พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ชี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่สูตรแจกพรรคเล็ก ยันการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ต้องยึดตาม มาตรา 91 โดยเคร่งครัด

วันที่ 8 พ.ค. 2562 พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 โดยระบุว่า ตามที่ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 128 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ. 2561 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 นั้น พรรคเพื่อไทยขอแถลงว่า

1. พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น

2. ตามที่มีพรรคการเมืองหรือบุคคลแสดงความเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเท่ากับเป็นการรับรองว่าสูตรในการคำนวณ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อนั้น คือ “สูตรที่แจกพรรคเล็ก” พรรคเห็นว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเช่นนั้น

3. พรรคยังคงยืนยันว่าการคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น ต้องกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 โดยเคร่งครัด กล่าวคือการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดได้ที่นั่ง ส.ส. เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งพรรคจะได้จำนวน ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ส.ส. พึงมี (ส.ส. พึงมีหนึ่งคน เท่ากับคะแนนเสียงประมาณ 71,000 คะแนน)

ดังนั้น การคำนวณที่ต่างไปจากนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น การจัดสรรที่นั่ง ส.ส. ให้พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้คะแนนประมาน 30,000 คะแนน จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ปิดอ่าวมาหยา 2 ปี หวังฟื้นฟูสภาพระบบนิเวศน์

มติที่ประชุมปรึกษาอุทยานทางทะเล กรมอุทธยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปิดอ่าวมาหยาไปอีก 2 ปี  จำกัดนักท่องเที่ยวบนฝั่ง พร้อมทั้งไม่ให้เรือเข้าไปในเขตบริเวณอ่าวมาหยา

วันนี้ (8 พ.ค.62) มีรายงานว่าที่ประชุมปรึกษาอุทยานทางทะเล กรมอุทธยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีมติปิดอ่าวมาหยาไปอีก 2 ปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ และจัดการดูแลนักท่องเที่ยว โดยจะจำกัดนักท่องเที่ยวบนฝั่ง พร้อมทั้งไม่ให้เรือเข้าไปในเขตบริเวณอ่าวมาหยา

ทางด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ได้โพสต์อธิบายเพิ่มเติมว่า การฟื้นฟูอ่าวมาหยาเป็นส่วนหนึ่งของ “พีพีโมเดล” ทำงานในระดับกรม โดยเป็นการตัดสินใจปิดครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ โดยมีคำแนะนำของคณะที่ปรึกษาอุทยานทางทะเลประกอบการพิจารณา ปัจจุบันมีมติจะปิดต่อ 2 ปี โดยมีข้อมูลประกอบ ดังนี้

1. การศึกษาความสามารถในการรองรับเสร็จแล้ว มีตัวเลขพร้อม แต่ตัวเลขดังกล่าวคำนึงถึงการดูแลรักษาธรรมชาติเต็มระบบ

2. กรมอุทยานกำลังจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบป้องกันผลกระทบ เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ท่าเรือ บ้านพักเจ้าหน้าที่ ฯลฯ

การจัดทำทั้งหมดจะเสร็จภายใน 1 ปีกว่าๆ (เผื่อเวลาตามระบบราชการ)

3. ในขณะเดียวกัน กรมอุทยานฯ กำลังจัดทำระบบ e-ticket และระบบติดตามเรือ ซึ่งถ้าสมบูรณ์ จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดูแลจัดการท่องเที่ยว

4. เมื่อระบบพร้อม อาจเปิดให้มีการทดลอง ในขณะเดียวกัน จะมีการประเมินการสภาพระบบนิเวศที่เกิดขึ้นจากการฟื้นฟู ทั้งแนวปะการัง ป่าชายหาด ฯลฯ

5. เมื่อการประเมินเสร็จ และผลเป็นตามคาดหวัง จะมีการตัดสินใจอีกครั้งในการเปิดให้ท่องเที่ยว

6. การเปิดให้ท่องเที่ยว ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างเคร่งครัด ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่อรอบ จำนวนเรือ ฯลฯ

7. ที่สำคัญ จะไม่เปิดให้เรือเข้าทางหน้าอ่าวอีกแล้ว เพราะฉะนั้น จะไม่มีผลกระทบต่อแนวปะการังที่กำลังฟื้นฟู/ฝูงฉลามหูดำ ฯลฯ

8. ต้องมีการติดตามระบบนิเวศ รวมถึงผลกระทบอื่นๆ เช่น ปะการังฟอกขาว ฯลฯ ที่อาจเกิดขึ้น

ขอบคุณ : Thon Thamrongnawasawat

กนง. มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% ต่อปี

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.75 ต่อปี

โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่่ากว่า ที่ประเมินไว้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโดยรวม ยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน ที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วย สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ประกอบกับความไม่แน่นอน ของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยในประเทศยังมีอยู่สูงในระยะข้างหน้า ในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อรอประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น

เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่่ากว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกสินค้าและการลงทุน โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมี แนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ส่าหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการจ้างงานโดยรวมที่เริ่มทรงตัวและมีสัญญาณ การชะลอลงของการจ้างงานในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิตเพื่อส่งออก การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้ม ขยายตัวชะลอลง

อย่างไรก็ดีการย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชน ในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่่ากว่า ที่ประเมินไว้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าของโครงการลงทุนภาครัฐ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยง ด้านต่างประเทศจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและ ประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งจะติดตามความไม่แน่นอนของปัจจัยใน ประเทศ รวมถึงการด่าเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่และการใช้จ่ายภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานที่ส่าคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของ เศรษฐกิจในระยะต่อไป

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้โดยราคาพลังงานที่ปรับ สูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน ช่วยชดเชยผลของราคาอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดียังมี ความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งในระยะข้างหน้า ส่าหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ท่าให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต

ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่อง ในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่่า ภาคเอกชนยังสามารถระดมทุน ได้ต่อเนื่อง โดยสินเชื่อขยายตัวต่อเนื่องทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค ด้านอัตราแลกเปลี่ยน นับจากการประชุมครั้งก่อน เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. โดยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับ เงินสกุลภูมิภาค ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนทั้งในและ ต่างประเทศ คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างใกล้ชิด

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้ เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ ด่าเนินการไปและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาจะช่วยดูแลการสะสมความเปราะบางในระบบ การเงินจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่่า ซึ่งอาจน่าไปสู่ การประเมินความเสี่ยงต่่ากว่าที่ควร (underpricing of risks) ได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามการก่อหนี้ของ ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของ สหกรณ์ออมทรัพย์ การปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ภายหลังการปรับปรุงเกณฑ์การก่ากับดูแลสินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) มีผลบังคับใช้รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจประเมินความเสี่ยงต่่ากว่าที่ควร

ทั้งนี้ การลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในช่วงต่อไปยังจ่าเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลด้วย เครื่องมือที่หลากหลายทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม มาตรการก่ากับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ที่จะต้องให้ความส่าคัญ เพิ่มขึ้นกับความสามารถในการช่าระหนี้ของลูกหนี้

มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังมีความเหมาะสม โดยจะติดตามพัฒนาการ ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการด่าเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป


ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร? ทำไมต้องปรับเพิ่ม-ลด?