4 สหภาพสื่อฯ เสนอข้อเรียกร้องถึง 7 สื่อทีวีดิจิทัลที่คืนใบอนุญาต

4 สภาพสื่อฯ แถลงการณ์เสนอข้อเรียกร้องต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตประกอบการ  ถึงแนวทางการเยียวยาพนักงาน

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดให้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตประกอบการ ในวันที่ 10 พ.ค. 2562 เป็นวันสุดท้าย ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 4/2562 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ส่งผลให้มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล จำนวน 7 ช่อง ตัดสินใจคืนใบอนุญาตตามสิทธิ์ดังกล่าว

สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลตลอดมา มีความเข้าใจใน สถานการณ์ และห่วงใยต่อสภาวะการว่างงานของพนักงานสังกัดทีวีดิจิทัลที่ผู้ประกอบการคืนใบอนญุาตที่จะมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ในแวดวงสื่อสารมวลชน เพราะนี่คือการปิดบริษัท ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโครงการ เพื่อลดจำนวนพนักงานเช่นเดียวกับในช่วงที่ผ่านมา จึงมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะดังนี้

1. เรียกร้อง กสทช. ให้ขอความร่วมมือ/กำชับผู้ประกอบการที่คืนใบอนุญาต ได้ดำเนินการดูแลชดเชยเยียวยาพนักงานที่ตกงาน มากกว่าที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนด เนื่องจากการคืนใบอนุญาตดังกล่าวผู้ประกอบการเองก็ได้รับเงินคืน จาก กสทช.เช่นกัน

2. ขอให้ผ้ปูระกอบการ เจ้าของสื่อ ชดเชยเยียวยาพนักงานที่ตกงานด้วยความเป็นธรรมและมากกว่า พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงานกำหนด เนื่องจากเป็นการปิดบริษัทอย่างกระทันหันไม่ได้แจ้งล้วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด และการคืน ใบอนญาตดังกล่าวผู้ประกอบการเองก็ได้รับเงินคืนจาก กสทช. เช่นกัน รวมทั้งต้องออกหนังสือรับรองการทำงานให้ด้วย

ยืนยันว่าทุกองค์กรวิชาชีพเข้าใจในสถานการณ์ในอุตสาหกรรมสื่อซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น และต้องการ ให้การยุติการประกอบการจบลงด้วยดีกับทุกฝ่าย

สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
10 พฤษภาคม 2562

ผู้ว่าฯเชียงราย มอบบัตรประชาชนให้ ‘น้องน้ำผึ้ง’ แล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบบัตรประจำตัวประชาชน ให้กับ ‘น้องน้ำผึ้ง’ แล้ว ก่อนเดินไปแข่งขันงานวิทยาศาสตร์ที่สหรัฐฯ

วันนี้ (10 พ.ค.) ที่ว่าการ อ.เมืองเชียงราย นางเกี๋ยง ปัญญา อายุ 45 ปี พร้อมด้วยลูกสาวคือ น.ส.น้ำผึ้ง ปัญญา อายุ 18 ปี นักเรียนห้อง 1 พิเศษโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ อ.เมืองเชียงราย และนายเสรี จิ่งมาดา ผู้ใหญ่บ้านกลางทุ่ง หมู่ 7 ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย รวมทั้งคณะครูโรงเรียน ได้เดินทางไปทำบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทยเป็นครั้งแรก

ภายหลังจากทางกรมการปกครอง และนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เห็นชอบให้ใช้วิธีการเร่งด่วนในการให้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ปี 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ 4) ปี 2551 มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 และทำบัตรให้ได้อย่างรวดเร็ว

สืบเนื่องจาก น.ส.น้ำผึ้ง ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยให้ไปร่วมแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 12-17 พ.ค. แต่ปรากฎว่าที่ผ่านมาประสบปัญหาเหมือนกับ น.ส.ยลฤดี ปิยะทัต หรือน้องพลอยชาว จ.ระนอง ที่ไม่มีสัญชาติไทยทำให้ทางการประเทศสหรัฐอเมริกาไม่อนุญาตให้เข้าเมืองหรือวีซ่าให้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ น้องพลอยได้ดำเนินการกรณีพิเศษจนได้สัญชาติไทยและบัตรประจำตัวประชาชนไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยกระบวนการในการดำเนินการนั้นทางนายสมกิจ เกศนาคินทร์ นายอำเภอเมืองเชียงราย ให้เจ้าหน้าที่อำนวยการความสะดวกในการยื่นเอกสาร จัดพิมพ์ลายนิ้วมือ และถ่ายภาพก่อนจัดทำเป็นบัตรประจำตัวประชาชนโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งสร้างความดีใจให้กับ น.ส.น้ำผึ้ง และมารดา รวมทั้งครูอาจารย์ที่เดินทางไปส่งเป็นอย่างยิ่ง

นายประจญ กล่าวว่ากรณี น.ส.น้ำผึ้ง ถือเป็นกรณีให้สัญชาติไทยแบบพิเศษเพราะเด็กเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะตามปกติแล้วผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้ และยื่นเรื่องจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ จึงคาดหวังว่าเมื่อได้เป็นตัวแทนแล้วจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และ จ.เชียงราย ได้ในอนาคตต่อไป สำหรับกรณีผู้ที่ยื่นของสัญชาติไทยใน จ.เชียงราย มีจำนวนหลายพันคนแต่ก็อยู่ระหว่างดำเนินการอยู่ต่อไป

