โพลชี้ประชาชนดีใจ ‘คสช.’ จะหมดหน้าที่ ชี้น่าจะไปตั้งนานแล้ว

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “รู้สึกอย่างไร เมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและความสุขของคนในชาติ หลังจากครบรอบ 5 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช.กำลังจะหมดหน้าที่

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่ในทันทีที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 24.50 ระบุว่า รู้สึกดีใจ น่าจะไปได้ตั้งนานแล้ว รองลงมา ร้อยละ 23.79 ระบุว่า ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ร้อยละ 13.84 ระบุว่า รู้สึกอยากขอบคุณที่ช่วยดูแลประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 13.29 ระบุว่า รู้สึกเสียดาย น่าจะอยู่ต่อไป ร้อยละ 9.55 ระบุว่า รู้สึกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองแบบเก่า ๆ กำลังจะกลับมา ร้อยละ 9.07 ระบุว่า รู้สึกว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังจะเดินหน้า ร้อยละ 8.19 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศกำลังจะเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ร้อยละ 5.33 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศเสียโอกาสไปมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 1.91 ระบุว่า รู้สึกกังวลว่านักการเมืองที่เข้ามาจะทำให้ประชาธิปไตยบิดเบือน และร้อยละ 0.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ อยากให้นักการเมืองชุดใหม่เข้ามาสานต่อ ในโครงการที่ดี ๆ ต่อจากโครงการเดิม เศรษฐกิจแย่เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และกังวลว่านักการเมืองชุดใหม่จะเข้ามาบริหารไม่ดีเหมือนชุด คสช.

ด้านระดับความสุขของประชาชนในโอกาสครบรอบ 5 ปีที่ คสช. เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.63 ระบุว่า มีความสุขเท่าเดิม เพราะ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชีวิตความเป็นอยู่ยังคงเหมือนเดิม การบริหารงานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เศรษฐกิจและค่าครองชีพยังสูงเช่นเดิม รองลงมา ร้อยละ 33.73 ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะ เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนแย่ลง ค่าครองชีพสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การบังคับใช้กฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายไม่ตรงจุด มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป และขาดความมั่นคงทางประชาธิปไตย และร้อยละ 21.64 ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะ การบริหารงานต่าง ๆ ดี มีการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่มีการชุมนุมและความวุ่นวายทางการเมือง บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 4 ปี 6 เดือน คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ทำการสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 พบว่า สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนเท่า ๆ กัน (จากเดิม ร้อยละ 21.20 เป็นร้อยละ 21.64) เช่นเดียวกับสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขลดลง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น (จากเดิม ร้อยละ 30.64 เป็นร้อยละ 33.73) ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเท่าเดิม มีสัดส่วนลดลง (จากเดิม ร้อยละ 47.68 เป็นร้อยละ 44.63)

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ทำให้มีความสุขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.69 ระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 30.55 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ทำให้มีความสุข ร้อยละ 5.81 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 4.46 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด ร้อยละ 2.94 ระบุว่า การมุ่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ร้อยละ 2.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม ร้อยละ 2.15 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 0.32 ระบุว่า การมีเสรีภาพมากขึ้น และร้อยละ 1.66 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง เช่น ด้านคมนาคม โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตามความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่ทำให้มีความสุข พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.82 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม รองลงมา ร้อยละ 16.31 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ไม่มีความสุข ร้อยละ 14.00 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร ร้อยละ 9.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 9.07 ระบุว่า การที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 5.09 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ร้อยละ 2.55 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 1.51 ระบุว่า การมีเสรีภาพที่ยังไม่เต็มที่ของสื่อมวลชน ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด และร้อยละ 2.23 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคม การบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่องที่เข้มงวดมากเกินไป ขณะที่บางส่วนระบุว่า การแก้ปัญหาระบบการศึกษา การปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปองค์กรตำรวจ

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า เวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี  และรัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 98 ปี ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา พล.อ.เปรม ถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลพระมงกุฏ

ขณะที่ วาสนา นาน่วม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อยืนยันว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ได้ถึงแก่อสัญกรรม โดยระบุว่า หลังเสร็จภารกิจสำคัญในชีวิตของการเป็นองคมนตรี 2 แผ่นดินแล้ว ‘ป๋าเปรม’ก็จากลาไปอย่างสงบ รุ่งเช้าวันที่ 26 พ.ค.2562 RIP

สร้างความโศกเศร้าให้ผู้ที่ทราบข่าว และมีคนเข้าไปไว้อาลัยในการสูญเสียบุคคลสำคัญของชาติในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

ประวัติ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พล.อ.เปรม เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน

การศึกษา

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้ารับการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2469 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา หมายเลขประจำตัว 167 สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2478 เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 – 8 แผนกวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หมายเลขประจำตัว 7587

จากนั้นผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ณ โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) เมื่อปี พ.ศ.2481 โดยเข้ารับการศึกษาเป็นรุ่นที่ 5 มีเพื่อนร่วมรุ่น 55 นาย สำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2484 ใช้เวลาเพียง 3 ปี ไม่ครบ 5 ปี ตามหลักสูตร เนื่องจากเกิดกรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับฝรั่งเศสขึ้น จึงจำเป็นต้องให้นักเรียนนายร้อยออกรับราชการก่อนกำหนด

การรับราชการทหาร

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มรับราชการเป็นผู้บังคับหมวด ประจำกรมรถรบ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2484 ปฏิบัติหน้าที่ ณ สมรภูมิรบปอยเปต ประเทศเขมร ในกรณีพิพาทในอินโดจีนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส และได้รับแต่งตั้งให้เป็นว่าที่ร้อยตรี (รับกระบี่ในสนามรบ)

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2484พ.ศ. 2485 – 2488 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงได้รับคำสั่งให้ไปประจำการเป็นกองหนุนของกองทัพพายัพ จังหวัดลำปาง ต่อมากองทัพเคลื่อนย้ายไปอยู่เชียงราย และได้รับคำสั่งให้ไปขึ้นอยู่กับกองพล.3 ที่เชียงตุง จนได้เลื่อนยศเป็น ร้อยเอก และเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ลพบุรี

พ.ศ. 2489 – 2492 เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 1 กรมรถรบ ได้เข้าศึกษาเป็นนายทหารฝึกหัดราชการ โรงเรียนนายทหารม้า เมื่อจบการศึกษาได้กลับมารับตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยเดิม และรักษาราชการผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมรถรบ

1 กรกฎาคม 2492 ได้รับพระราชทานยศ “พันตรี”พ.ศ. 2493 เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 3 กองพันทหารม้าที่ 4 จังหวัดอุตรดิตถ์ รองผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 4 และรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์อีกตำแหน่งหนึ่ง

พ.ศ. 2495 ได้รับทุนจากกองทัพบกโดยการสอบแข่งขันได้ไปศึกษาต่อที่ The United States Army Armor School รัฐเคนตักกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาเมื่อต้นปี พ.ศ. 2497 กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ในแผนกวิชายุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า (กรุงเทพฯ)  30 มกราคม 2497 ได้รับพระราชทานยศ “พันโท”

พ.ศ. 2497 – 2498 เป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 5 กรมทหารม้าที่ 2 และเป็นอาจารย์หัวหน้าแผนกวิชาทหาร กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ1 มกราคม 2499 ได้รับพระราชทานยศ “พันเอก”

พ.ศ. 2501 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี เป็นรองผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า

พ.ศ. 2506 เป็นรองผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า และเป็นรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบก สระบุรี

พ.ศ. 2509 – 2510 เข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 9 (ยศพันเอก) เดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี1 ตุลาคม 2511 ได้รับพระราชทานยศ “พลตรี” และให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า” และ “ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี”

พ.ศ. 2512 เป็นองครักษ์เวร เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์1 ตุลาคม 2516 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 จังหวัดสกลนคร  1 ตุลาคม 2517 ได้รับพระราชทานยศ “พลโท” และดำรงตำแหน่ง “แม่ทัพภาคที่ 2”

พ.ศ. 2518 เป็นราชองครักษ์พิเศษ 1 ตุลาคม 2520 ได้รับพระราชทานยศ “พลเอก” และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไปฝ่ายทหาร

