มีพระราชโองการประกาศ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชินี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการประกาศ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชินี

วันนี้ (1 พ.ค. 2562) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชินี โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ถูกต้องตามกฎหมาย และราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการแล้ว

จึงมีพระราชโองการให้สถาปนา พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา พระอัครมเหสี เป็น สมเด็จพระราชินีสุทิดา ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

ศรีสุวรรณบุกยื่น กกต.สอบพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย มีหุ้นสื่อ

ศรีสุวรรณบุกยื่น กกต.สอบ พรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย มีหุ้นสื่อผนวกเอาผิดเลขาพรรคพลังประชารัฐ หาเสียงสัญญาว่าจะให้

วันนี้ (1 พ.ค.62) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อตรวจสอบการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของผู้สมัครรับเลือกตั้งและว่าที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย

ซึ่งเมื่อตรวจสอบยืนยันกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยตรวจสอบหนังสือบริคณห์สนธิ ทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วพบว่า มีผู้สมัครรับเลือกตั้งและว่าที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง มีรายชื่อเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน

ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาม ม.98(3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ ม.42(3) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561

นอกจากนั้น ยังมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อขอให้ยื่นคำร้องตรวจสอบและวินิจฉัยเอาผิดกรณี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชารัฐและหาเสียงให้กับพรรคพลังประชารัฐที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

โดยสัญญาว่าจะเพิ่มเงินบัตรคนจน เข้าข่าย “เสนอให้ สัญญาว่าจะให้” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 73(1) และหรือ (2) ประกอบมาตรา 158 แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561หรือไม่ด้วย

เตือน! อาหาร-เวชสำอางผสมสารสกัดกัญชาโดยไม่รับอนุญาต ผิดกฎหมาย

เตือน! นำเข้า ผลิต ครอบครอง หรือใช้ผลิตภัณฑ์อาหาร-เวชสำอางที่มีส่วนผสมสารสกัด “กัญชา” โดยไม่รับอนุญาตจะมีความผิดตามกฎหมาย

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากกัญชาออกมามากและหลากหลายรูปแบบ ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 นั้นเป็นการผ่อนปรนให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในทางอื่นได้

ดังนั้นการนำกัญชาไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร หรือเวชสำอางไม่สามารถทำได้ และไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หรือมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งใช้ประกอบอาหาร หรือเวชสำอางที่มีส่วนผสมของกัญชาล้วนถือเป็นความผิดตามกฎหมายสำหรับอาหารหรือเวชสำอางที่พบว่ามีส่วนผสมของกัญชา

เช่น ลูกอม คุกกี้ ช็อกโกแลต บุหรี่ น้ำยาหรือครีมบำรุงผม บำรุงผิว เป็นต้น ส่วนใหญ่จะผลิตจากต่างประเทศที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ ซึ่งสังเกตดูได้จากบรรจุภัณฑ์หรือสลาก จะมีข้อความระบุส่วนผสมว่ามี สาร THC หรือ CBD ซึ่งเป็นสารสกัดจากกัญชา

เลขาธิการ ป.ป.ส. จึงขอเรียนย้ำว่า สำหรับประเทศไทยกัญชายังเป็นยาเสพติด และมีการปรับกฎหมายเพื่อผ่อนปรนให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น เพราะกัญชามีทั้งส่วนที่เป็นประโยชน์และส่วนที่เป็นโทษ ดังนั้น การผลิต นำเข้า ครอบครอง หรือใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของกัญชาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด

หากไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. จะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกัญชา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. 1386 กด 3 และสายด่วน อย. 1556 กด 3 ในวันและเวลาราชการ