วิถีชีวิตและเป็นการนำความเป็นล้านนามาผสมผสานเข้ากับแนวคิดการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน

บรรยากาศนาข้าวที่เขียวขจีและความสวยงามแปลกตาของประติมากรรมหุ่นฟาง ทำให้เป็นที่ชื่นชอบและมีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางไปชมกันมากขึ้น กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวลถ่ายภาพของจังหวัดเชียงใหม่

คลิปเสือโคร่ง โผล่นอนอาบแดดในป่าทุ่งใหญ่ฯ

ประเด็นน่าสนใจ

  • เสือโคร่งในป่าประเทศไทยมีเหลืออยู่เพียง 250 ตัว โดยตัวที่แก่สุดชื่อว่า บุปผา
  • นอกจากการถูกล่าแล้ว เหยื่อที่ลดน้อยลงก็เป็นสาเหตุทำให้เสือลดจำนวนลงด้วย

วันนี้ (13 พ.ค. 62) โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อคลิปจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Book Za Sooksun ที่ได้มีการเผยแพร่ภาพหาชมยาก หลังมีเสือโคร่งตัวหนึ่งกำลังนอนอาบแดดอยู่กลางถนนในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี

โดยคลิปดังกล่าวได้เผยให้เห็นภาพเสือโคร่งไม่ระบุเพศ กำลังนอนยืดเส้นยืดสายอยู่บนถนน ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน ส่วนผู้ถ่ายคลิปได้พากันทิ้งรถหนีไปอยู่บนต้นไม้เพื่อเอาตัวรอด ก่อนที่เขาจะมีข้อความระบุว่า

การเอาตัวรอดจากเสือทุ่งใหญ่ คือปีนต้นไม้ไผ่ให้สูงเข้าไว้ เพราะเชื่อว่าเสือปีนไม่ไผ่ไม่ได้ [จริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ] เสือจะไม่ทำอะไรเราถ้าเราไม่ทำเสือก่อน เพราะเสือเป็นมิตรกับคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม ให้เสียงภาษาโดยพันธมิตร

ทั้งนี้หลังจากผู้คนได้เห็นคลิปดังกล่าวก็ทำให้มีการเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่รู้สึกดีใจที่เสือยังมีอยู่ในผืนป่าของไทยโดยเฉพาะเสือโคร่ง ขณะที่บางส่วนได้มีการแสดงความเห็นแบบติดตลกว่า อย่าให้เจ้าสัวชื่อดังเห็นไม่อย่างนั้นเสือตัวดังกล่าวอาจไม่รอดอีกก็เป็นได้

สำหรับสถานการณ์เสือโคร่งในป่าประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีเหลืออยู่เพียง 250 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าตะวันตกครอบคลุมพื้นที่ 18,727 ตารางกิโลเมตร โดยเสือโคร่งที่แก่ที่สุดมีอายุขัยถึง 15 ปี มีชื่อว่า “บุปผา”

ขณะที่ทางกรมอุทยานฯ ได้กำหนดให้พื้นที่ป่าในเขตพื้นที่ ป่าแก่งกระจาน ดงพญาเย็น ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง รวมถึงภูเขียวน้ำหนาว เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาตะนาวศรีพร้อมด้วยพื้นที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร

เพื่อให้เสือโคร่งมีแหล่งอาหาร และที่อยู่อย่างพอเพียง โดยหวังที่จะส่งผลให้เสือในธรรมชาติเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปัญหาสำคัญของการลดจำนวนเสือโคร่ง นอกจากการลักลอบล่าแล้ว ยังเกิดจากการลดจำนวนของเหยื่อ ซึ่งมีสาเหตุมาจากผืนป่าถูกบุกรุกด้วยนั่นเอง

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีจำนวนเสือโคร่งทั่วโลก ประมาณ 20,000 ตัว โดยในจำนวนนี้ มีเพียง 3,500 ตัวเท่านั้น ที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่า ส่วนที่เหลือนั้น อยู่ในความครอบครองของเอกชนทั้งสิ้น

