อาลีเพย์เผย ไทยยังครองอันดับ 2 นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาช้อปฯ ช่วงวันหยุดแรงงานปี 2562

(9 พฤษภาคม 2562) อาลีเพย์ แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลและไลฟ์สไตล์ ภายใต้การดำเนินงานของเเอนท์ ไฟแนนเชียล เผยพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนผ่านแอพออนไลน์เพย์เมนต์ในช่วงวันหยุดแรงงาน (1-3พฤษภาคม) ที่ผ่านมา

โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนผ่านบริการอาลีเพย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 11 เปอร์เซ็นต เป็น 1,790 หยวน (หรือ 8,400 บาท) ในช่วงวันหยุดแรงงานที่ผ่านมา โดยประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ติดอันดับ 10 ประเทศที่มียอดใช้จ่ายผ่านอาลีเพย์ในต่างประเทศสูงสุด

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 2 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จ่ายเงินผ่านแพลตฟอร์มอาลีเพย์ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ตามหลังฮ่องกงซึ่งครองอันดับ 1 ขณะที่มาเลเซียอยู่อันดับที่ 7 และสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 9 จาก 10 ประเทศที่มียอดใช้จ่ายผ่านอาลีเพย์ในต่างประเทศสูงสุดในระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม

ผลสำรวจระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 40% จากปีที่แล้วในช่วงวันหยุดแรงงาน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ค้าหลายหมื่นรายรับชำระเงินผ่านอาลีเพย์จากนักท่องเที่ยวชาวจีน  ผลการศึกษาก่อนหน้านี้จากบริษัทวิจัยข้อมูลนีลเส็น (Nielsen) และอาลีเพย์ระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จะใช้บริการชำระเงินผ่านมือถือในต่างประเทศถ้าหากว่าสามารถทำได้

ข้อมูลสำคัญในรายงาน:

  • ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนผ่านบริการอาลีเพย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 11 เปอร์เซ็นต์เป็น 1,790 หยวน (หรือ 8,400 บาท)
  • ในแง่จำนวนการทำธุรกรรมนั้น ประเทศไทยติดอันดับสองของจุดหมายปลายทางยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวด้วยยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 1,153 หยวน (หรือ5,400 บาท) ซึ่งเกือบจะเท่ากับวันแรงงานปีที่แล้วที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 1,122 หยวน (หรือ 5,270 บาท)
  • มาเลเซียและสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 7 และ 9 ในแง่ยอดการใช้จ่ายของคนจีนภายในประเทศ

ผลการศึกษาที่สำคัญในประเทศไทย

  • ช่วงวันหยุดแรงงาน ผู้ประกอบการที่มีอัตราการเติบโตทางธุรกรรมสูง ได้แก่ แท็กซี่และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด
  • ผู้ประกอบการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายสินค้าปลอดภาษี (Duty Free) แท็กซี่ และร้านขายยา
  • ผู้ประกอบการที่มีการเติบโตของยอดใช้จ่ายเฉลี่ยในอัตราสูง ได้แก่ ร้านขายเครื่องประดับและอัญมณี

ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับผลการศึกษา:

  • ข้อมูลช่วงวันแรงงานของอาลีเพย์ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน กล่าวคือ กลุ่มผู้สูงอายุชาวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง โดยธุรกรรมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีวันเกิดในช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มเป็น 1,622หยวน (หรือ 7,600 บาท)
  • ราว 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้บริการอาลีเพย์ในต่างประเทศในช่วงวันหยุดวันแรงงานเป็นผู้หญิง
  • ยอดใช้จ่ายจากผู้ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 2000 เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 506 หยวน (หรือ 2,400  บาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว

พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ให้แก่ทูลกระหม่อมฯ พร้อมยกเป็น “พระโสทรเชษฐภคินี”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 1 ให้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระโสทรเชษฐภคินี ผู้ที่ทรงเคารพนับถือและสนิทสนมรักใคร่ ด้วยได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ และการสาธารณสุข ด้วยน้ำพระทัยเปี่ยมด้วยพระกรุณา ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เยาวชน ประชาชน และประเทศชาติ

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 1 ให้เป็นเครื่องเชิดชูพระเกียรติยศสืบไป

ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

วิจารณ์แซด นาคหนุ่มฉลองสุดเหวี่ยง นัวเนียโคโยตี้ ก่อนเข้าโบสถ์

คลิปว่อนเน็ต นาคหนุ่มฉลองสุดเหวี่ยง ขึ้นเวทีนัวเนียโคโยตี้ ฉลองงานบวช

วันนี้ (9 พ.ค. 2562) โลออนไลน์ได้มีการส่งต่อคลิปไม่เหมาะสม จากเพจ หนังสือพิมพ์ใต้สันติสุข ที่ได้เผยให้เห็นพ่อนาคคนหนึ่งฉลองอย่างสุดเหวี่ยงในงานบวชนาคของตัวเอง โดยคลิปได้เผยให้เห็นว่า นาคคนดังกล่าว ได้ขึ้นไปบนเวทีก่อนจะออกลีลาโยกย้ายส่ายสะโพกคลอเคลียกับกลุ่มสาวๆ โคโยตี้ ที่เขาจ้างมาสร้างความสนุกในงานอย่างเมามันส์

ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว ถึงแม้ว่ายังไม่ได้บวชเป็นพระ แต่ก็ถือว่าได้โกนหัว พร้อมที่ละกิเลสแล้วก็ควรสำรวมกว่านี้ ถึงแม้ว่าทางในพระพุทธศาสนาจะไม่มีความผิด แต่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

เพราะการบวชนั้นเขาบวชกันด้วยเหตุที่ต้องการศึกษาทางธรรม จะบวชแล้วก็ควรฝึกจิตใจให้โนมเอียงไปทางธรรมมากกว่าจะเอาสนุกทางโลก  อีกทั้งนาครับศีล 8 แล้ว ควรงดเว้นงานรื่นเริงทั้งหลายด้วย

คำว่า “นาค” หมายถึง เปลือย, ไม่มีขน เช่น งู เป็นคำที่ชาวชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) ที่เอาศาสนาพุทธ, พราหมณ์มาเผยแพร่พร้อมติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนกับคนพื้นเมืองแถบนี้ราว 2,000 ปีมาแล้ว เรียกคนพื้นเมืองไม่นุ่งห่มเหมือนพวกตน มีเพียงผ้าชิ้นน้อยหรือนุ่งใบไม้ปิดบังอวัยวะเพศ ร่างกายเปล่าเปลือย เหมือนเงี้ยวงูเลื้อยคลานไม่มีขน เลยเรียกด้วยคำดูถูกเหยียดหยามว่า นาค

เมื่อพระสงฆ์จากชมพูทวีปทำพิธีบรรพชาให้คนพื้นเมือง เลยได้ชื่อว่า บวชนาค แล้วเรียกสืบต่อกันมาจนบัดนี้ พร้อมกันนั้นคนอุษาคเนย์ก็รับคำว่านาค มาใช้เรียกยกย่องงูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ตามลัทธิบูชางูที่มีมาก่อนราว 3,000 ปีมาแล้ว

ทั้งนี้ พิธีบวชนาค ยุคแรกเริ่มมีร่องรอยเหลืออยู่ในพม่า คือนาคยังไม่ปลงผมโกนหัว เอานาคขึ้นม้าไปแห่เสียก่อน ต่อเมื่อจะเข้าโบสถ์ขออุปสมบทจึงค่อยโกนหัว ซึ่งต่างจากคนไทยทุกวันนี้ ที่ให้นาคโกนหัวก่อนแล้วค่อยแห่นาค

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์เล่าไว้ในหนังสือ เที่ยวเมืองพม่า ว่า เหตุที่นาคยังไม่ต้องโกนหัว เพราะนาคคือคนเรานี่แหละ ไม่ได้มีฐานะพิเศษเป็นอย่างอื่น

เข้าใจว่าคนไทย-ลาว แต่ก่อนก็เป็นอย่างพม่า เพราะเคยเห็นพวกเขมรเป็นนาค ต้องใส่หัวเป็นรูปพญานาคด้วยซ้ำไป แสดงว่ายังไม่ต้องโกนหัว อย่างนี้คือสิ่งที่เป็นจริงตามประเพณีเดิมแท้มาแต่แรกทีเดียว

ประเพณีบวชแต่เดิมต้องมีทำขวัญนาค, บวชนาค, แล้วฉลองพระ ปัจจุบันย่นย่อให้สะดวกขึ้น โดยยังต้องมีทำขวัญนาคเป็นพิธีสำคัญ เพื่อยกย่องเพศหญิง คือแม่ เพราะพื้นฐานรากเหง้าทางสังคมดั้งเดิมที่ยกย่องหญิงสำคัญกว่าชาย ในพระวินัยของพระพุทธเจ้าไม่มีเรื่องบวชนาค ฉะนั้นพิธีบวชนาคจึงไม่มีในชมพูทวีป (คือ อินเดียโบราณ) และลังกา

ข้อมูลบางส่วนจาก ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat