1 ใน ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊ก “รัฐบาลเสียงข้างน้อย อยู่ได้”

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ได้ให้ความเห็นในประเด็น รัฐบาลเสียงข้างน้อยว่า สามารถลงคะแนนเลือกนายกฯ ได้แน่นอน ตาม รธน. 2560
  • การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ย่อมเป็นไปได้
  • รัฐบาลที่ผ่านๆ มา จำเป็นต้องมีเสียงข้างมาเพื่อรักษาเสถียรภาพ เพื่อปกปิดการทุจริต คอรัปชั่น
  • ดังนั้นตั้งรัฐบาลแล้ว รัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวรัฐบาล ถ้าไม่ทำผิด ไม่ทุจริต ก็ไม่มีใครทำอะไรได้
  • เรื่องงบประมาณแผ่นดินนั้น ไม่มีอะไร เพราะรธน. มาตรา 143 บัญญัติไว้ชัดเจน หากสภาพิจารณาไม่เสร็จภายใน 105 วัน ให้ถือว่า สภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินนั้น
  • ให้เสนอร่างพ.ร.บ. งบประมาณดังกล่าวให้ ส.ว. ภายใน 20 วัน ซึ่งหากเห็นชอบก็ดำเนินการต่อได้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงประเด็นของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ว่าจะสามารถอยู่ได้หรือไม่ โดยเห็นว่า

รัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้น สามารถจัดตั้งได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ให้โอกาส ส.ว. ได้ลงคะแนนเลือกนายกฯ ได้ ที่ผ่านเป็นเพียงความเชื่อกันว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพได้จะต้องมีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ระบุ รัฐบาลจะมีเสถียรภาพได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคอรัปชั่น ไม่ใช่เสียงในสภา

นายเสรี ยังให้ความเห็นอีกว่า ในการที่สภาที่ผ่านๆมานั้น มีกล่าวถึงเรื่อง “เสถียรภาพของรัฐบาล” นั้น เพราะแท้ที่จริงแล้ว เป็นเพียงฐานคะแนนเสียงในสภาเพื่อป้องกันการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อปกป้องไม่ให้ใครมาเล่นงานรัฐบาลได้ ซึ่งถูกใช้ในการปกปิดการทุจริต คอรัปชั่น ที่เกิดขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นหากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการทุจริต คอรัปชั่นก็ไม่มีใครมาสามารถทำอะไรได้เช่นกัน

ในขณะเดียวกันที่เป็นห่วงในเรื่องของการพิจารณางบประมาณแผ่นดิน ก็สามารถทำได้ เพราะในการเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณต่างๆนั้น หากรัฐสภาพิจารณาไม่เสร็จเรียบร้อยภายใน 105 วัน ถือว่า รัฐสภาเห็นชอบกับร่างนั้น ก็เสนอต่อ สภาสูง เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อได้เลย ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในเรื่องดังกล่าวอีก

และนายเสรีได้ทิ้งท้ายไว้ว่า เมื่อถึงคราวจำเป็น การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็สามารถทำได้ และสามารถอยู่ได้

ข้อความต้นฉบับที่นายเสรี โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว

รัฐบาลที่มี ส.ส.เสียงข้างน้อยสนับสนุน จะอยู่ได้หรือไม่ ?
มันคงเป็นความเคยชินที่เข้าใจและเชื่อกันมาโดยตลอดว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพได้ จะต้องมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะจะต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลเองก็จะต้องมี ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ คอยปกป้องคุ้มครองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการทุจริต คอรัปชั่น ทำผิดกฎหมาย หรือ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีเสียงของ ส.ส.จำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งสนับสนุนในฝ่ายรัฐบาล เพื่อเป็นการคุ้มครองรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัย ทั้งๆที่มีการทุจริต คอรัปชั่นอย่างเห็นๆ
แต่ด้วยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรปกป้อง จึงลงมติไว้วางใจทั้งๆที่ขัดสายตาประชาชน อันทำให้รัฐบาลที่โกงกินอยู่ต่อไปได้ หรือเรียกแบบเพราะพริ้งว่า ทำให้รัฐบาล “มีเสถียรภาพ” จึงเป็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ในปัจจุบัน ได้บัญญัติให้การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นั้นใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา (คือ ส.ส.และส.ว.รวมกัน) คือต้องให้ได้เสียงไม่น้อยกว่า 376 เสียง ซึ่งในเสียงของ ส.ส. อาจไม่ถึงจำนวน 250 เสียงก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เท่ากับเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร

การที่รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งหากรัฐบาลไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่โกงกิน ทำงานอย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้เสียง ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่งมาคอยปกป้องคุ้มครอง
ดังนั้น หากใช้เสียง ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรในการโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ก็จะใช้เสียงเพียง 126 เสียงขึ้นไปเมื่อรวมเสียงของ ส.ว. จำนวน 250 เสียง รวมแล้วไม่น้อยกว่า 376 เสียง ก็สามารถโหวดเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เท่ากับว่า การจัดตั้งรัฐบาลนี้ มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน ก็ยังสามารถตั้งรัฐบาลได้ อันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่หากรัฐบาลมีเสียงในสภาจำนวนน้อยก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ส่วนเมื่อตั้งรัฐบาลได้แล้ว รัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับตัวรัฐบาลเองที่จะต้องไม่ทุจริตคอรัปชั่น หรือไม่ไปทำอะไรที่ผิด ๆ ต่อกฎหมาย และยังต้องขยันทำงานให้หนักขึ้นก็จะไม่มีใครมาเล่นงานรัฐบาลได้