พ.ศ. 2521 เป็นผู้บัญชาการทหารบก จนเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2523 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติต่ออายุราชการอีก 1 ปี  26 สิงหาคม 2524

นายกรัฐมนตรี และองคมนตรี

วันที่ 3 มีนาคม 2523 พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ได้อำลาการรับราชการทหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย

ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มรับราชการทางการเมืองโดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวฺุฒิสมาชิกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2511

เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2515
เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน2520
และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 22พฤษภาคม 2522

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2523 จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2531 รวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง มีคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 5 ชุด รวมเวลาทั้งสิ้น 8 ปี 5 เดือน

หลังจากการปฏิเสธการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2531

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศยกย่อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษ

และเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานองคมนตรีในสมัยรัชกาลที่ 9 จนถึง วันที่ 13 ตุลาคม 2559

จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม – 1 ธันวาคม 2559 และดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 10 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ถึงปัจจุบัน

ข้อมูลข่าวจาก finearts.go.th

กทม. จี้ผู้รับจ้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เร่งสร้างบ่อพักทดแทน-ลอกท่อระบายน้ำ

กทม. จี้ผู้รับจ้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เร่งสร้างบ่อพักทดแทนพร้อมลอกท่อระบายน้ำอุดตัน

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.62 ที่ผ่านมา นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจจุดก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณถนนเพชรเกษม ประกอบด้วย สถานีบางไผ่ ซอยเพชรเกษม 19/1 สถานีบางหว้า เขตภาษีเจริญ หน้าตลาดบางแค และอาคารจอดรถ ซอยเพชรเกษม 47/1 เขตบางแค

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เนื่องจากกรุงเทพมหานครได้ส่งมอบพื้นที่บริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนเพชรเกษม ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมา การก่อสร้างได้แบ่งออกเป็น 4 สัญญา ซึ่งสัญญาที่ 4 มีเส้นทางการก่อสร้างผ่านพื้นที่เขตบางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ และบางแค

ขณะนี้โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าดังกล่าวใกล้จะแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการเก็บรายละเอียดของงานเพื่อเตรียมส่งมอบพื้นที่คืนให้กับกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตามในระหว่างการก่อสร้างผู้รับจ้างได้ยกเลิกบ่อพักและท่อระบายน้ำบางส่วน เพื่อดำเนินการก่อสร้างทางขึ้นลงสถานี โดยได้ก่อสร้างบ่อพักและท่อระบายน้ำขึ้นใหม่เพื่อทดแทนบ่อพักเดิม

จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณถนนเพชรเกษมในพื้นที่เขตภาษีเจริญได้มียกเลิกและก่อสร้างบ่อพักและท่อระบายน้ำขึ้นใหม่ทั้งหมด 20 บ่อ ซึ่งผู้รับจ้างยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการก่อสร้างบ่อพักพร้อมเชื่อมต่อท่อระบายน้ำให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 15 มิ.ย.62

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบบ่อพักและท่อระบายน้ำพบว่ามีเศษหินปูนทราย รวมถึงเศษวัสดุจากการก่อสร้างตกหล่นลงไปในท่อระบายน้ำ ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการลอกท่อระบายน้ำในพื้นที่เขตที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินบริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนเพชรเกษม ระยะทาง 10 กม. รวมทั้ง 2 ฝั่งความยาว 20 กม.

จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานพบว่าในขณะนี้ผู้รับจ้างยังไม่ได้เริ่มดำเนินการลอกท่อ จึงได้เร่งรัดผู้รับจ้างให้กำหนดแผนทำงานและวันเข้าพื้นที่ ซึ่งภายหลังจากการพูดคุยกัน ผู้รับจ้างจะเข้าพื้นที่ดำเนินการลอกท่อระบายน้ำในวันที่ 1 มิ.ย.62 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักงานเขตในพื้นที่ รฟม. และผู้รับจ้าง ร่วมกันตรวจสอบบ่อพักและท่อระบายน้ำบริเวณถนนเพชรเกษม เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในจุดที่มีก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ที่มา สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม.