1 ปีมีครั้ง “อึ่งอ่าง” ราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 400 บาท

1 ปีมีครั้ง จ.ขอนแก่น “อึ่งอ่าง” ขายดีต้อนรับหน้าฝน ราคาจำหน่ายพุ่งสูงอยู่ที่กิโลกรัมละ 400 บาท

วันที่ 26 พ.ค.2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเข้าสู่ฤดูฝนชาวขอนแก่นต่างพากันออกหาอึ่งอ่างตามธรรมชาติมารับประทาน รวมไปถึงการซื้ออึ่งอ่างที่พ่อค้า-แม่ค้านำมาจำหน่ายตามท้องตลาด เนื่องจากอึ่งอ่างนั้นจะเข้าสู่ช่วงฤดูฝักไข่และสามารถที่จะรับประทานได้เฉพาะในช่วงฤดูฝนเท่านั้น

ทำให้เป็นที่นิยมของคนอีสานที่เรียกได้ว่าเป็นอาหารยอดนิยมประจำฤดูกาลในช่วงหน้าฝนแบบนี้อย่างมาก โดยเมนูอึ่งอ่าง ที่คนอีสานนำมาประกอบเป็นอาหารเพื่อรับประทานกันมากที่สุดคือต้มยำอึ่งอ่าง,ต้มเปรตอึ่งอ่าง,อึ่งอ่างย่างเกลือ หรือย่างซิอิ๊ว รวมไปถึงอึ่งอ่างแดดเดียวอีกด้วย

นายภัคพงษ์ นครแก้ว อายุ 40 ปี ชาว จ.ขอนแก่น บอกว่า ในช่วงฝนแรกเช่นนี้เป็นช่วงที่อึ่งอ่างฝักไข่และออกมาเล่นน้ำฝน ในช่วงฝนเดือน 6 หรือการเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จึงทำให้ในระยะนี้มีอึ่งอ่างในพื้นที่ต่างเป็นจำนวนมาก ซึ่งตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าล้วนมีการนำอึ่งอ่างมาทำเป็นอาหาร และถือเป็นเมนูท้องถิ่นพื้นบ้านขนานแท้

เมื่อเข้าสู่เดือน 6 แล้วคนอีสานจะพลาดไม่ได้ เพราะนอกจากอึ่งอ่างจะมีอวบ อ้วน น่ารับประทานแล้ว ตัวเมียยังคงมีไข่เต็มท้อง เมื่อรับประทานเข้าไปก็จะสร้างอรรถรสและเพิ่มความอร่อยอย่างมาก โดยครอบครัวได้ซื้ออึ่งอ่างมาจากตลาดจำนวน 1 กก. จากนั้นก็นำมาพักค้างคืน 1 คืน โดยที่ไม่ให้อึ่งอ่างนั้นถูกน้ำ เพื่อให้อึ่งอ่างที่เตรียมจะนำมาประกอบอาหารนั้นคลายยางและเมือกออกให้หมด

จนกระทั่งรุ่งเช้าก็นำอึ่งอ่างทั้งหมดไปล้างน้ำและทำการแช่เย็นในช่องแช่แข็งทันที เพื่อให้อึ่งอ่างทุกตัวตายสนิทในลักษณะของการน็อคเย็น ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวเป็นการกระทำเช่นเดียวกันกับการน็อคปลาหรืออาหารทะเลต่างๆ และเมื่อตรวจสอบดูว่าอึ่งอ่างตายหมดแล้วก็นำมาปรุงอาหาร ซึ่งครอบครัวชื่นชอบในการนำอึ่งอ่างนั้นมาทำต้มยำ

ทั้งนี้ได้ซื้อมาจากตลาดในกิโลกรัมละ 200 บาท แต่ส่วนใหญ่แล้วนั้นอึ่งอ่างในฝนแรกของเดือน 6 แบบนี้จะอยู่ที่ราคาตั้งแต่ 300 บาทต่อกิโลกรัม และบางแห่งมีการจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 400 บาท ขณะที่เมื่ออึ่งอ่างทุกตัวตายจากการน็อคเย็นแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการนำมาต้มเพื่อล้างยางออก

โดยในการต้มดังกล่าวจะต้องใช้ปริมาณน้ำที่ท่วมตัวอึ่งทั้งหมด และใส่เกลือในการต้มไปด้วยโดยใช้เวลาในการต้ม 20 นาที และการต้มต้องต้มทั้งตัว เพราะการต้มอึ่งก่อนเช่นนี้นอกจากจะเป็นการล้างยางออกแล้วยังคงเป็นการต้มสุกและตุ๋นอึ่งไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะผิวหนังของอึ่งอ่างนั้นจะเหนียว

ส.ส. หญิงพรรคอนาคตใหม่ ชื่นชมผู้แทนทุกขั้ว ร่วมโหวตให้ “เยาวลักษณ์”

“พรรณิการ์” นำทีม ส.ส. หญิงพรรคอนาคตใหม่ ชื่นชมเพื่อนผู้แทนหลายท่าน ทุกขั้ว ทุกพรรค ร่วมโหวตให้ “เยาวลักษณ์” ส่งเสริมบทบาทผู้หญิง ชี้เป็นนิมิตหมายอันดีในการเลือกโดยยึดในหลักการ พร้อมติง ในรองสองวันที่ผ่านมาพบผู้แทนบางคนยังมีพฤติกรรมเหยียดเพศ-อายุ วอนปรับพฤติกรรม

นางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย ส.ส. หญิงพรรคอนาคตใหม่ ร่วมแถลงข่าวในสองประเด็นสำคัญต่อสื่อมวลชนรัฐสภา นั่นคือกรณีการลงมติเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตย 7 พรรคได้ร่วมกันส่งชื่อเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ลงชิงตำแหน่งกับสุชาติ ตันเจริญ ส.ส. ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ และกรณีของพฤติการณ์เหยียดเพศของ ส.ส. บางคนในการประชุมสภาสองวันที่ผ่านมา

โดยพรรณิการ์ระบุว่าจากการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแม้เยาวลักษณ์จะแพ้ แต่ก็มีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะอยู่ในพรรคเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในแนวร่วมฝั่งเดียวกันหรือไม่ ได้ตัดสินใจโหวตให้กับเยาวลักษณ์เป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดี ว่ามีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยที่เห็นความสำคัญของหลักการที่ถูกต้อง ในการเห็นความสำคัญในบทบาทของผู้หญิง

อย่างไรก็ดี พรรณิการ์ระบุว่าในตลอดสองวันที่ผ่านมานี้ มีความพยายามที่จะให้ผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้หญิงหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงผู้แทนราษฎรที่มีอายุน้อย มีความแตกต่างแปลกแยกจากผู้แทนราษฎรในอดีตที่ผ่านมา

โดยตลอดสองวันที่เข้ามาทำหน้าที่ ได้พบเห็นเพื่อนสมาชิกผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยที่ยังมีพฤติกรรมเหยียดเพศและอายุ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ต้องการยืนยันในหลักการคนเท่ากัน ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางด้านเพศหรืออายุก็ตาม และขอให้ผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งมี่ยังคงมีพฤติกรรมเหยียดเพศและดูถูกคนที่อายุ ปรับเปลี่ยนพฤติการณ์ดังกล่าวเสีย

“รัฐสภาคือพื้นที่ของประชาธิปไตย และหัวใจของประชาธิปไตยคือความเท่าเทียมกันของมนุษย์ คนเท่ากันคือหลักการที่สำคัญที่สุดที่ผู้แทนทุกคนจำเป็นต้องมีไว้ในจิตใจ เพราะฉะนั้นขอให้เริ่มต้นขึ้นที่นี่ พฤติกรรมเหยียดเพศ เหยียดอายุ ขอให้ยุติลงที่นี่ ขอให้ผู้แทนราษฎรประพฤติตนให้สมกับที่เป็นผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย ที่คำว่าคนเท่ากันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” พรรณิการ์กล่าว

ส่วนเรื่องข้อผิดพลาดในการนับคะแนนที่เกิดขึ้นจนมีการตั้งข้อสังเกตนั้น พรรณิการ์ระบุว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของกรรมการนับคะแนนเท่านั้น เนื่องจากมีการขีดคะแนนให้เยาวลักษณ์ซ้ำระหว่างที่มีการสอบปรึกษากัน ว่ากรณีบัตรลงคะแนนเขียนชื่อของเยาวลักษ์ผิดเป็น ‘เสาวลักษณ์’ นั้นจะให้นับเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย

ส่วนกรณีที่ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าการลงคะแนนเสียงให้เยาวลักษณ์โดยคะแนนอาจจะมาจากขั้วตรงข้ามถือว่า เป็นเรื่องของงูเห่าหรือไม่

พรรณิการ์ระบุว่าไม่น่าจะเรียกว่าเป็นงูเห่าได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นได้ทั้งการโหวตตามเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ที่มี เป็นการโหวตตามอุดมการณ์ จุดยืน หลักการ หรืออาจจะเป็นการโหวตตามผลประโยชน์ที่ได้รับการต่อรองก็ได้ ดังจะเห็นได้ว่าการลงคะแนนที่ผ่านมา คะแนนของแต่ละฝั่งมีความแตกต่างกันไม่มาก

หมายความว่าในแต่ละครั้งมีการตกลงใจเจรจากันเป็นรอบๆ ไป ไม่ว่าจะด้วยผลประโยชน์หรือการตกลงใจด้วยหลักการจุดยืนที่ถูกต้องก็ตาม “เพราะฉะนั้นจึงขอเรียกร้อง ว่าวันนี้เพื่อนผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยได้ตัดสินใจด้วยหลักการที่ถูกต้อง และในครั้งต่อๆ ไปก็ขอให้ท่านทำในแบบเดียวกัน” พรรณิการ์กล่าว

ย้อนเรื่องราว ‘ก่อการกบฏ’ หวังยึดอำนาจ ‘พล.อ.เปรม’ แต่สุดท้ายล้มเหลว

ย้อนเรื่องราวก่อการกบฏเข้ายึดอำนาจ ‘พล.อ.เปรม’ แต่สุดท้ายล้มเหลว การกบฏยุติลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อพูดถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษคู่แผ่นดิน ที่ผ่านมาได้มีการสร้างผลงานที่เป็นประวัติศาสตร์มาอย่างโชกโชน โดยหนึ่งในนั้นคือการปราบกบฏที่มีจำนวนกำลังทหารเข้าร่วมมากถึง 42 กองพัน ซึ่งถือได้ว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยเป็นการพยายามยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พล.อ.เปรม โดยกลุ่มกบฏยังเติร์ก หรือ กบฏเมษาฮาวาย ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ. 2524

ทั้งนี้กลุ่มผู้ก่อการเป็นการรวมตัวกันของนายทหารที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 7 หรือรุ่น “ยังเติร์ก” ได้แก่ พันเอกมนูญ รูปขจร (ม.พัน.4 รอ.) , พันเอกชูพงศ์ มัทวพันธุ์ (ม.1 รอ.) , พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร (ร.2) , พันโทพัลลภ ปิ่นมณี (ร.19 พล.9) , พันเอกชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล (ร.31 รอ.)

พันเอกแสงศักดิ์ มงคละสิริ (ช.1 รอ.) , พันเอกบวร งามเกษม (ป.11) , พันเอกสาคร กิจวิริยะ (สห.มทบ.11) โดยมี พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ

สาเหตุของการยึดอำนาจเกิดจากการที่ พล.อ.สัณห์ รู้สึกไม่พอใจ พล.อ.เปรม หลังกองทัพบกได้มีการต่ออายุราชการให้กับ พล.อ.เปรม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ออกไปอีก 1 ปี ทำให้ พล.อ.สัณห์ ในฐานะรองผู้บัญชาการทหารบกหมดสิทธิ์ที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก

ลำดับเหตุการณ์กบฏยังเติร์ก หรือ กบฏเมษาฮาวาย

เวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 เมษายน 2524 คณะผู้ก่อการที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการสภาปฏิวัติ” ได้จับตัว พลเอกเสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลโทหาญ ลีนานนท์, พลตรีชวลิต ยงใจยุทธ และพลตรีวิชาติ ลายถมยา ไปไว้ที่หอประชุมกองทัพบก พร้อมยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ถอดถอนคณะรัฐมนตรี ประกาศแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง

จากนั้น พล.อ.เปรม ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา และตั้งกองบัญชาการตอบโต้ และใช้อำนาจปลดผู้ก่อการออกจากตำแหน่งทางทหาร

การตอบโต้ของรัฐบาลเริ่มต้นด้วยการโดยส่งเครื่องบินเอฟ-5อี บินเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อสังเกตการณ์ พร้อมกับเคลื่อนกำลังพล ทหารทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันเล็กน้อย

เช้าตรู่ของวันที่ 3 เมษายน 2524 การกบฏได้ยุติลงอย่างรวดเร็ว จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แกนนำผู้ก่อการหลบหนีออกนอกประเทศ โดย พันเอกมนูญ รูปขจร ลี้ภัยที่ประเทศเยอรมนี ขณะที่ พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา หัวหน้าคณะ หลบหนีไปประเทศพม่า ต่อมาระดับแกนนำได้รับพระราชทานอภัยโทษ 52 คน ได้รับนิรโทษกรรม และได้รับการคืนยศทางทหารในเวลาต่อมา

กบฏทหารนอกราชการ หรือ กบฏ 9 กันยา

ภายหลังความล้มเหลวในการก่อการของกบฏยังเติร์ก ได้เกิดความพยายามรัฐประหารยึดอำนาจ พล.อ.เปรม อีกครั้ง จากคู่ขัดแย้งที่เป็นกลุ่มนายทหารนอกประจำการคณะหนึ่งที่รียกว่า กบฏทหารนอกราชการ หรือ กบฏ 9 กันยา ประกอบด้วย นาวาอากาศโท มนัส รูปขจร พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พลเอก เสริม ณ นคร พลเอก ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา

พลอากาศเอก กระแส อินทรรัตน์ พลตรี ทองเติม พบสุข พันเอก ประจักษ์ สว่างจิต พันเอก สาคร กิจวิริยะ ร่วมด้วยทหารประจำการอีกส่วนหนึ่ง อาทิ เอกรัฐ ษรารุรักษ์ และพลเรือนบางส่วนซึ่งเป็นผู้นำแรงงาน อาทิ นาย สวัสดิ์ ลูกโดด นาย ประทิน ธำรงจ้อย โดยได้ความสนับสนุนทางการเงินจาก เอกยุทธ อัญชันบุตร

โดยการพยายามยึดอำนาจในครั้งนี้อยู่ในช่วงที่ พล.อ.เปรม เดินทางไปราชการที่ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในทวีปยุโรป

ลำดับเหตุการณ์กบฏทหารนอกราชการ หรือ กบฏ 9 กันยา

เหตุการณ์เริ่มขึ้นในเวลา 03.00 น. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 โดยมีรถถังจำนวน 22 คัน จากกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ พร้อมด้วยกำลังทหารกว่า 400 นาย เข้าควบคุมกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.)

ขณะที่ฝ่าย นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ซึ่งเป็นพลเรือน ได้นำกำลังทหารส่วนหนึ่งและผู้นำสหภาพแรงงานเข้ายึดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และควบคุมตัวนายพิเชษฐ สถิรชวาล ผู้อำนวยการ ขสมก. ในขณะนั้น เพื่อนำรถขนส่งมวลชนไปรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานเข้ามาร่วมด้วย

ความเสียหายหน้าสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์

ต่อมาทหารฝ่ายรัฐบาลซึ่ง พลเอก ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ตั้งกองอำนวยการฝ่ายต่อต้านขึ้นและออกแถลงการณ์ตอบโต้ รวมถึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันเดียวกัน

เวลาประมาณ 09.50 น. รถถังของฝ่ายกบฏที่ตั้งอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าเริ่มระดมยิงเสาอากาศวิทยุและอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และยิงปืนกลเข้าไปในบริเวณวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ทำให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเสียชีวิตสองคน คือ นีล เดวิส ชาวออสเตรเลีย และบิล แรตช์ ชาวอเมริกัน

เวลา 15.00 น. โดยพลโท พิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล และพลเอก ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นตัวแทนฝ่ายกบฏ และทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ และถอนกำลังกลับที่ตั้งในเวลา 17.30 น.

ส่วนพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เดินทางกลับประเทศไทยในคืนวันเดียวกัน และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส โดยทันที

เมื่อการกบฏล้มเหลวทั้ง พันเอก มนูญ รูปขจร และนาวาโท มนัส รูปขจร ได้ลี้ภัยไปประเทศสิงคโปร์และเดินทางไปอยู่ในประเทศเยอรมนีตะวันตก ส่วนที่เหลือให้การว่าถูกบังคับจากคณะผู้ก่อการกบฏ มีผู้ถูกดำเนินคดี 39 คน หลบหนี 10 คน

ทั้งนี่เชื่อกันว่าเบื้องหลังการยึดอำนาจครั้งนี้ พันเอก มนูญ รูปขจร ทำหน้าที่เพียงเป็นหัวหอกออกมายึดเท่านั้น เพื่อคอยกำลังเสริมของผู้มีอำนาจนำออกมาสมทบในภายหลัง และการก่อการครั้งนี้ล้มเหลวเนื่องจากมีใครบางคนที่ นัดแล้วไม่มา


ขอบคุณภาพ/ข้อมูล wikipedia