ก่อนจะถึง ‘สตาร์บัคส์’ อาณาจักร ‘ไทยเบฟ’ ของ ‘เจ้าสัวเจริญ’ เคยซื้อกิจการอะไรไปบ้าง?

สร้างข่าวฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งกับดีลล่าสุดของ ‘ไทยเบฟ’ ในการได้สิทธิ์บริหาร ‘สตาร์บัคส์’ 372 สาขาในประเทศไทย

ทั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผน ‘วิชั่น 2020’ (2557-2563) ที่ไทยเบฟวางเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดและมีผลกำไรสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการกระจายรายได้เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และรายได้จากการขายสินค้าในต่างประเทศ

โดยตั้ังแต่อดีตที่ผ่านมา ‘เจ้าสัวเจริญ’ เจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งไทยเบฟนั้น ได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชานักเทคโอเวอร์’ อยู่แล้ว และมีดีลใหญ่ๆ ในการซื้อกิจการเข้ามาอยู่ในพอร์ตที่สร้างความฮือฮาอยู่เสมอ ซึ่งเราจะมาย้อนรอยดูกัน

ปี 2518 ซื้อกิจการบริษัทธารน้ำทิพย์ ผู้ผลิต ‘ธาราวิสกี้’ ซึ่งคือแสงโสมในปัจจุบัน

ปี 2529 ซื้อหุ้นธนาคารมหานคร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ หุ้นในบริษัทอาคเนย์ประกันภัย และอีกหลายกิจการในแวดวงการเงินการคลัง

ปี 2537 ซื้อกิจการกลุ่มโรงแรมอิมพีเรียลจาก อากร ฮุนตระกูล เศรษฐีธุรกิจโรงแรม

ปี 2549 เทกโอเวอร์ โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) จาก ตัน ภาสกรนที 3,325 ล้านบาท ครอบครองธุรกิจอาหารญี่ปุ่นและชาพร้อมดื่ม

ปี 2550 ซื้อหุ้นจากยูนิเวนเจอร์ (UV) เพื่อขยายธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

ปี 2551 ซื้อตึกเนชั่น ร่วมถึงโรงแรมและรีสอร์ตที่หัวหิน

ปี 2554 ทุ่มเงิน 6,400 ล้านบาท ครอบครองอาณาจักร ‘เสริมสุข’ ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ

ปี 2556 ซื้อหุ้นจาก บ.เฟรเซอร์แอนด์นีฟ หรือ F&N ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่ม นม และสิ่งพิมพ์ของสิงคโปร์

ปี 2559 ใช้เงินกว่า 2 แสนล้านบาท ในการถือหุ้น 97.94 % ฮุบธุรกิจห้างบิ๊กซีในประเทศไทย

ต่อมาในปีเดียวกัน ฐาปน สิริวัฒนภักดี และปณต สิริวัฒนภักดี ในนาม บ.วัฒนภักดี จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 200 ล้านหุ้น จาก บ.อัมรินทร์พรินติ้งฯ ในราคาหุ้นละ 4.25 บาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 850 ล้านบาท

ปี 2560 ใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาทซื้อธุรกิจ 4 รายการ ประกอบด้วย

– กิจการร้านอาหารประเภทหม้อไฟ (Hot Pot) และร้านอาหารไทย ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สไปซ์ ออฟ เอเชีย ที่มีจำนวน 10 ร้านค้าในไทย ซึ่งเป็นการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 76% มูลค่า 115 ล้านบาท

– ซื้อกิจการร้านเคเอฟซี กว่า 252 สาขาในไทย มูลค่า 11,400 ล้านบาท

– ซื้อหุ้น 75% ของบริษัท แกรนด์ รอยัล กรุ๊ป (Grand Royal Group) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตสุราประเภทวิสกี้รายใหญ่ที่สุดของประเทศเมียนมา มูลค่า 25,000 ล้านบาท

– ซื้อหุ้น 53.6% ของบริษัท ไซ่ง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ซาเบโก้ (Sabeco) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุด และเป็นผู้นำในตลาดเบียร์ของเวียดนาม

และล่าสุดปี 2562 บริษัท Coffee Concepts Thailand ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Maxim’s Caterers จากฮ่องกง และ F&N Retail Connection ซึ่งอยู่ภายใต้ไทยเบฟ บรรลุข้อตกลงในบริหารร้านสตาร์บัคส์ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่หลายคนคุ้นเคยต่อไปนี้ ก็อยู่ภายใต้ กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือ กลุ่มทีซีซี ของเจ้าสัวเจริญเช่นกัน (ทีซีซี ย่อมาจากชื่อผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คน ประกอบด้วย เถลิง เหล่าจินดา, จุล กาญจนลักษณ์ และ เจริญ สิริวัฒนภักดี)

– เอเชียทีค
– พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ งามวงศ์วาน เชียงใหม่
– ธุรกิจการบริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
– โครงการอาคารสำนักงานปาร์คเวนเจอร์ อีโคเพล็กซ์
– โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ
– พลาซ่า แอททินี
– เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟสยาม สแควร์
– บ็อกซ์สเปซ
– ถือหุ้นบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำโครงการบ้านจัดสรรต่างๆ ในกทม. และปริมณฑล


ข้อมูลบางส่วนจาก: Wikipedia, Marketeer, ข่าวสด, ไทยรัฐ

กกต. ปัดเร่งรัดยื่นฟ้อง ‘ธนาธร’ แจงทำตามกฎหมาย ไม่มีมูลจูงใจทางการเมือง

วันนี้ (24 พ.ค. 62) มีรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มีการเร่งรัดหรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่

โดยขอชี้แจงว่า การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส. เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 โดยกรณีของนายธนาธร เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏว่าสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายธนาธร มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) กกต.จึงได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของกกต. ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีที่มีการไต่สวน นายธนาธร ว่า เป็นบุคคลผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. นั้น เป็นการดำเนินการตามที่มีผู้ร้องคัดค้านเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ของนายธนาธร ซึ่งเป็นการไต่สวนว่า มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 หรือไม่ (ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่ กกต.ได้แต่งตั้งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการดำเนินการทั้ง 2 กรณี เป็นการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของ กกต.และเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ได้มีการเร่งรัดหรือมีมูลจูงใจทางการเมืองแต่อย่างใด

‘เทเรซา เมย์’ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯอังกฤษทั้งน้ำตา

เทเรซ่า เมย์นายกรัฐมนตรีของอังกฤษประกาศลาออกจากตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวกรณีนาง “เทเรซ่า เมย์” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษซึ่งจะมีการกำหนดกรอบเวลาสำหรับเลือกผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเริ่มกระบวนการแข่งขันและสรรหาในวันที่ 10 มิ.ย. ที่จะถึงนี้

เทเรซ่า เมย์
เทเรซ่า เมย์

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า เทเรซ่า เมย์ถูก ส.ส. จากพรรคของเธอเองกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการที่ไม่สามารถผลักดันให้อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือ “เบร็กซิท” ได้ หลังจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สภาผู้แทนของอังกฤษปฏิเสธข้อตกลงเบร็กซิทของเธอถึง 3 ครั้ง นอกจากนี้การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกับ “เจเรมี คอร์บิน” หัวหน้าพรรคเลเบอร์ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ล้มเหลวเช่นกัน

แม้ว่าเมย์จะวางแผนที่จะนำร่างกฎหมายข้อตกลงเบร็กซิทเข้าสู่สภาเป็นครั้งที่ 4 ในวันนี้ (24 พ.ค.) แต่ข้อเสนอใหม่ของเธอกลับสร้างความไม่พอใจให้กับ ส.ส. หลายฝ่าย ทั้งการเรื่องข้อตกลงสหภาพศุลกากรและข้อเสนอให้ทำประชามติอีกครั้ง ซึ่งพรรคเลเบอร์ประกาศยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว

เทเรซ่า เมย์
เทเรซ่า เมย์

อย่างไรก็ตาม การแถลงข่าว เกิดขึ้นที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง กรุงลอนดอน โดยเมย์ระบุว่า ตนได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อปฏิบัติตามผลประชามติการออกจากสหภาพยุโรปแต่กระนั้นเธอไม่สามารถนำประเทศไปสู่เบร็กซิตได้สำเร็จจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้าไปในตัวทำเนียบนั้น เธอกล่าวอำลาพร้อมด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา แอนเดรีย ลีดซัมผู้นำสภาผู้แทนของอังกฤษ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง พร้อมระบุสาเหตุว่า เธอไม่เชื่อมั่นว่าแนวทางของรัฐบาลจะสามารถผลักดันให้เกิดเบร็กซิทได้จริง

เทเรซ่า เมย์
เทเรซ่า เมย์

กระทั่งวันที่ 23 พ.ค. เมย์ ได้พบกับนายซายิด วาลิด รัฐมนตรีมหาดไทย และนายเจรามี ฮันต์ รัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อพูดคุยกันถึงความกังวลต่อร่างกฎหมายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ไทม์สของอังกฤษรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ เตรียมประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม แต่ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามข่าวลือดังกล่าว