กรุงเทพมหานคร จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอย ในอัตราใหม่

กรุงเทพมหานคร จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะมูลฝอย ในอัตราใหม่ 80 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. เปิดเผยว่า สำนักสิ่งแวดล้อมจะดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจัดเก็บขยะมูลฝอยอัตราใหม่ 80 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

เนื่องจากอัตราค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยของกรุงเทพมหานครที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2548 และเป็นการจัดเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอย ไม่รวมค่ากำจัดมูลฝอย โดยบ้านเรือนทั่วไปจัดเก็บเดือนละ 20 บาทต่อเดือน ส่งผลให้กรุงเทพมหานครต้องแบกรับภาระเป็นจำนวนมาก ประกอบกับกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมมูลฝอยทั่วไป เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งค่าเก็บขนและค่ากำจัดตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP)

โดยอัตราค่าธรรมเนียมการจัดการมูลฝอยสำหรับบ้านเรือนทั่วไปที่มีปริมาณมูลฝอยไม่เกิน 20 ลิตรต่อวัน กำหนดค่าเก็บขนมูลฝอยเดือนละ 65 บาท และค่ากำจัดมูลฝอยเดือนละ 155 บาท รวม 220 บาทต่อเดือน

ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาต้นทุนค่าใช้จ่ายการจัดการมูลฝอยของบ้านเรือนทั่วไป จะพบว่ามีค่าใช้จ่ายในการเก็บขนมูลฝอยที่ 130 บาทต่อเดือน ค่ากำจัดมูลฝอยที่ 98 บาทต่อเดือน รวมทั้งสิ้น 228 บาทต่อเดือน ขณะที่ปัจจุบันจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพียงเดือนละ 20 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 9 ของค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฯ ฉบับใหม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม โดยไม่เป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนมากเกินไป จึงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจัดการมูลฝอยสำหรับบ้านเรือนทั่วไป ค่าเก็บขนมูลฝอย เดือนละ 40 บาท และค่ากำจัดมูลฝอย เดือนละ 40 บาท รวม 80 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่าย ซึ่งยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง และอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเพดานอัตราค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายการสาธารณสุขกำหนด

สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยรูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจะมีทั้งการให้พนักงานเก็บขนมูลฝอยให้บริการจัดเก็บค่าธรรมเนียมถึงบ้านเรือนของประชาชน หรือการชำระค่าธรรมเนียมที่สำนักงานเขต และในอนาคตจะเพิ่มช่องทางรับชำระค่าธรรมเนียมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) เพื่อสร้างความสะดวกให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

โดยรายได้ที่เกิดจากการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมจะทำให้กรุงเทพมหานครมีงบประมาณเพิ่มขึ้นที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงานด้านอื่นๆ ทั้งเรื่องการรักษาความสะอาด และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานครต่อไป

ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมูลฝอยนั้น กทม.ได้จัดหายานพาหนะที่ทันสมัยในการเก็บขนมูลฝอย เช่น รถบรรทุกติดตั้งชุดไฮโดรลิคพร้อมตู้คอนเทนเนอร์สำหรับใช้ในการเก็บขนมูลฝอย ซึ่งจะสามารถลดแรงงานคนและระยะเวลาในการเก็บขนมูลฝอย

นอกจากนี้ ยังได้จัดชุดเร่งด่วนเพิ่มจำนวนเที่ยวการจัดเก็บมูลฝอยตามถนนสายหลัก สายรองทุกเส้นทาง รวมทั้งเพิ่มความถี่ในการจัดเก็บมูลฝอยในพื้นที่ต่างๆ อาทิ ถนนสายหลักจัดเก็บขยะทุกวันให้เสร็จสิ้นก่อนเวลา 05.30 น. ถนนสายรองจัดเก็บไม่ให้มีขยะตกค้างในพื้นที่ ตลาดสดจัดเก็บทุกวัน มูลฝอยรีไซเคิล /มูลฝอยชิ้นใหญ่ จัดเก็บทุกวันอาทิตย์ และมูลฝอยอันตรายจัดเก็บทุกอาทิตย์