ธปท. ดึง Non-bank 19 แห่งร่วมโครงการ ‘คลินิกแก้หนี้’ ระยะที่ 2 เริ่ม 15 พ.ค. นี้

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า โครงการคลินิกแก้หนี้ เป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางที่สำคัญของประเทศที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนที่มีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ที่ไม่มีหลักประกันกับเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งปกติการปรับโครงสร้างหนี้จะทำได้ยากเนื่องจากเจ้าหนี้แต่ละราย มีหลักเกณฑ์ที่ต่างกันและลูกหนี้จะต้องเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละรายด้วยตนเอง โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะเป็นหน่วยงานกลางที่เจรจากับลูกหนี้แทนเจ้าหนี้ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนรายย่อยมีโอกาส แก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จและสามารถหลุดจากวงจรหนี้

ทั้งนี้ โครงการนำร่องในระยะแรกครอบคลุมเฉพาะหนี้ของธนาคารพาณิชย์ ในระยะที่ 2 จึงได้ขยายขอบเขตให้รวมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของผู้ประกอบการ Non-bank ซึ่งจะทำให้โครงการสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ในวงกว้างและเบ็ดเสร็จมากขึ้น เนื่องจากลูกหนี้ของ Non-bank มีจำนวนกว่า 80% ของทั้งหมด ในครั้งนี้มีผู้ประกอบการ Non-bank 19 แห่ง ยินดีเข้าร่วมโครงการ และเมื่อรวมกับธนาคารพาณิชย์ 16 แห่งที่ร่วมโครงการอยู่แล้ว จะทำให้โครงการคลินิกแก้หนี้ครอบคลุมสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเกือบทั้งระบบ โดยลูกหนี้ของ Non-bank สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป

นางสาวณญาณี เผือกขำ ประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล กล่าวเพิ่มเติมว่า การขยายขอบข่ายความร่วมมือในระยะที่ 2 จากเดิมที่ครอบคลุม เฉพาะลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ ให้ครอบคลุมลูกหนี้ของผู้ประกอบการ Non-bank อีก 19 แห่ง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าโครงการ และช่วยให้การแก้ปัญหาโดยรวมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้จะมีภาระการผ่อนชำระคืนต่อเดือนที่น้อยลง ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนและคงที่ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครงการ โดยสามารถผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี โครงการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้มีโอกาสผ่านพ้นวิกฤติทางการเงินไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบซึ่งจะส่งผลให้ปัญหายิ่งรุนแรงขึ้น

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ประธานกรรมการบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มโครงการคลินิกแก้หนี้ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM ทำหน้าที่หน่วยงานกลางเชื่อมโยงลูกหนี้รายย่อยกับเจ้าหนี้ธนาคารหลายแห่งให้สามารถหาทางออกในการแก้ปัญหาหนี้สินร่วมกัน โดยข้อมูล ณ เมษายน 2562 มีผู้สนใจสมัครเข้าโครงการจำนวน 44,600 ราย โดยในจำนวนนี้ SAM ได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ (Counselling) และมีลูกหนี้ประมาณ 1,500 ราย ที่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ รวมทั้งมีลูกหนี้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นและออกจากโครงการจำนวน 16 ราย นอกจากนี้ มีการให้ความรู้ทางการเงินแก่ลูกหนี้ พนักงานของบริษัท หน่วยงานราชการ และเอกชนต่างๆ กว่า 2,200 คน

โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการ Non-bank 19 แห่ง จะช่วยให้โครงการ สามารถเป็นกลไกแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้อย่างกว้างขวางและครบวงจรมากขึ้น โดย SAM ได้เตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการอย่างเต็มที่ ทั้งการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ผู้ให้ คำปรึกษาแก้ไขปัญหาหนี้สิน การพัฒนาระบบงาน รวมทั้งเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารใหม่ คือ “Line official account – debt clinic by SAM” ซึ่งจะทำให้การติดต่อและสมัครเข้าร่วมโครงการกับ SAM ทำได้ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ SAM ยังจัดโครงการพบกันวันหยุดกับโครงการคลินิกแก้หนี้เปิดบริการ ในวันเสาร์ที่ 11, 18 และ 25 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.00 น.- 16.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อและสมัครเข้าร่วมโครงการ

สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท บริหาร สินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) โทรศัพท์ 0 2610 2266 หรือสมัครที่เว็บไซต์ www.debtclinicbysam.com หรือ www.คลินิกแก้หนี้.com

ไม่ตลก!! สถานทูตไทยจี้ รายการโทรทัศน์เยอรมันขอโทษ กระทำไม่เหมาะสม

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน จี้รายการโทรทัศน์เยอรมันขอโทษ หลังล้อเลียนประเพณีอันดีงามของไทย

วันนี้ (8 พ.ค. 2562) เพจ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รายการโทรทัศน์รายหนึ่งของเยอรมันออกมาขอโทษ

หลังมีการนำเสนอเนื้อหาไม่เหมาะสม ด้วยการล้อเลียนขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย จนสร้างความไม่สบายใจให้แก่คนไทยเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งได้ส่งหนังสือไปยังผู้บริหารรายการดังกล่าว เพื่อชี้แจงประเพณีดังกล่าวของคนไทย โดยระบุว่า

ประเพณีการหมอบกราบ ในประเทศไทยเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพระดับสูงสุด คนไทยปฏิบัติต่อบิดามารดา บรรพบุรุษ และผู้ที่เป็นที่เคารพอย่างสูง

