ไทย-เมียนมา ร่วมหารือข้อตกลงอาเซียนเรื่อง ‘มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน’

ไทย-เมียนมา ร่วมหารือภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น. นายประจวบ อาจารพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยนายเต็งอ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดบอลาแคะ (ผู้แทนรัฐคะยา) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคณะ ประชุมร่วมกับศูนย์อํานวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อหารือภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน Asean Agreement on Transboundary Haze Pollution (AATHP) ณ ห้องประชุมพญาพิศาลห้องสอนบุรี สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ฝ่ายไทย ให้ข้อมูลเรื่องสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า โดยสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ข้อมูลการจัดการชิงเผาโดยหลักวิชาการ โดยสํานักงานป่าไม้ที่ 1 จังหวัดแม่ฮ่องสอน ข้อมูลการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตร โดยสํานักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน ข้อมูลการจัดการเชื้อเพลิงโดยเทคโนโลยี โดยสํานักงานหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน และข้อมูลการดําเนินงานการดับไฟป่าของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 นอกจากนี้ ยังมีการหารือกรอบความร่วมมือในปี พ.ศ. 2563 และข้อเสนอแนะในการร่วมมือทั้ง 2 ฝ่าย

ช่วงบ่าย คณะฯ มีกำหนดดูงานการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม โดยสํานักงานพัฒนาที่ดิน ดูงานการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่การเกษตรด้วยเทคโนโลยี (ถ่านอัดแท่ง) โดยหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน และดูงานการสาธิตการดับไฟป่าของชุดการปฏิบัติการร่วม ณ สถานีดับไฟป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน

สำหรับจุดความร้อนสะสม 7 อำเภอ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ข้อมูลจากดาวเทียมระบบ Modis ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 6 พ.ค. 2562 พบจำนวน 1,618 จุด ในพื้นที่ อ.แม่สะรียง 418 จุด อ.เมือง 278 จุด อ.สบเมย 181 จุด อ.ปาย 267 จุด อ.ปางมะผ้า 252 จุด อ.แม่ลาน้อย 90 จุด และ อ.ขุนยวม 132 จุด โดยแบ่งตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน (ข้อมูล จากดาวเทียมระบบ Modis) ในเขตป่าอนุรักษ์ 1,003 จุด เขตป่าสงวนแห่งชาติ 553 จุด เขตสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) 4 จุด เขตพื้นที่เกษตร 17 จุด และเขตชุมชนและอื่นๆ 41 จุด

กรมควบคุมโรคเผย สถานการณ์โรคซิฟิลิส มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มอบหมายหน่วยในสังกัดกรมควบคุมโรค เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคซิฟิลิสอย่างใกล้ชิด หลังพบว่าสถานการณ์โรคซิฟิลิสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น พร้อมสนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัย

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2562) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลสถานการณ์โรคซิฟิลิสที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กของโรงพยาบาลบางรัก สังกัดกรมควบคุมโรค นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่ากรมควบคุมโรคให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงได้มอบหมายให้สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคซิฟิลิสอย่างใกล้ชิด

หลังพบว่าสถานการณ์โรคซิฟิลิสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา พบรายงานผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุด ในช่วงอายุ 15-24 ปี คิดเป็นร้อยละ 36.9 ซึ่งอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน และวัยเจริญพันธุ์

ข้อมูลจากการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ปี 2560 พบว่าวัยรุ่นมีแนวโน้ม การมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น โดยอายุเฉลี่ย 13-15 ปี และไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกประมาณร้อยละ 30

ส่วนข้อมูลพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 76.9 และ 66.7 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 74.1 และ 76.9 ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 69.5 และ 74.6 จากข้อมูลทำให้เห็นว่าวัยรุ่นยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ซึ่งจะทำให้วัยรุ่นติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอชไอวี และการท้องไม่พร้อม

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า โรคซิฟิลิส เป็นโรคที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การรับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อ หรือจากแม่ที่ติดเชื้อซิฟิลิสแล้วไม่ได้รับการรักษาสู่ทารกในครรภ์ หลังจากได้รับเชื้อในช่วงแรกอาจจะพบแผลที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลจะหายได้เอง และจะมีผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ อาจมีผมร่วงเป็นหย่อมๆได้ โดยผู้ติดเชื้อบางรายอาจจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อนั้นจะอยู่ในร่างกายถ้าไม่ได้รับการรักษา

เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดความผิดปรกติที่สมอง และระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีอาการแสดง ผู้ป่วยจะทราบว่าติดเชื้อได้ต่อเมื่อมีการไปตรวจเลือด เช่น การตรวจเลือดเพื่อบริจาคเลือด หรือการตรวจคัดกรองในระยะฝากครรภ์ ซึ่งโรคนี้มียารักษาและสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควรมีการตรวจติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูระดับผลเลือด

สำหรับการป้องกันโรค นั้น กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และรับผิดชอบต่อคู่และสังคม ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หากมีความเสี่ยงมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ขอแนะนำให้เจาะเลือดเพื่อตรวจคัดกรองซิฟิลิสและเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและลดโอกาสการแพร่เชื้อของโรคได้

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค มีนโยบายสนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งประชาชนสามารถรับถุงยางอนามัยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ผ่านสถานบริการของรัฐและหน่วยงานสังกัดกรมควบคุมโรค หากผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าตนเองป่วย สามารถขอรับคำปรึกษาโดยผ่านทาง facebook Bangrak STIs Center

รวมทั้งข้อมูลความรู้ในการป้องกันตนเองและคู่ให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ การใส่ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนปรึกษาเอดส์ โทร.1663 หรือที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

กกต. รับรอง ส.ส. แบบแบ่งเขต 349 รายแล้ว เว้นเชียงใหม่ เขต 8

กกต. รับรองผลเลือกตั้ง แบ่งเขตแล้ว 349 คน ขณะ ปาร์ตีลิสต์ รอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญพรุ่งนี้

วันนี้ (7 พ.ค. 2562) คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นำโดย นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ ได้ออกแถลงการประกาศศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 349 คน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 127 แล้ว

โดยนายแสวง เผยว่า การประกาศผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ 350 เขต ไม่ใช่ร้อยละ 95 แต่อย่างใด ส่วนเรื่องคำร้องที่ได้ยื่นมานั้น เป็นเพียงการกล่าวหายังไม่ใช่ผู้กระทำผิดจึงต้องให้โอกาสชี้แจงว่าถูกกล่าวหาจริงหรือไม่

ดังนั้นกฎหมายจึงให้โอกาสในการรับรองไปก่อนและหากในภายหลัง พบว่าผลการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ชี้ว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จะดำเนินการส่งศาลเพื่อพิจารณาต่อไปและไม่กระทบกับการประกาศรับรองผลในครั้งนี้

พร้อมกันนี้ นายแสวง ยังได้กล่าวถึง การประกาศรับรอง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ว่า จะมีการประกาศผลได้ไม่เกินวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

ซึ่งกรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 พฤษภาคม เรื่องสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยืนยันว่าไม่ว่าศาลจะมีมติออกมาในแนวทางใด สำนักงาน กกต. ได้มีแนวทางบริหารไว้หมดแล้ว โดยเบื้องต้นมีพรรคการเมืองที่นำมาคำนวณทั้งหมด 74 พรรค