ขณะที่นางเกี๋ยง กล่าวว่าตนและสามีเป็นชาวเมืองเชียงตุง ประเทศเมียนมา เดินทางมาอยู่ที่ ต.แม่ยาว ตั้งแต่ตนอายุได้ประมาณ 18 ปี และมีลูกด้วยกัน 2 คนคนโตเป็นชายอายุ 22 ปีส่วนน้องสาวคือ น.ส.น้ำผึ้ง เมื่อโตได้เพียง 8 เดือนสามีตนก็เสียชีวิตทำให้ครอบครัวมีอยู่ด้วยกันเพียง 3 คนคือตน ลูกชายและ น.ส.น้ำผึ้ง โดยตนทำงานเป็นแม่บ้านที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเชียงราย คอยหาเลี้ยงลูกๆ ตามลำพัง

สำหรับลูกคนเล็กพบว่าเรียนเก่งตั้งแต่เด็กตั้งแต่เข้าเรียนอนุบาลจนถึงประถมศึกษา 1-6 ที่โรงเรียนบ้านแม่ยาวก็ได้เกรด 4 ทุกวิชามาโดยตลอดทำให้ครูแนะนำให้ไปสอบเรียนที่โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ซึ่งมีคนไปสอบกันมากปรากฎว่าสอบได้แล้วอยู่ห้อง 1 พิเศษอีก กระทั่งทราบว่าเข้าได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันที่ต่างประเทศและได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติไทยดังกล่าวจึงรู้สึกดีใจอย่างมากและหวังจะให้เขาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยสมกับที่ได้รับสัญชาติในครั้งนี้ต่อไป

ด้าน น.ส.น้ำผึ้ง กล่าวว่ารู้สึกดีใจอย่างมากและขอขอบคุณทุกองค์กรและทุกคนที่ช่วยเหลือตนจนได้รับสัญชาติไทยดังกล่าว ทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชน อาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ อธิบดีกรมการปกครอง ครูอาจารย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ และตนยืนยันว่าจะนำความหวังดีของทุกท่านมาใช้ในการตั้งแต่ไปร่วมการแข่งขันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และอยากให้คนต่างประเทศได้รู้ว่าเมื่อตนได้เป็นคนไทยแล้วก็มีความสามารถเช่นกัน

รวมทั้งจะใช้สัญชาติไทยในการเป็นคนดีต่อสังคม ตั้งใจเรียนและสานความฝันในสิ่งที่อยากจะทำให้ได้ต่อไป โดยปัจจุบันตนสอบเข้าเรียนคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แล้วจึงตั้งใจจะทำงานด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อให้สมกับได้ตั้งใจเอาไว้ต่อไป

ขอบคุณ สำนักงานประชาสัมพันธ์ จังหวัดเชียงราย

ชาวนาถอดใจ!! แล้งหนักขึ้นทุกปี ทยอยขายที่นาหาอาชีพใหม่

ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งที่จังหวัดเชียงใหม่ที่รุนแรงหนัก จนชาวนาถอดใจทยอยขายที่นาหาอาชีพใหม่

วันนี้ (10 พ.ค.62) ผู้สื่อข่าว จ.เชียงใหม่ รายงานว่า ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งที่จังหวัดเชียงใหม่ที่รุนแรงมากขึ้นทุกปี ประกอบกับราคาข้าวที่ตกต่ำและไม่แน่นอน ทำให้ชาวนาหลายอำเภอ ทั้ง อ.แม่ริม อ.สันป่าตอง อ.หางดง และอีกหลายอำเภอที่อยู่นอกเขตชลประทาน และต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่เป็นประจำ เริ่มทยอยประกาศขายที่นา เพราะไม่อาจเสี่ยงกับภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตได้อีกต่อไป โดยหวังว่าจะนำเงินจากการขายที่นา ไปลงทุนประกอบอาชีพอื่นเริ่มต้นชีวิตใหม่

สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีที่จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทั้งหมดราว 4.1 แสนไร่ ในจำนวนนี้อยู่นอกเขตบริการชลประทานกว่า 3 แสนไร่ กระจายอยู่ในทุกอำเภอ ในฤดูแล้งพื้นที่นานอกเขตชลประทานต้องอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำบาดาลมาหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูก แต่ระยะหลังปัญหาภัยแล้งทำให้น้ำเหลือน้ำเหลือน้อย ส่วนน้ำบาดาลใต้ดินเหือดแห้งไปด้วย บางพื้นที่เจาะไม่เจอน้ำ บางพื้นที่ต้องเจาะต้องเจาะลึกลงไปมากกว่า 100 เมตร เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้จึงทำให้ชาวนาหลายพื้นที่ตัดสินใจขายที่นา

ขณะที่นายจำรัส ลุมมา ประธานสมาพันธ์เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน และ ตัวแทนชาวนาจากตำบลแม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ บอกว่า ชาวนาทุกคนไม่ต่องการขายที่ดินทำกิน เพราะเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมานานหลายรุ่น จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาช่วยเหลือรับประกันราคาข้าวและดูแลกำกับกลไกการตลาด ไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ให้ชาวนามีรายได้คุ้มต้นทุนและมีกำไรพออยู่ได้ ก่อนที่ทุ่งนาจะถูกขายไปให้กับนายทุนมากกว่านี้