เป็นเรื่องสำคัญของชาวไทยที่จะดำเนินประเพณีอันล้ำค่าด้วยความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมและประเพณี เป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกเปรียบเทียบหรือติดสินโดยวัฒนธรรมอื่น และวัฒนธรรมนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ

สถานเอกอัครราชทูตไทย ยังระบุว่า รู้สึกผิดหวังว่าวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างถูกทำให้เป็นเรื่องน่าขันในประเทศพัฒนานี้ ทั้งยังมีการวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดความเคารพและความเข้าใจ ฯลฯ สถานเอกอัครราชทูตไทย เรียกร้องให้รายการและพิธีกรขออภัยต่อเหตุการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางรายการดังกล่าว ได้โพสต์ขออภัยในเฟซบุ๊ก หากเนื้อหาในรายการทำให้มีคนรู้สึกขุ่นเคือง แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกวัฒนธรรมของไทยแต่อย่างใด

เตือน! นำสลากปลอมไปขึ้นเงินรางวัล จำคุกสูงสูด 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท

กองสลากฯ เตือนผู้รับซื้อรางวัลควรตรวจสอบให้รอบคอบ ชี้ นำสลากปลอมไปขึ้นเงินรางวัล จำคุกสูงสูด 5 ปี ปรับสูงสุด 1 แสนบาท

วันนี้ 8 พฤษภาคม 2562 ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่มีผู้นำสลากปลอมที่มีการแก้ไขตัวเลขและคิวอาร์โค้ดไปขึ้นเงินรางวัลว่า จากที่ได้ติดตามจากการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนทราบว่าเป็นสลากที่มีการแก้ไขตัวเลขและคิวอาร์โค้ด รวมทั้งแก้ไขแถบพิมพ์ตัวอักษรด้านข้าง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอาญามีโทษจำคุกและปรับด้วย

ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีหลากหลายรูปแบบ จึงขอให้ผู้ประกอบอาชีพรับซื้อรางวัลใช้ความระมัดระวังตรวจสอบสลากอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น โดยในเบื้องต้นให้ใช้วิธีการเปรียบเทียบกับสลากของจริงของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดนั้น ๆ เพื่อหาความแตกต่างกับสลากที่ต้องการตรวจพิสูจน์ เช่น ตรวจดูคุณลักษณะทั่วไปของสลาก คือความหนาบางของกระดาษ รูปภาพสลาก ขนาดของตัวเลข และขนาดของตัวอักษร

โดยตรวจสอบคุณลักษณะพิเศษของสลาก ให้สังเกตว่ากระดาษที่ใช้พิมพ์สลากจะมีลายน้ำในเนื้อกระดาษเมื่อส่องกับแสงไฟสีขาว หรือแสงสว่างจะมองเห็นลายน้ำรูปนกวายุภักษ์ในเนื้อกระดาษ และเมื่อส่องกับแสงไฟสีม่วง (แสงยูวี) จะมองเห็นเส้นไหม และเส้นที่พาดผ่านตัวเลขมีลักษณะเรืองแสง หรืออาจใช้น้ำสะอาดมาถูบนสลาก ซึ่งหมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขสลากของจริงเมื่อถูกน้ำจะไม่ละลาย

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้วิธีตรวจหาร่องรอยการแก้ไข หรือการตัดแปะตัวเลขบนสลากได้โดยใช้กล้องหรือแว่นขยายส่องบริเวณจุดที่สงสัยว่าจะมีการแก้ไข เช่น บริเวณหมายเลขสลาก หรืองวดวันที่ โดยนำตัวเลขจากฉบับอื่นมาปะทับบนตัวเลขที่ไม่ต้องการ หรือตัวเลขที่ไม่ถูกรางวัลเพื่อให้ได้หมายเลขตรงกับสลากที่ถูกรางวัล รวมทั้งการแก้ไขด้วยวิธีขูด ลบ ลอก ตัวเลขเดิมที่ไม่ต้องการออก แล้วนำตัวเลขจากสลากฉบับอื่นมาปะแทนเพื่อให้ได้หมายเลขตรงกับสลากที่ถูกรางวัล เป็นต้น

นอกจากการตรวจสอบสลากอย่างรอบคอบแล้ว ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้แนะนำให้ผู้ประกอบอาชีพรับซื้อรางวัล มีการเฝ้าระวังเพิ่มเติม โดยการขอให้ผู้มาขึ้นเงินรางวัลแสดงบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อตรวจดูว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ พร้อมถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อได้ไว้หลังสลาก

โดยให้ผู้รับรางวัลลงลายมือชื่อไว้ หรือหากไม่สามารถเขียนหนังสือได้ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ หรือถ่ายภาพผู้นำสลากมาขึ้นเงินรางวัลคู่กับตัวสลาก ตลอดจนถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประชาชน รวมทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดในบริเวณที่รับซื้อรางวัล การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยคัดกรอง และป้องกันผู้ที่คิดจะนำสลากปลอมหรือสลากแก้ไขตัวเลข ไม่ให้มาหลอกขึ้นเงินรางวัลได้

ทั้งนี้ หากผู้รับซื้อรางวัลหรือประชาชนมีข้อสงสัย สามารถศึกษารายละเอียดการตรวจสอบสลากปลอมได้จากเว็บไซต์สำนักงานฯ www.glo.or.th หรือ สอบถามได้ที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์ สำนักจ่ายรางวัล หมายเลขโทรศัพท์ 0 2528 9641-44 หรือ 0 2528 9999

สำหรับผู้กระทำหรือผู้นำสลากปลอมแปลงหรือแก้ไขตัวเลขไปใช้ขอรับรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือที่อื่นใด มีความผิดอาญา ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท