‘ประชาธิปัตย์’ แถลงคัดค้านสูตรคำนวณ ‘ปาร์ตี้ลิสต์’

พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวหลัง กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ชี้ไม่ถูกต้องด้วยหลักการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 อย่างชัดเจน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รักษาการกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากรสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงข่าวประเด็นการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ทั้งนี้มีการกล่าวถึงประเด็นการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศลาออก โดยนายราเมศ เมื่อ กกต. ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จึงมีความชัดเจน และต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ส่วนประเด็นเรื่อง ‘การร่วมรัฐบาล’ จะทราบถึงทิศทางการร่วมรัฐบาล จะต้องมีการผ่านกระบวนการของทางพรรค โดยเมื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคเรียบร้อยแล้ว จะมีการพูดคุย หาแนวทางในเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคคนใหม่ และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยจะใช้ระบบให้ ส.ส.ร่วม ‘โหวตเลือก’ ซึ่งจะมีความชัดเจนเช่นไร ทางพรรคจะแถลงให้สื่อมวลชนทราบหลังจากวันที่ 15 พ.ค. นี้

นายราเมศ รัตนะเชวง
นายราเมศ รัตนะเชวง

ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.ป. ส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ทางพรรคน้อมรับในคำตัดสินของศาลฯ แต่วันนี้ที่ต้องออกมาท้วงติง สืบเนื่องจากการกระทำของ กกต.เรื่องการรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งผลมีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งหมด 26 พรรค จำนวน 149 คนโดยการรับรองผลปรากฎว่า มีการแจกที่นั่งให้พรรคเล็ก ๆ ถึง 11 พรรค

โดยนายราเมศ ระบุว่าการที่ กกต. ได้จัดสรรที่นั่งให้พรรคเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึง 70,000 คะแนนนั้นไม่ถูกต้องด้วยหลักการและเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 อย่างชัดเจน พรรคฯ จึงเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการ ตามหลักกฎหมาย และรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง โดยพรรคจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องนี้ต่อไป

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร

ส่วนทางด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ซึ่งปัจจุบัน เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งข้อสังเกตถึงเอกสารจาก กกต.ที่รับรอง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อซึ่งมีการทำข้ามขั้นตอนการคำนวณสูตรปาร์ตี้ลิสต์ไป 1 ขั้นตอน คือการแทรกตารางการคำนวณส.ส. แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128(5) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า กกต.ไม่ทำตามหลักกฎหมาย

ฟอร์บส์ จัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย 62 พบครึ่งหนึ่งมีทรัพย์สินลดลง 4 อันดับแรกยังรั้งตำแหน่งเดิม

(9 พฤษภาคม 2562) นิตยสาร Forbes Thailand รายงานการจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2562 โดยระบุว่า หลังความมั่งคั่งทะยานขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา กลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของไทยเผชิญจุดสะดุดในปี 2562 เนื่องจากครึ่งหนึ่งของผู้ที่ติดทำเนียบ 50 บุคคลร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยมีทรัพย์สินลดลง รวมถึงมหาเศรษฐี 4 อันดับแรก

ความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งเดือนมีนาคมของไทย มีส่วนบั่นทอนบรรยากาศความเชื่อมั่น ฉุดค่าเงินบาท และดึงดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ำ โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยรวมของมหาเศรษฐีในทำเนียบปรับตัวลงเล็กน้อยไปอยู่ที่ 1.605 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5.14 ล้านล้านบาท) จากเมื่อปีที่แล้วที่ 1.62 แสนล้านเหรียญ

รายชื่อตระกูลและอภิมหาเศรษฐี 10 อันดับแรกของไทย
1. พี่น้องเจียรวนนท์ มูลค่าทรัพย์สิน 2.95 หมื่นล้านเหรียญ
2. ตระกูลจิราธิวัฒน์ มูลค่าทรัพย์สิน 2.1 หมื่นล้านเหรียญ
3. เฉลิม อย่วิทยา มูลค่าทรัพย์สิน 1.99 หมื่นล้านเหรียญ
4. เจริญ สิริวัฒนภักดี มูลค่าทรัพย์สิน 1.62 หมื่นล้านเหรียญ
5. สารัชถ์ รัตนาวะดี มูลค่ำทรัพย์สิน 5.2 พันล้านเหรียญ
6. อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา มูลค่ำทรัพย์สิน 4.7 พันล้านเหรียญ
7. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ มูลค่าทรัพย์สิน 3.4 พันล้านเหรียญ
8. ตระกูลโอสถานุเคราะห์ มูลค่าทรัพย์สิน 3 พันล้านเหรียญ
9. วานิช ไชยวรรณ มูลค่าทรัพย์สิน 2.85 พันล้านเหรียญ
10. สมโภชน์ อาหุนัย มูลค่าทรัพย์สิน 2.83 พันล้านเหรียญ

(มูลค่าทรัพย์สินขั้นต่ำ ในการจัดอันดับปีนี้อยู่ที่ 565 ล้านเหรียญ ลดลงจาก 600 ล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว)

พี่น้องตระกูลเจียรวนนท์แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ยังคงรั้งอันดับ 1 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 2.95 หมื่นล้านเหรียญ (9.41 แสนล้านบาท) ลดลงเล็กน้อยจาก 3 หมื่นล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสแห่งซีพี ประกาศลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเรือธงของกลุ่ม เมื่อเดือนเมษายน หลังดำรงตำแหน่งมานาน 25 ปี ธนินท์ยังคงนั่งเก้าอี้ประธานกรรมการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินการเครือข่ายร้าน 7-Eleven ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ขณะที่อันดับ 2 เป็นของตระกูลจิราธิวัฒน์แห่งกลุ่มเซ็นทรัล ที่มีทรัพย์สินสุทธิ 2.1 หมื่นล้ำนเหรียญ (6.70 แสนล้านบาท) แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วที่ 2.12 หมื่นล้านเหรียญ

ด้าน เฉลิม อยู่วิทยา แห่งกระทิงแดงยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 แม้ความมั่งคั่งลดลงมาอยู่ที่ 1.99 หมื่นล้านเหรียญ (6.35 แสนล้านบาท) จาก 2.1 หมื่นล้านเหรียญในปีก่อนหน้า

เจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ ครองอันดับ 4 ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1.62 หมื่นล้านเหรียญ (5.17 แสนล้านบาท) ลดลง 1.2 พันล้านเหรียญ จาก 1.74 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2561

อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 ของมหาเศรษฐีที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในทำเนียบปีนี้ มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

โดยผู้ที่มั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปีนี้คือ สารัชถ์ รัตนาวะดี นักธุรกิจใหญ่ด้านพลังงาน ซึ่งทรัพย์สินทะยานขึ้น 1.8 พันล้านเหรียญ (5.74 หมื่นล้านบาท) ไปอยู่ที่ 5.2 พันล้านเหรียญ (1.66 แสนล้านบำท) ส่งผลให้เขำคว้าตำแหน่งท็อป 5 มาได้เป็นครั้งแรก หุ้นของเขาในบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) พุ่งขึ้น 57% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่เริ่มดำเนินการแล้ว และรายได้ของบริษัทเมื่อปี 2561 เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ไปอยู่ที่ 628 ล้านเหรียญ (2.02 หมื่นล้านบาท)

มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยขึ้นมาอย่างโดดเด่นอีกรายคือ ตระกูลโอสถานุเคราะห์ (อันดับ 8, 3 พันล้านเหรียญ) มีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 2.3 พันล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว หลังจากได้นำเอาบริษัท โอสถสภา ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังอายุ 128 ปี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2561 ภายใต้การบริหารของ เพชร โอสถานุเคราะห์ นักสะสมงานศิลปะตัวยงและอดีตนักร้องเพลงป๊อป บริษัทโอสถสภาก่อตั้งขึ้นโดยปู่ทวดของเขา ที่เริ่มต้นจากร้านขายยาสมุนไพรเล็กๆ

