เปิดภาพรถหุ้มเกราะ จนท.ตชด.432 หลังถูกลอบวางบึ้ม ที่ สงขลา

โฆษกตำรวจ เผยเหตุลอบบึ้ม เจ้าหน้าที่ตำรวจหมวดเฉพาะกิจ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 432  ที่ สงขลา เป็นการสร้างสถานการณ์ เร่งรวบรวมหลักฐานเร่งล่า

วันนี้ (6 พ.ค. 2562) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุการณ์ คนร้ายลอบระเบิด เจ้าหน้าที่ตำรวจหมวดเฉพาะกิจ

กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 432  ในพื้นที่ สภ.ห้วยปลิง อ.เทพา จ.สงขลา จนทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 นาย ขณะนำกำลังเข้าระงับเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 109 ม.10 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่  ว่า

เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นการสร้างสถานการณ์ของคนร้ายในพื้นที่ โดยขอประนามการกระทำของกลุ่มผู้ที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ที่มุ่งหวังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้พนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพทำแผนที่เกิดเหตุ

ทำแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุ และดำเนินการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์และผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมยังให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่หาเบาะแสหรือข้อมูลของคนที่ก่อเหตุและตรวจสอบกล้องวงจรปิด ในพื้นที่ที่เกิดเหตุเพื่อติดตามล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดีแล้ว ทั้งนี้ก็ขอความร่วมมือประชาชนในการช่วยเป็นหูเป็นตา เฝ้าสังเกตบุคคล วัตถุต้องสงสัย หากพบให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้แสดงความห่วงใยถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว กำชับผู้บังคับบัญชาดูแลสวัสดิการอย่างใกล้ชิดอย่าให้เกิดความบกพร่อง พร้อมมีข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุได้โดยเร็ว เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอาชญากรรม ในความเข้มงวดการตรวจตราสถานที่ต่างๆ

เช่น แหล่งชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว หรือ สถานที่สำคัญ ที่อาจเป็นเป้าหมาย เพื่อป้องกันและลดการเกิดเหตุในลักษณะแบบนี้ ตลอดจนเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการ ตรวจสอบ ตรวจค้น ยานพาหนะ บุคคลเป้าหมาย บุคคลที่มีหมายจับค้างเก่า

ทั้งในจุดตรวจ จุดสกัด ตามเส้นทางหลักและเส้นทางรอง ให้มีจัดชุดลาดตระเวนในพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ และชุมชน เพื่อสร้างความมั่นใจและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ในช่วงเทศกาลรอมฎอนนี้

กรมราชทัณฑ์ วอนสังคมให้โอกาสผู้พ้นโทษ หวังไม่ให้กระทำผิดซ้ำ

กรมราชทัณฑ์ วอนสังคมให้โอกาสผู้พ้นโทษ เปิดใจยอมรับให้ได้กลับตัว หวังไม่ให้กระทำผิดซ้ำ

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ ที่มีความประพฤติดีให้ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษและปล่อยตัว ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป

โดยในครั้งนี้จะมีผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ จำนวน 2 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ กลุ่มผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว คือ ผู้ต้องกักขัง ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ และผู้ต้องราชทัณฑ์ที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี รวมถึงผู้พิการ ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรง และชราภาพ เป็นต้น

และกลุ่มผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ได้แก่ ผู้ต้องราชทัณฑ์นอกเหนือจากกลุ่มแรก โดยจะได้การลดโทษในอัตราส่วนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับชั้นและฐานความผิด ทั้งนี้ พระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 4 พ.ค.62 เป็นต้นไป โดยระบุให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้

พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องราชทัณฑ์ถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำทัณฑสถาน นั้น กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน องค์กรต่างๆ ได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ ทั้งการให้การศึกษา อบรมพัฒนาจิตใจ การฝึกทักษะอาชีพ และการแนะแนวการประกอบอาชีพ

อีกทั้งยังได้ร่วมกับเครือข่ายภาคสังคม ติดตาม ดูแล และช่วยเหลือผู้พ้นโทษ โดยหวังว่าสังคม ตลอดจนผู้ประกอบการหรือห้างร้านบริษัทต่างๆ จะให้โอกาสผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ร่วมให้กำลังใจและเปิดใจยอมรับผู้ก้าวพลาด ให้ได้กลับตัวเป็นคนดีของสังคมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เขาเหล่านั้นหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

นิด้าโพล เผยปชช. 87.20% ระบุรถเมล์ขึ้นราคาทำค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ศูนย์สำรวจความเห็น นิด้าโพล ได้สำรวจความเห็นเรื่องการขึ้นค่าโดยสารรถประจำทาง (รถเมล์) ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2562 จากผู้ที่ใช้บริการโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 1,258 คน โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อสัปดาห์ จากการที่ ขสมก. และรถโดยสารเอกชนร่วมบริการเพิ่มค่าโดยสาร พบว่า ผู้ใช้บริการโดยสารรถประจำทาง ร้อยละ 87.20 ระบุว่า ไม่เกิน 100 บาท รองลงมาร้อยละ 10.97 ระบุว่า 101-200 บาท และร้อยละ 1.59 ระบุว่า 201-300 บาท

ทั้งนี้ เมื่อมีการเพิ่มราคาค่าโดยสาร ประชาชนก็อยากให้มีการปรับปรับปรุงบริการ พบว่า ร้อยละ 54.87 ระบุว่า สภาพภายในของรถ เช่น ความสะอาด แอร์เย็น เบาะ หน้าต่าง ราวจับ รองลงมาร้อยละ 46.02 ระบุว่า มารยาทของพนักงาน ทั้งการขับรถและการเก็บเงิน และร้อยละ 45.92 ระบุว่า ความเพียงพอของรถ เวลารอรถไม่นาน