‘ปิยบุตร’ ชี้คำวินิจฉัยศาล รธน. ไม่กระทบการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

“ปิยบุตร” ชี้ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาล รธน. เป็นอย่างไร ก็ไม่กระทบการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ – ย้ำต้องยึด ม.91เป็นหลัก เตือน กกต.ระวังใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.62 พรรคอนาคตใหม่ จัดแถลงข่าวกรณี 1.การคำนวณจำนวนที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ 2.กรณีการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด โดยมี นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมาก

โดย นายปิยบุตร กล่าวว่า เรื่องการคำนวณ ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ ขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ที่เกี่ยวข้องมี 2 มาตรา คือรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พรป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งในการอ่านและตีความ มาตรา 91 (1) ( 2) และ(4) สรุปได้ว่า การคำนวณการได้ ส.ส. ต้องคิดตามจำนวน ส.ส. พึงมีของแต่ละพรรค ซึ่งที่ กกต. คิดมาแล้ว คะแนนที่จะได้ ส.ส.อยู่ที่ 71,057.4980 คะแนน หรือประมาณ 71,000 คะแนน พรรคไหนได้คะแนนรวมทั้งประเทศไม่ถึงก็จะไม่มี ส.ส. กรณีที่เป็นข้อยกเว้นนั่นคือกรณีมี ส.ส.เขตเกินจำนวน ส.ส.พึงมี ซึ่งคือกรณีพรรคเพื่อไทยที่ได้จำนวน ส.ส.พึงมีอยู่ที่ 111 ที่นั่ง แต่ได้ ส.ส.แบ่งเขตไปแล้ว 137 ที่นั่ง

“การจะจัดสรรให้พรรคการเมืองว่าได้ ส.ส.เท่าใดนั้น ต้องมี 71,000 ก่อน ตามกฎหมายมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น ซึ่งจากฐานข้อมูลของ กกต. ตามที่แถลงข่าวคือ มีจำนวน 16 พรรค และเมื่อตัดพรรคเพื่อไทยที่ได้ ส.ส.เกินจำนวนพึงมีไปแล้ว จะเหลือ 15 พรรคเท่านั้นที่ได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ โดยพรรรคอนาคตใหม่ ตามคะแนนดิบที่ กกต.เคยประกาศไว้ เรามี 6,265,950 คะแนน และอาจจะเพิ่มขึ้นอีกจากการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งคะแนนประมาณ 6.3 ล้านนี้ คำนวนแล้วได้ 88 ที่นั่ง

แต่การที่พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.เขตเกินจำนวนพึงมีที่เรียกว่าโอเวอร์ แฮง ทำให้เราได้ ส.ส.พึงมีลดเหลือที่ 87 ที่นั่ง และเมื่อได้แบบแบ่งเขตมาแล้ว 30 ที่นั่ง ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 57 ที่นั่ง นี่คือการคำนวณตามกฎหมาย ซึ่งถ้าพรุ่งนี้ กกต. ยืนยันใช้สูตรที่เรียกว่า “27 พรรค” จะทำให้พรรคอนาคตใหม่กระทบกระเทือน ส.ส.เราจะหายไปถึง 7 ที่นั่ง คิดเป็นคะแนนดิบแล้วประมาณ 6 แสนคะแนน เท่ากับเสียงพี่น้องประชาชนจำนวนนี้ถูกทิ้งน้ำหมด แสดงว่าระบบการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่บอกว่าออกแบบมาให้ความสำคัญกับทุกๆ คะแนนเสียงมีปัญหา” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า กรณีคะแนนคนไทยในนิวซีแลนด์ไม่ถูกนำมานับ นั่นคือทิ้งน้ำแล้วครั้งหนึ่ง การตีความในวันพรุ่งนี้จะเป็นอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งมีผลอย่างมีนัยสำคัญถ้ายืนยันจะให้ 27 พรรคได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ นั่นหมายความว่า จะทิ้งคะแนนพี่น้องที่เลือกพรรคอนาคตใหม่อีก 6 แสนคะแนน ซึ่งจะส่งผลหลายประการ ได้แก่ 1. เกิดความไม่เป็นธรรม กับพรรคการเมืองที่คะแนนถูกทิ้งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย แต่พรรคอนาคตใหม่โดนมากที่สุดคือ ส.ส.จะหายไปมากที่สุด