สำหรับในปีนี้ มีมหาเศรษฐีหน้าใหม่อีก 4 ราย ได้แก่ ชัยวัฒน์ แต้ไพสิฐพงษ์ (อันดับ 23,  1.8 พันล้านเหรียญ) ประธานเครือเบทาโกร บริษัทอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา (อันดับ 6,  4.7 พันล้านเหรียญ) วัย 33 ปี ซึ่งอายุน้อยที่สุดในทำเนียบได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ วิชัย ศรีวัฒนประภา ขึ้นเป็นซีอีโอ คิง เพาเวอร์ บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดอากร

ด้าน ชาติศิริ โสภณพนิช (อันดับ 29,  1.1 พันล้านเหรียญ) กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ปรากฏชื่อในทำเนียบเป็นครั้งแรก หลังจากที่ ชาตรี โสภณพนิช ผู้เป็นพ่อเสียชีวิตในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ส่วนตระกูลมาลีนนท์ (อันดับ 47,  600 ล้านเหรียญ) แห่งบริษัทสื่อ บีอีซีเวิลด์ ก้าวเข้ามาเป็นหน้าใหม่ในทำเนียบเช่นกัน

ในบรรดา 4 มหาเศรษฐีที่กลับเข้าสู่ทำเนียบอีกครั้ง รวมถึง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ (อันดับ 45,  640 ล้านเหรียญ) หวนคืนตำแหน่งหลังหยุดชะงักไป 5 ปี ทีพีไอ โพลีน บริษัทผลิตซีเมนต์และคอนกรีตของเขา กลับมาทำกำไรได้ 45 ล้านเหรียญในปี 2561 ซึ่งช่วยดันให้หุ้นบริษัทปรับขึ้น 14% เมื่อปีที่แล้ว


การจัดอันดับนี้ใช้ข้อมูลทางการเงินและการถือครองหุ้น ที่ได้รับมาจากทางครอบครัวและปัจเจกบุคคล ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ นักวิเคราะห์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง รวมถึงทรัพย์สินของครอบครัวและทรัพย์สินที่ถือครองโดยสมาชิกครอบครัวในหลายรุ่น ทั้งนี้ มูลค่าทรัพย์สินในบริษัทมหาชนคำนวณจากราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 26 เมษายน ส่วนทรัพย์สินในบริษัทที่ถือครองส่วนตัวประเมินค่าโดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.forbes.com/thailand และ www.forbesthailand.com

เศร้า! ฮันจีซอง นักแสดงสาวชาวเกาหลี เสียชีวิตแล้วจากอุบัติเหตุ

ฮันจีซอง อดีตสมาชิกวง B.Dolls  และนักแสดงสาวชาวเกาหลีเสียชีวิตแล้ว หลังประสบอุุบัติเหตุ ถูกรถชนบนทางด่วน

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงาน ว่า  ฮันจีซอง  อดีตสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป B.Dolls และนักแสดงสาวมาความสามารถของเกาหลี ที่ฝากผลงานทั้งซีรี่ย์ Second to Last Love และ Happy Sisters รวมถึงภาพยนตร์ เรื่อง One Punch ได้เสียชีวิตลงแล้ว จากอุบัติเหตุถูกรถชนบนทางด่วนเส้นสนามบินนานาชาติอินชอน

โดยรายงานเผยว่าก่อนเกิดเหตุ ฮันจีซอง และสามีของเธอ ได้จอดรถอยู่ริมทางด่วนเพื่อทำธุระเข้าห้องน้ำเป็นการด่วน แต่ระหว่างที่สามีของเธอก้างลงจากรถนั้นได้มีรถแท็กซี่วิ่งมาพอดี ทำให้คนขับแท็กซี่ตกใจหักพวกมาลัยหลบกระทันหัน ก่อนที่รถจะเปลี่ยนทางพุ่งใส่นักแสดงสาวแทน จนร่างของเธอได้กระเด็นข้ามไปอีกเลน และมีรถอีกคันมาทับร่างของเธอจนเสียชีวิต

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งทำการสืบสวนคนขับรถแท็กซี่และรถ SUV เนื่องจากเป็นหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เผยตรวจสอบถึงสาเหตุของการหยุดรถบนถนนและออกมาจากตัวรถยนต์จนนำไปสู่เหตุของการเสียชีวิตว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ด้วย