ต้นสังกัดเผยแล้ว คลิปอ้างตำรวจเมา ขับรถจักรยานยนต์ล้ม

ประเด็นน่าสนใจ

  • เผยแล้วคลิปอ้างตำรวจเมาขับรถ ที่แท้ป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน
  • สตช.วอนอย่าเพิ่งตัดสินจากโซเชียล ควรตรวจสอบให้ดีก่อนจะเชื่อเรื่องราวทั้งหมด

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังปรากฏคลิปวีดีโอเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมเครื่องแบบขับรถจักรยานยนต์ แต่พอช่วงหนึ่งไม่สามารถควบคุมรถได้และคล้ายผู้มีอาการคล้ายคนเมาสุรา

เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลง กระทั่งมีประชาชนได้เข้าให้การช่วยเหลือนั้นว่า ขณะนี้ทางสภ.เชิงทะเล ภ.จว.ภูเก็ต ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปรากฏในคลิปได้มีการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวเข้ามาสอบสวนถึงเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว

โดย พ.ต.อ.อกนิษฐ์ ด่านพิทักษ์ศาสตร์ ผกก.สภ.เชิงทะเล ได้เผยว่า นายตำรวจที่ปรากฏในคลิปคือ ด.ต.วิศรุต อุดมจิต ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ สภ.เชิงทะเล ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 17.30 น. ที่ผ่านมา

ขณะที่ ด.ต.วิศรุต กำลังขับรถอยู่บนถนนสายป่าคลอก บริเวณแยกอนุสาวรีย์ ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อกลับบ้านตามปกตินั้น จู่ๆ ก็เกิดอาการวิงเวียนศรีษะ จนคุมรถไม่อยู่จึงนำจอดข้างทาง จากนั้นก็เกิดอาการวูบลง ก่อนที่พลเมืองดีจะเข้าช่วยเหลือ

ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้มีอาการเมาสุราตามที่ถูกกล่าวอ้างในโซเชียลแต่อย่างใด เพราะมีอายุมาก ประกอบกับอาการป่วยด้วยอาการน้ำในหูไม่เท่ากันด้วยจึงทำให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้หลังจากได้พัก ด.ต.วิศรุต ก็สามารถขับรถกลับบ้านต่อได้ปลอดภัยดี ได้พักไม่นานก็สามารถขับรถต่อได้

ดังนั้นขอให้สังคมอย่างเพิ่งด่วนตัดสิน และให้ความเป็นธรรมกับตำรวจนายดังกล่าวด้วย พร้อมกันนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ ยังได้กล่าวต่ออีกว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้ความสำคัญในเรื่องการประพฤติปฏิบัติตน โดยเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายแสดงออกถึงความมีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด

เป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม สร้างความน่าเชื่อและความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ พร้อมกำชับให้ผู้บังคับบัญชาคอยสอดส่องดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดทั้งในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ

โดยหากตรวจสอบพบว่าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะดำเนินทางวินัย อย่างเด็ดขาด ไม่ปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรและเสียกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีอยู่แล้ว

นายกฯ ปลื้มมาตรฐานความปลอดภัยการบินไทยทัดเทียมค่าเฉลี่ยโลก

ประเด็นน่าสนใจ

  • คณะผู้ตรวจสอบของ ICAO เข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานทางการบินของไทยอย่างเต็มรูปแบบ
  • รัฐบาลระบุว่ามาตรฐานความปลอดภัยการบินไทย อยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก ICAO ทั้งหมด 193 ประเทศ
  • ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 ประเทศไทยสามารถปลดธงแดงได้สำเร็จ

พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจระดับประสิทธิผลของการนำมาตรฐานการบิน ICAO มาใช้บังคับใช้ประเทศ (EI) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65.07 สูงกว่าค่ามาตรฐานที่ ICAO กำหนดคือร้อยละ 60 หลังจากที่คณะผู้ตรวจสอบของ ICAO เข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของไทยอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ 13-22 พ.ค.62

ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ระดับประสิทธิผลของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากปี 2558 ที่ ICAO ติดธงแดงมาตรฐานการบินของไทย ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 34.20 ถัดมาเพียง 2 ปี คือ ปี 2560 ประเทศไทยสามารถปลดธงแดงได้สำเร็จ โดยมีระดับประสิทธิผลอยู่ที่ 41.46 และล่าสุดปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65.07 ซึ่งทัดเทียมกับค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก ICAO ทั้งหมด 193 ประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ICAO ชื่นชมความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม จริงจัง และเป็นระบบของไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่านับเป็นความสำเร็จของทุกฝ่าย พร้อมทั้งขอบคุณ ICAO กระทรวงคมนาคม และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ร่วมมือกันจนทำให้ภารกิจนี้สำเร็จ และยืนยันจะรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ ระบุด้วยว่า หาก พ.ร.บ.การเดินอากาศ ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ก็จะทำให้ระดับประสิทธิผลของไทยดีขึ้นไปอีก โดยความสำเร็จนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก”

สำหรับการตรวจสอบเต็มรูปแบบของ ICAO ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ 1) ด้านกฎหมาย 2) ด้านการจัดองค์กรกำกับดูแล 3) ด้านการออกใบอนุญาต 4) ด้านปฏิบัติการบิน 5) ด้านการเดินอากาศของอากาศยาน 6) ด้านบริการเดินอากาศ 7) ด้านสนามบิน

กลุ่มหัวใจสีฟ้า สนับสนุนจุดยืน ‘อภิสิทธิ์’ ไม่เอา ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ

กลุ่มหัวใจสีฟ้า ยื่นหนังสือต่อพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนจุดยืน ‘อภิสิทธิ์’ ไม่เอา ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ

จากผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้แสดงจุดยืนซึ่งเป็นอุดมการณ์ของพรรคมาโดยตลอด ทำให้ผลการเลือกตั้งทั่วไปพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนมหาชนและได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 33 คน รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการอีกจำนวน 21 คนรวมทั้งหมด 54 คน

พวกเราในนามกลุ่มหัวใจสีฟ้า ขอแสดงจุดยืนในการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบอบรัฐสภาและประเพณีการปกครอง คือให้พรรคประชาธิปัตย์เคารพกติกาเคารพในเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

โดยนับจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่เห็นด้วยในการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อสืบอำนาจต่ออีกสมัยเพราะจะเป็นการผิดหลักการดังกล่าวข้างต้น

อีกประการหนึ่งการเข้าร่วมรัฐบาลจะต้องใช้นโยบายของพรรคแกนนำเป็นหลัก ซึ่งนโยบายของพรรคพลังประชารัฐนั้นไม่ได้สอดคล้องกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ การเข้าร่วมจึงไม่เกิดผลดีกับประชาชนและกับพรรคประชาธิปัตย์เพราะไม่สามารถผลักดันนโยบายของพรรคได้อย่างเต็มที่