2. เกิดความไม่เป็นธรรมกับ ส.ส.แบบแบ่งเขต ซึ่งบางเขตต้องได้ 3-4 หมื่นคะแนนถึงจะชนะได้เป็น ส.ส. แต่เทียบกับปาร์ตี้ลิสต์กลับปรากฏว่ามี 11 พรรคการเมืองที่ได้ 3- 6 หมื่นคะแนนจากผู้เลือกตั้งทั้งประเทศได้เป็น ส.ส. และ 3.ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคฝ่ายต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. จำนวน ส.ส.จะหายไปทันทีเกือบ 10 คน การจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนไปทันที

นายปิยบุตร กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้ กกต. ต้องคำนวนที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 เป็นหลัก คือ พรรคไหนไม่ถึง 71,000 คะแนน ต้องไม่นำมาคำนวณด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนรู้ตั้งแต่แรกแล้วตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และพรุ่งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ประเด็นวินิจฉัย พรป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ว่าด้วยการคำนวน ส.ส. ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่นั้น

ไม่ว่าจะวินิจฉัยเป็นเช่นใด ขัดหรือไม่ขัด ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งใน วันที่ 24 มีนาคม ไม่ต้องกังวลเรื่องจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พรป.การเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้ ม.128 สิ้นผลไป แต่อย่างไรก็ตาม กกต.ก็ยังมีมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ เป็นฐานทางกฎหมายในการคำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส.อยู่ดี หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 128 ไม่ขัด ก็ไม่ได้หมายความว่าการตีความของ กกต. ว่าจะใช้สูตร “27 พรรค” สามารถทำได้ กกต. ไม่อาจคำนวนสูตรปาร์ตี้ลิสต์เป็นอื่นได้ ต้องยึดรัฐธรรมนูญ ม.91 เป็นหลักเช่นกัน

หากแต่สิ่งที่กำลังขยายความกันไปตอนนี้ ทำราวกับว่าถ้า มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้ว จะเปิดไฟเขียวให้ กกต. นำ “สูตร 27 พรรค” มาใช้ทันที ซึ่งขอยืนยันว่าเป็นคนละเรื่องกัน เพราะ เมื่อ ม.128 ไม่ขัด รธน มาตรา 128 คงอยู่ในระบบกฎหมาย การเอา ม.128 มาใช้ก็เป็นอำนาจในการใช้และตีความของ กกต. และถ้าใช้อำนาจตีความ มาตรา 128 จนเกิดสูตร “27 พรรค” และไปขัดกับ ม.91 ก็เป็นกรณีที่ กกต. ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่อง พรป.ขัด รธน

“การใช้อำนาจของ กกต. หากทำให้พรรคอนาคตใหม่เสียหาย 6 แสนคะแนน ส.ส.7 คน หายไป พวกเขาเหล่านี้มีส่วนได้เสียในการที่จะดำเนินการต่อไปกับการใช้อำนาจหน้าที่ที่ขัดรัฐธรรมนูญของ กกต. ซึ่งมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา 157 มีโทษตาม พรป คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ซึ่งเป็นบทหนัก รวมถึงขัดกับมาตรฐานจริยธรรมขององค์กรอิสระด้วย

ซึ่งเรื่องนี้สุ่มเสี่ยง ถ้าตีความให้กลายเป็นสูตร 27 พรรค จะทำให้กลายเป็นขัดกับรัฐธรรมนูญ ม.91 ซึ่งวันพรุ่งนี้ ทีมกฎหมายพรรคอนาคตใหม่จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อให้ยึดการคำนวณตามรัฐธรรมนูญเป็นหลัก และส่งสัญญาณถึง กกต.ให้พึงระวังการใช้อำนาจโดยมิชอบ เราจะปกป้อง ส.ส. 7 คน และรักษาคะแนนเสียง 6 แสนคะแนนอย่างถึงที่สุด และเรื่องนี้สาธารณชนกำลังเฝ้าจับตา มีความหมายยิ่ง การคำนวณสูตรบัญชีรายชื่อไม่ได้กระทบต่อพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น แต่กระทบต่อพี่น้องประชาชนที่เลือกเรา และที่สำคัญกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวถึง กรณีการโอนหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ว่า วันนี้ฝ่ายกฎหมายได้เดินทางไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการไต่สวน กกต.เรียบร้อย โดยประเด็นที่ยื่นไปเป็นเรื่องกฎหมาย เช่น แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกา แนวคำพิพากษาศาลปกครอง หลายฉบับ ยืนยันว่า การโอนหุ้นมีผลตั้งแต่ผู้โอนและผู้รับโอนลงนามในตราสารโอนหุ้น ซึ่งเรายืนยันว่า 1. กกต.ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. อีกแล้ว โดยเฉพาะหลังการประกาศรับรองผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตในวันนี้ 2.กกต.ไม่มีอำนาจแจกใบส้มกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพราะเรื่องใบส้มนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง

3.การที่ กกต. อ้างเรื่อง มาตรา 41 พรป.กกต. ซึ่งเป็นบททั่วไป เขียนกว้างๆ ในเรื่องอำนาจหน้าที่นั้น นำมาใช้กับบทเฉพาะแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งหาก กกต.ยืนยันว่ามีอำนาจ ต่อไปกฎหมายอื่นก็ไม่จำเป็นต้องมีใช้ มีแค่มาตรานี้มาตราเดียวพอ 4.การตั้งข้อกล่าวหานายธนาธร ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เคลือบคลุม ไม่ชัดแจ้ง ไม่เปิดโอกาสให้เจ้าตัวชี้แจง ผิดหลักกระบวนการดำเนินคดีที่เป็นธรรมและหลักความเสมอภาคระหว่างคู่กรณี และ 5.การโอนหุ้นมีผลเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 นายธนาธรไม่ได้ถือหุ้นสื่อในวันรับสมัครเลือกตั้ง ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานชัดว่าโอนในวันที่ 8 มกราคม และข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา ก็ยืนยันชัดเจนว่าให้มีผลตั้งแต่วันนั้น

“เรายืนยันว่า กรณีนายธนาธร ไม่มีวัน ไม่มีหนทาง ไม่มีช่องทางใดจะถูกแจกใบส้ม หรือจะถูกแขวนใน 5 เปอร์เซ็นต์ เพราะการแขวนนั้นใช้กับ ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เนื่อจากการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขตเป็นตัวหลัก ขณะที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นของแถม อย่างเช่นวันนี้ที่ประกาศรับรองแล้ว ก็เพื่อนำคะแนนของ ส.ส.แบบแบ่งเขต ไปคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ต่อไป ดังนั้น จะไม่มีเรื่องการแจกใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ได้แน่นอน พรรคอนาคตใหม่มั่นใจ หากองค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างอิสระ ตามกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่อยู่ใต้แรงกดดันจากผู้มีอำนาจใด นายธนาธรจะได้เข้าสู่สภา ฯ เป็น ส.ส.อย่างแน่นอน” นายปิยบุตร กล่าว

ภัยแล้งลามหนัก!! เร่งฉีดน้ำต่อชีวิต ลำไยแห้งตายเกือบ 2 หมื่นไร่

เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแม่สอย จังหวัดเชียงใหม่ เร่งฉีดน้ำต่อชีวิต ลำไยทยอยแห้งตายเกือบ 2 หมื่นไร่ ภัยแล้งลามหนัก

วันนี้ (7 พ.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภัยแล้งรุนแรงหนัก ฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่า 4 เดือน ลำไยเสียหายหนักทยอยยืนต้นตาย เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือนำรถบรรทุกน้ำฉีดพ่น ขณะที่ชาวสวนลำไยต้องนอนค้างคืนรดน้ำลำไย เนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำบาดาลไม่พอใช้ ทำให้ไฟฟ้าตก ต้องแย่งกันสูบน้ำ

เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ นำรถบรรทุกน้ำมาฉีดพ่นน้ำต้นลำไยในสวนของนายอุทัย แสนอ้าย ในหมู่บ้านใหม่สารภี ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง ต้นที่กำลังเหี่ยวเฉาใกล้ยืนต้นตายกว่า 300 ต้น หลังภัยแล้งรุนแรงจนทำให้ขาดน้ำหล่อเลี้ยงต้นลำไยทั้งหมด จนทำให้หลายต้นเริ่มแห้งตาย

นายอุทัย บอกว่า ลงทุน 5 หมื่นบาท ปลูกลำไยนอกฤดูเมื่อเดือนกันยายน 2561 รวมทั้งหมด 70 ต้น ช่วงนั้นยังมีฝนตกลงมาบ้าง ทำให้คิดว่าจะได้ผล แต่ปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ต้องประสบกับภาวะความแห้งแล้ง แหล่งน้ำเริ่มขาดแคลน สถานการณ์ทวีความรุนแรง ทำให้ชาวสวนในพื้นที่ต่างแย่งกันสูบน้ำบาดาลหวังนำมาหล่อเลี้ยงสวนลำไย

