‘อุตตม’ ลั่น!! พรรคพลังประชารัฐ พร้อมจะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศพรรคพลังประชารัฐ พร้อมจะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่ หลัง กกต. ประกาศรับรองรายชื่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 149 คน

วันนี้ (8 พ.ค.62) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ภายหลังทาง กกต. ประกาศรับรองรายชื่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 149 คน โดยมีข้อความระบุว่า

“วันนี้หลังจากที่ กกต.ได้ประกาศรับรองรายชื่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ทั้งหมด 149 คน จาก 150 คนแล้วนั้น ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐได้จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เบื้องต้น 18 คน รวมกับ ส.ส.แบบแบ่งเขต 97 คน ทำให้ขณะนี้พรรคมีจำนวน ส.ส.ซึ่งกกต.ได้ประกาศรับรองแล้วทั้งสิ้น 115 คน โดยถือเป็นพรรคเดียวที่ได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตครบทุกภาคทั่วประเทศ

นั่นแสดงถึงความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนที่มีให้กับพรรคพลังประชารัฐในการจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา รับใช้พี่น้องประชาชน

ต่อจากนี้ ในสัปดาห์หน้า พรรคจะจัดให้มีการประชุมสัมมนา เตรียมตัวให้กับ ส.ส.ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส.ส.ใหม่ที่ยังไม่เคยทำหน้าที่ในสภาฯมาก่อน

ขณะที่ในส่วนของการทำงานนั้น วันนี้พรรคพร้อมที่จะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่ได้เคยกำหนดไว้อย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นได้มีการการศึกษาแนวทาง ร่วมพูดคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวบรวมนำเอาแนวความคิดทั้งจากภาคประชาชน เอกชน และภาคประชาสังคมมาตกผลึก ก่อนที่จะเริ่มขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ผมยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐ โดยมีผมและทีมผู้บริหารพรรค รวมไปถึง ส.ส.ทั้ง 115 คนของพรรคที่มาจากความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน เราพร้อมแล้วที่จะทำงานเพื่อรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ สุดความสามารถครับ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับพรรคพลังประชารัฐอีกครั้งหนึ่งครับ”

ขอบคุณ : ดร.อุตตม สาวนายน

‘เพื่อไทย’ คัดค้านวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของ กกต.

พรรคเพื่อไทยได้ออก แถลงการณ์คัดค้านวิธีการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของ กกต. ชี้เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

วันนี้ (8 พ.ค.62) พรรคเพื่อไทยได้ออก แถลงการณ์คัดค้านวิธีการคำนวณ เรื่อง คัดค้านวิธีการคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีมีเนื้อหา ดังนี้

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ โดยกำหนดให้พรรคการเมืองมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อได้ ทั้งๆ ที่พรรคการเมืองนั้นๆ มีคะแนนไม่ถึงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ และยังปรากฏด้วยว่าพรรคการเมืองที่ได้รับจัดสรรที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อเหล่านั้น ได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงจำนวนเสียงต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งคน ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดไว้อีกด้วยเช่นกัน

พรรคเพื่อไทยได้แถลงให้ทราบไปแล้วว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่า มาตรา 128 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ก็ตาม

แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็มิได้วินิจฉัยลงไปในรายละเอียดถึงวิธีการคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถที่จะคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ให้กับพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งคน ได้หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องยึดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณที่ไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 กล่าวคือ

1.พรรคการเมืองที่จะได้รับจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าคะแนนต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งคน (ประมาณ 70,000 คะแนน)

2.พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าจำนวนคะแนนต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งคน ย่อมไม่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พึงมี และไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อที่พึงได้รับ ย่อมไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (4) ประกอบมาตรา 128 (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้จัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองเฉพาะพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อที่พึงได้รับเท่านั้น

3.หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (4) และมาตรา128 (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนท้ายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าในการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ เมื่อพรรคที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งคน ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พึงมี หากมีการจัดสรร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อให้กับพรรคดังกล่าว จะมีผลให้พรรคนั้นมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกินจำนวนที่พึงมี (เดิมไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย) ซึ่งจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญรวมถึงขัดต่อมาตรา 128 (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

พรรคเพื่อไทยเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมา ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับทราบข้อท้วงติง ข้อทักท้วงของพรรคการเมืองที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อตาม “สูตรแจกพรรคเล็ก” และได้แจ้งให้ทราบด้วยว่า การตัดสินใจดังกล่าวนอกจากจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังอาจจะส่งผลต่อบริบททางการเมืองภายภาคหน้าอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

โดยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และจะใช้ช่องทางดำเนินการตามกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในทุกช่องทางที่จะทำได้ต่อไป จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

พรรคเพื่อไทย

8 พฤษภาคม 2562

‘ธนาธร’ พร้อมเจรจาทุกพรรคไม่หนุน คสช.สืบทอดอำนาจ

“ธนาธร” พร้อมเจรจาทุกพรรคไม่หนุน คสช.สืบทอดอำนาจ – ชวนร่วมปิดสวิตช์ ส.ว. “ปิยบุตร” เล็งใช้ 2 ช่องทางร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ – วินิจฉัย “สูตร 27พรรค” ขัด รธน. หรือไม่

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม ที่พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงข่าวกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศเรื่องผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ โดยมีจำนวนพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.จำนวน 26 พรรค ซึ่งการใช้สูตรดังกล่าว ทำให้พรรคอนาคตใหม่มีจำนวน ส.ส.หายไปจากที่เคยคำนวณไว้ถึง 7 ที่นั่ง

