ตร.ปคม.ร่วม 191 รวบตัว ‘นินิว’ คนดูแลโคโยตี้ของ ‘ป๋าเกิด’

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีกลุ่มหญิงสาวซึ่งทำงานเป็นโคโยตี้ในสังกัดของ ‘ป๋าเกิด’ ปรากฎตัวในคลิปถูกเวียนทำโทษด้วยการตบหน้า เนื่องจากขาดงานและทำผิดกฎ
  • ตำรวจตรวจบ้านพัก และนำตัวคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปสอบสวน
  • กลุ่มหญิงสาวผู้เสียหายที่ถูกทำร้าย เข้าแจ้งความกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์
  • มีประเด็นเรื่องการนำเด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีไปเต้นโชว์ตามสถานบันเทิง
  • ตำรวจจับกุม นินิว คนดูแลโคโยตี้ของป๋าเกิด

ตร.ปคม.ร่วม 191 รวบตัว นินิว คนดูแลโคโยตี้ของ ป๋าเกิด “เกิดใหม่รวยจริงนะ”หลังจากกลบหนีประกันตัวชั้นศาล เจ้าตัวรับว่ากลัวติดคุก ทั้งที่ไม่ได้ทำตามที่เป็นข่าวเลย ส่วนกรณีสั่งให้ตบโคโยตี้ในคลิปโดนปรับ 500 บาท ที่ สน.บางกอกน้อย ไปนานแล้ว

จากกกรณีมีกลุ่มหญิงสาวผู้เสียหายทำงานเป็นโคโยตี้ที่ปรากฎในคลิป ถูกลงโทษเวียนกันตบหน้า เนื่องจากขาดงานและทำผิดกฎในบ้านโมเดลลิ่ง จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบบ้านพักในย่านบางขุนนนท์และนำตัวผู้เกี่ยวข้องไปสอบสวน

ต่อมาวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา กลุ่มหญิงสาวผู้เสียหายบางส่วนได้เข้าแจ้งความกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ให้ดำเนินคดีกับ “ป๋าเกิด” เจ้าของธุรกิจโมเดลลิ่ง และ น.ส.นินิว ผู้ดูแลกลุ่มโคโยตี้และบ้านพัก ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในความผิดเรื่องค้ามนุษย์นำเด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีไปเต้นโชว์ตามสถานบันเทิงและดำเนินคดีป๋าเกิดที่บังคับให้สาวโคโยตี้เปิดเรือนร่างและมีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับการทำงานเป็นโคโยตี้ในสังกัด

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 27 พ.ค. 2562 ที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม) พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รอง ผบก.ปคม พร้อมด้วย พ.ต.อ.มารุต กาญจนขันธกุล ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ท.สรกฤช พันธ์ศรี รองผกก.1 บก.ปคม. ชุดจับกุมกก.1 บก.ปคม. ร.ต.อ.วิสูตร เต็งเฉี้ยง รองสว.งานสายตรวจ 1 บก.สปพ. ด.ต.ธนันทรัฐ ธนกิจนิรันดร์ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 บก.สปพ. ด.ต. นรภัทร์ วชิรานุมากุล ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 บก.สปพ. ด.ต.วิโรจน์ ปานย้อย ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 บก.สปพ. ด.ต.วิสิทธิ์ จิตติพันธ์ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 บก.สปพ.

ร่วมจับกุมนางพรรณวรท หรือ นินิว ควบคุม อายุ 36 ปี ข้อหาสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ชักจูงฯ หรือยินยอมให้เด็กแสดงหรือกระทำอันมีลักษณะลามกอนาจารไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด หลังมีหลักฐานตามสมควรในการหลบหนีไม่มาศาลตามกำหนด ตามคดีหมายเลขดำที่ พค.64/2560 หมายจับระหว่างสอบสวนที่ 868/2560 ลงวันที่ 8 พ.ศ.2560 จับกุมบ้านเช่าไม่มีเลขที่ ซอยเนินผักหวาน เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

พ.ต.อ.มานะ กล่าวว่า กรณีภายหลังจากเจ้าหน้าที่สอบสวน กก.1 บก.ปคม. ได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนคุยเด็กเกี่ยวข้องในคดีค้ามนุษย์เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปเต้นโชว์ตามสถาบริการที่จัดให้เฉพาะชาวญี่ปุ่นย่านสุขุมวิท จากการสอบถามนางพรรณวรท หรือ นินิว ทราบว่ากลัวว่าจะต้องติดคุกร่วมกันกับนายเกิดใหม่ หรือป๋าเกิด รวยจริงนะ อายุ 46 ปี จึงได้หลบหนีหมายนัดของศาลอาญาไปอยู่พัทยา

อย่างไรก็ตาม จึงให้คำแนะนำว่าถ้าจะไปประกันตัวกับศาลต้องเตรียมหลักทรัพย์ไปใช้ค้ำประกันตัว ส่วนกรณีรอประกันตัวแล้วไม่ไปศาลอาญานัดตามนัดจำนวนเงินสด 300,000 บาทที่ประกันตัวเอาไว้มีคนช่วยเหลือจากเพื่อน ทางผู้ต้องหาต้องปล่อยให้ถูกยึดไป เนื่องจากไม่ไปตามศาลนัด อย่างไรก็ตาม ได้ให้คำแนะนำให้ผู้ต้องหาให้การตามข้อเท็จจริงเท่าที่รับรู้เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณา หากเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็จะเป็นผลดีต่อผู้ต้องหาดังกล่าว

จากการสอบถามนางพรรณวรท หรือ นินิว ถึงป๋าเกิดทราบว่า นางพรรณวรท หรือ นินิว ไม่ทราบว่าป๋าเกิดเป็นอย่างไร แต่เห็นผ่านเฟซบุ๊กเมียป๋าเกิดทราบว่าศาลชั้นต้นตัดสินว่ามีโทษจำคุก 18 ปี จากนั้นตนจึงร้านเสริมสวยอยู่พัทยา 1 ปี แต่ยืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นเหมือนเด็ก ๆ ที่เต้นทั่วไป เนื่องจากทำตามคำบอกของป๋าเกิดแนะนำจึงทำให้ถูกจับกุมดังกล่าว

แต่ที่หลบหนีตามหมายนัดศาลนั้น มีคนกดดันกลัวว่าจะได้รับโทษจากสิ่งที่ได้ทำ เพราะคิดว่าศาลจะเชื่อผู้เสียหายที่เป็นเด็ก ประกอบกับห่วงลูกชายอายุ 8 ปีที่ตะต้องดูแล แล้วคิดว่าคดีทำร้ายร่างกายที่กับกลุ่มทอมตามที่ปรากฎตามคลิปที่สน.บางกอกน้อยว่าเรื่องจบแล้ว จึงได้หลบหนีหมายนัดดังกล่าว ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปคม. และบก.สปพ. จับกุมได้ครั้งนี้

โดยเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เอาเงินประกันตัวสู้คดีในชั้นศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อนำตัวส่งศาลอาญาเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับคดีดังกล่าวต่อไป

สธ.ยืนยันองค์การอนามัยยังถือกัญชาเป็น ‘ยาเสพติด’

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันองค์การอนามัยยังถือกัญชาเป็นยาเสพติด เปิดให้ใช้ประโยชน์ได้ภายใต้การควบคุม ซึ่งไทยปฏิบัติตามกรอบดังกล่าวเปิดให้ใช้กัญชาเฉพาะประโยชน์ทางการแพทย์ ไม่เสรีกัญชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวยืนยันว่า การเดินหน้าใช้ประโยชน์กัญชาในประเทศไทย ขณะนี้เป็นไปตามกรอบที่ทั่วโลกดำเนินการ และถือว่าก้าวหน้ากว่าที่ใดในเรื่องของการเปิดให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

กัญชา

ซึ่งจากการเดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่อนามัยโลก ที่ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสได้พูดคุยกับรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกที่ดูแลเกี่ยวกับสารเสพติด รวมถึงผู้แทนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ที่เปิดให้นำกัญชาเป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้นั้น ล้วนทำภายใต้เงื่อนไขข้อกำหนดที่รัดกุม เพราะชัดเจนว่าองค์การอนามัยโลกยังคงให้กัญชาเป็นสารเสพติด

การจะใช้สารสกัดจากกัญชา ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 อย่าง คือ CBD ที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ กับสาร THC ที่ทำให้เกิดการเสพติด ประกาศว่าถ้าจะนำกัญชาไปผสมผลิตภัณฑ์ใดก็ตามต้องมีปริมาณ THC ไม่เกิน 0.2% ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาวางขายตามท้องตลาดก็เข้มงวดเรื่องปริมาณส่วนผสมนี้เช่นกัน ถ้าผลิตภัณฑ์ใดมีสาร THC เกิน 1% ถือเป็นยาที่ต้องสั่งจากโดยแพทย์ที่มีใบรับรองให้สั่งจ่ายกัญชาได้

ซึ่งถือเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศไทยดำเนินการ และไทยจำเป็นต้องเข้มงวดเรื่องการใช้ประโยชน์กัญชามากเพราะกัญชาสายพันธุ์ไทยเป็นสายพันธุ์ที่มีสาร THC สูงถึง 10% เกินกว่าระดับที่องค์การอนามัยโลกยอมรับได้มาก

กัญชา

ดังนั้น การที่รัฐบาลเปิดให้ใช้กัญชาเป็นยา ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะยามีทั้งคุณและโทษ หากใช้โดยไม่คำนึงถึงโทษ อันตรายก็จะตกอยู่กับประชาชน สำหรับกรณีแพทย์ รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ที่มีการหยดน้ำมันกัญชาให้ผู้ป่วยนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบตามกระบวนการ ยืนยันทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

สำหรับกรณีมีข้อเรียกร้องของบางกลุ่มให้คลายล็อคกัญชามากกว่าที่เป็นอยู่ ร่วมถึงกระแสรัฐบาลใหม่ กระทรวงสาธารณสุขจะได้รัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนเรื่องกัญชาเสรี จะทำให้กรอบกติกาการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ในประเทศไทยเปลี่ยนไปหรือไม่นั้น นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ตนเองไม่ได้เป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะกฎหมายปัจจุบันที่ทำไว้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลักอยู่แล้ว หากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องไปปรับแก้ในกฎหมาย

Topshop เตรียมปิดสาขาทั้งหมดในสหรัฐฯ หลังยื่นล้มละลาย

Topshop แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นจากอังกฤษ เตรียมปิดสาขาทั้งหมด 11 แห่งในสหรัฐอเมริกา หลังจาก Arcadia Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ยื่นล้มละลายต่อศาลสหรัฐฯ โดยแจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งหมด 53 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มีหนี้สิน 179 ล้านดอลลาร์ 

ทั้งนี้ ยังไม่มีการแจ้งกำหนดในการปิดสาขา แต่คาดว่าการขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี ทั้ง Topshop และ Topman จะยังคงจำหน่ายในสหรัฐฯ ผ่านช่องทางออนไลน์ และช่องทางขายส่งที่เป็นพาร์ทเนอร์อย่างห้าง Nordstrom

Topshop เปิดสาขาแรกในสหรัฐฯ เมื่อปี 2009 แต่ไปได้ไม่สวยเท่าที่คิด เพราะจนถึงปัจจุบันมีเพียง 11 สาขาทั่วทั้งสหรัฐฯ ในเมืองอย่าง นิวยอร์ก แอลเอ ไมอามี่ และชิคาโก้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยอดขายของบริษัทในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังลดลง ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นจากร้านค้าออนไลน์ รวมทั้งพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค โดยตัวเลขรายได้ล่าสุดในรอบ 12 เดือนจนถึง 26 สิงหาคม 2017 ลดลง 5.6% อยู่ที่ 2.4 พันล้านดอลลาร์

Ian Grabiner ซีอีโอของ Arcadia กล่าวว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจที่ยาก แต่ก็จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งบริษัทกำลังพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกลับสู่การมีเสถียรภาพทางการเงิน รวมทั้งการเตรียมปิดสาขาอีก 23 แห่งในอังกฤษและไอร์แลนด์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งนั้น Arcadia Group ก็ต้องเผชิญกับการถูกบอยคอตสินค้าในเครือ อันเนื่องมาจากพฤติกรรมส่วนตัวของ เซอร์ ฟิลิป กรีน (Philip Green) นักธุรกิจมหาเศรษฐีเจ้าของ Arcadia Group ซึ่งถูกกล่าวหาในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและการเหยียดสีผิว

ที่มา: Business Insider, CNN, Fox Business