จนทำให้กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำไม่พอ ทำให้กระแสไฟฟ้าตก ไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ เนื่องจากบ่อบาดาลที่เจาะไว้มีความลึกกว่า 100 เมตร ล่าสุดมีชาวสวนลำไรได้รับผบกระทบแล้วกว่า 100 ราย จึงขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นายวรชน ดีคำป้อ นักวิชาการเกษตร เทศบาลตำบลแม่สอย เปิดเผยว่า อำเภอจอมทองเป็นพื้นที่ปลูกลำไยแหล่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า 5.7 หมื่นไร่ ปัญหาที่เกิดขึ้น เบื้องต้นได้แนะนำชาวสวนเร่งตัดแต่งกิ่งลำไยทั้งหมด เพื่อรักษาลำต้นไว้และเร่งสูบน้ำมารดต้นลำไย และ เร่งใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงต้น เพื่อให้ต้นลำไยแตกใบใหม่ ขณะที่การช่วยเหลือระยะเร่งด่วน เจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกน้ำมาฉีดพ่นลำต้นและใบลำไย เพื่อรักษาความชุ่มชื้นก่อนที่ต้นลำไยจะยืนต้นตาย นอกจากนี้ยังแนะนำให้เกษตรกรนำเศษไม้เศษวัสดุทางการเกษตร พูนโคนต้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับต้นลำไย

ขณะที่ นายวิทธิกร ปัญญามี ผู้ใหญ่บ้านใหม่สารภี บอกว่า ในหมู่บ้านมีพื้นที่ปลูกลำไยเกือบ 2 หมื่นไร่ และกำลังประสบปัญหาภัยแล้งอยากหนัก ตอนนี้ชาวสวนลำไยต้องการให้มีการขยายระบบไฟฟ้ามาในพื้นที่เพื่อใช้ในการสูบน้ำบาดาล เนื่องจากอยู่นอกเขตชลประทาน รวมทั้งยังต้องการสถานีสูบน้ำพลังไฟฟ้า เพื่อใช้สูบน้ำจากแม่น้ำปิงขึ้นมาใช้แก้ไขปัญหาภัยแล้ง เบื้องต้นกลุ่มผู้ใช้น้ำได้ทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ยังติดขัดเรื่องระเบียบอื่นๆอยู่

นายกฯ ยันไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร รับใจหายรัฐมนตรีลาออกไปเป็น สว.

พล.อ.ประยุทธ์ รับใจหาย คณะรัฐมนตรี 15 คนลาออกไปเป็น ส.ว. แต่ขอให้มองในทางสร้างสรรค์ ตั้งคนคุ้นเคยทำงานต่อ ยันเหลือน้อยแต่ก็ยังทำงานได้

วันนี้ (7 พ.ค. 2562) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีที่มีรัฐมนตรี 15 คน ขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปทำหน้าที่เป็น วุฒิสภา หรือ สว. ว่า คิดๆ ไปก็ใจหายเพราะทำงานร่วมกันมานาน

เดิมคณะรัฐมนตรีมี 32 คน เหลือ 17 คน ยังสามารถประชุมได้ตามปกติ ส่วน คสช. จากเดิม 15 คนเหลือ 11 คน แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีจำนวนเหลือเท่าไรรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เหลือยังบริหารงานต่อไปได้ รัฐบาลได้วางแผนการทำงานตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว

การที่รัฐมนตรีลาออกไปเป็น ส.ว.นั้น อย่าคิดว่าเป็นศัตรูกับใคร ให้มองอย่างสร้างสรรค์ว่า เขาทำอะไรกันไปบ้างตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะวันข้างหน้าในการที่จะวางพื้นฐานประเทศทุกๆ ด้าน มันก็ควรจะคนที่รู้เรื่องการทำงานในช่วงที่ผ่านมาเข้าไปอยู่ใน ส.ว. ด้วย เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงเรื่องการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำสั่ง และประกาศ คสช. ที่มีมาตั้งแต่ปี 2557 ว่า ประกาศและคำสั่ง คสช.มีรวม 456 ฉบับ ให้ยกเลิก 68 ฉบับ คงไว้ 65 ฉบับ และอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมาย แล้วจึงใช้กฎหมายใหม่ยกเลิก 77 ฉบับ (ซึ่งทั้ง 77 ฉบับนี้ต้องยกเลิกอยู่แล้ว)