นายปิยบุตร กล่าวว่า จากการแถลงข่าวและประกาศของ กกต.ล่าสุด ชัดเจนแล้วว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ ส.ส.80 ที่นั่ง แสดงว่า กกต. ใช้สูตรการคำนวณที่เรียกว่า “สูตร 27 พรรค” คือ นำคะแนนปาร์ตี้ลิสต์พรรคที่ถึงเกณฑ์แบ่งสันปันส่วนไปให้พรรคที่ได้คะแนนประมาณ 3-6 หมื่นคะแนนด้วย พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่า เป็นวิธีการที่น่าจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ซึ่งทำให้คะแนนของพรรคเราหายไปหรือทิ้งน้ำไปประมาณ 6 แสนคะแนน ที่ผ่านมามักพูดเสมอว่า ต้องคำนึงถึงหรือให้น้ำหนักกับทุกคะแนน

แต่ปรากฏว่า เมื่อนับรวมทุกพรรคที่ถูกลดทอนไปพบว่า 4 พรรคนั้นหายไปราว 1.5 ล้านคะแนน ซึ่งพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียวหายไปประมาณ 6 แสนคะแนน ขณะเดียวกัน เมื่อนำ 11 พรรคที่ได้จัดสรรพรรคละ 1 ที่นั่ง เมื่อนำคะแนนมารวมกันได้ประมาณ 5.5 แสน เท่านั้น นี่คือคะแนนที่แลกกับราว 1.5 ล้านคะแนนที่หายไป อย่างนี้ที่บอกว่าคะแนนทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ทิ้งน้ำก็ไม่เป็นจริง ย่อมแสดงว่าระบบจัดสรรปันส่วนผิดเพี้ยนกว่าที่ควรจะเป็น

“กรณีนี้ พรรคอนาคตใหม่เป็นผู้เสียหายโดยตรง คะแนนดิบ 6 แสนคะแนนถูกทิ้งน้ำ จำนวน ส.ส.หายไป 7 ที่นั่ง ในฐานะตัวแทนพี่น้องประชาชน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญเพื่อเตรียมดำเนินการต่อไปใน 2 ช่องทาง คือ 1.ทำคำร้องยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อให้ กกต.ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรนูญ ให้วินิจฉัยตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) วินิจฉัยการใช้อำนาจหน้าที่ของ กกต. และ 2. ใช้มาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ส่งเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันว่าเราถูกละเมิดสิทธิ ส.ส.7 คนที่หายไปถูกละเมิดสิทธิ

และถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคอนาคตใหม่ก็มีสิทธิที่จะยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ตามข้อกฎหมายที่ระบุว่า บุคคลใดถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องฟ้องโดยตรงได้ ทั้งนี้ เรื่องการใช้สูตรคำนวณแบบ 27 พรรค ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยวินิจฉัย เราจะใช้สิทธิที่พึงมี ไม่ใช่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพรรคอนาคตใหม่ ของ ส.ส.เราที่หายไปเท่านั้น แต่เราต้องการรักษาคะแนนเสียงของประชาชน กว่า 6 แสนคะแนนที่ถูกทิ้งน้ำไป” นายปิยบุตร กล่าว

ด้าน นายธนาธร กล่าวว่า ถึงตอนนี้มีความชัดเจนเรื่องจำนวน ส.ส. แล้ว 498 ที่นั่ง แต่อย่างไรก็ตามเพียงพอที่จะทำให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง จึงอยากให้คิดถึงก้าวต่อไป คิดถึงอนาคตประเทศไทยว่าจะเดินไปอย่างไร ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ขอให้นำข้อเสนอที่เราพูดไว้ก่อนเลือกตั้งเรื่อง ปิดสวิตช์ ส.ว. มาพิจารณา ช่วยกันกดดัน ทำให้เกิดขึ้นจริง การปิดสวิตช์ ส.ว. คือเราสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ที่สภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากประชาชนสามารถทำงานได้

โดยตอนนี้ 3 พรรคการเมืองที่ประกาศหนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 115 ที่นั่ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาชนปฏิรูป 1 ที่นั่ง รวมแล้ว 121 ที่นั่ง ซึ่งข้อเสนอปิดสวิตช์ ส.ว. กรณีพรรคที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ มีคะแนนน้อยกว่า 124 ที่นั่ง สามารถเป็นไปได้

ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตย กลับไปทวงถามคำสัญญาญที่พรรคการเมืองต่างๆ เคยให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งมาร่วมกัน เพราะนี่คือการยับยั้งกลไกที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย คือการยับยั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากประชาชน พรรคทุกพรรคที่ไม่ใช่ 3 พรรคที่กล่าวถึงข้างต้นมีส่วนร่วมได้ โดยการยกมือรับรองนายกรัฐมนตรีที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่รวมเสียงข้างมากได้ เราจะมี 378 เสียงในสภา ซึ่งมากกว่า 3 พรรคฝ่ายสืบทอดอำนาจบวกกับ ส.ว. 250 คน ทำให้การเมืองแบบประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปได้

“การที่พรรคการเมืองมาร่วมกันปิดสวิตช์ ส.ว.ทำให้การเลือกนายกมาจากประชาชน ไม่ได้มาจากกลไกการสืบทอดอำนาจ ไม่ได้มาจากเสียง ส.ว. นี่จะเป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้ประเทศไทยเดินทางกลับสู่ประชาธิปไตย โดยหลังจากนี้ พรรคอนาคตใหม่ พร้อม ยินดี ที่จะเดินทางไปพบกับทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด เรามีส่วนร่วมกันในการที่จะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช. และเปิดประตูบานใหม่สู่ประชาธิปไตย พรรคอนาคตใหม่พร้อมไปพูดคุย เพื่อให้การปิดสวิตช์ ส.ว. เป็นจริง” นายธนาธร กล่าว