ส่วนมีคนห่วงว่าในการออกกฎหมายต่างๆ หาก ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็เกรงว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้และจะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น ที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันที่ได้เสนอให้ สนช.ผ่านกฎหมายออกมาใช้ 400-500 ฉบับ ก็เป็นการมากมายเพียงพอแก่การนำมาบริหารประเทศได้ แต่หากฝ่าย ส.ส.ไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็สามารถออกเป็นพระราชกำหนดออกมาใช้ได้ การที่ ส.ส.ไม่สนับสนุนหรือไม่ร่วมมือในการไม่ออกกฎหมายนั้น ก็ไม่ถึงขนาดทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้

แต่ไม่ว่าอย่างใด หากกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 143 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 105 วัน นับแต่วันที่ร่าง พรบ.ดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พรบ.ดังกล่าวข้างต้นไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับร่าง พรบ.นั้น และให้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาภายใน 20 วัน ซึ่งหากวุฒิสภาเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามมาตรา 81 ต่อไป

ซึ่งว่าไปแล้ว ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับการงบประมาณทั้งสามฉบับข้างต้น ก็มิได้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เช่นกัน และไม่ว่าด้วยเหตุใด หาก พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ตาม รธน.มาตรา 141 ก็ได้บัญญัติให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณก่อนนั้นไปพลางก่อน ตาม รธน.มาตรา 141 ดังกล่าว

ในการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณข้างต้น รัฐธรรมนูญ มีเจตนให้ ส.ส. และ ส.ว. ช่วยกันพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่้รัฐบาลจะได้นำไปใช้ โดยต้องร่วมกันพิจารณาและดำเนินการออกกฎหมายดังกล่าวให้แล้วเสร็จ มิได้ให้มีมติไม่เห็นชอบในการไม่ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณดังกล่าว กรณี จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาหรือเป็นอุปสรรคที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในเรื่องของการขอเปิดอภิภายไม่ไว้วางใจนั้น หากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะทำให้รัฐบาลถูกตรวจสอบที่เข้มข้น รัฐบาลหรือรัฐมนตรีจะต้องไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง รวมทั้ง ต้องปฏิบัติงานทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินหรือบริหารประเทศอย่างเต็มที่ อันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยรวม ซึ่งดีกว่าที่มีเสียง ส.ส. ข้างมากที่คอยปกป้องรัฐมนตรีที่กระทำการทุจริต หรือกระทำความผิดเหมือนที่ผ่านๆมา

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรี ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ไม่แสวงประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง แต่หาก ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนมากกว่ากลั่นแกล้งมีมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น ก็จะต้องมีกระบวนการให้ได้นายกรัฐมนตรีใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งหมายความว่า นายกรัฐมนตรีคนเดิมที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจโดยถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้ทำอะไรผิดดังกล่าว เมื่อนายกคนนั้น คงเป็นบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในบัญชีของพรรคการเมือง นายกคนเดิมที่ถูกกลั่นแกล้วนั้นก็มีสิทธิได้รับการพิจารณาจากสมาชิกรัฐสภาให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก และสมาชิกวุฒิสภาก็มีสิทธิในการลงคะแนนโหวตเลือกให้นายกรัฐมนตรีคนเดิมที่ไม่ได้ทำอะไรผิดดังกล่าวกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกได้

หากพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่ร่วมมือในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ และประเทศชาติยังคงมีปัญหาที่แก้ไม่ตกจริง ๆ นายกรัฐมนตรีก็คงต้องใช้วิธีการสุดท้าย คือการยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งกันใหม่ คนที่เคยได้เลือกตั้งกันเข้ามาแล้ว ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกหรือไม่ ก็ต้องไปวัดฝีมือกันเอง
แต่การยุบสภาผู้แทนราษฎรขอให้เป็นวิธีการสุดท้ายจริงๆ

โดยสรุปแล้ว ประเทศย่อมมีทางออก แต่เมื่อจำเป็นจะต้องตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ต้องทำ ซึ่งผมเชื่อว่า ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน 2560 สามารถทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ได้ /

เสรี สุวรรณภานนท์

เกี่ยวกับนายเสรี สุวรรณภานนท์

โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ นั้นเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาทนายความ ช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2540 เคยได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2539 ก่อนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อปี 2543 นอกจากนี้ยังได้รับตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2550 อีกด้วย

รัฐบาลที่มี ส.ส.เสียงข้างน้อยสนับสนุน จะอยู่ได้หรือไม่ ? มันคงเป็นความเคยชินที่เข้าใจและเชื่อกันมาโดยตลอดว่า…

โพสต์โดย เสรี สุวรรณภานนท์ เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2019

ชาวออนไลน์สงสัย ‘ปารีณา’ แช่งใคร ‘ขอให้ถูกยุบพรรค’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปารีณา ไกรคุปต์ ผู้โด่งดังหลังไลฟ์สดถึงบุคคลที่ 3 ‘อีช่อ’
  • ปารีณาโพสต์เฟซบุ๊ก ขอให้ถูกยุบพรรค ทำให้ชาวออนไลน์ตั้งข้อสงสัยว่าเธอหมายถึงใคร
  • มีการวิจารณ์ถึงการใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องของเธอ

ในนาทีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ หลังจากที่เกิดดราม่าการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

เรื่องนี้กลายมาเป็นที่มาของการติด แฮชแท็ก #ปารีณาค้าอาวุธ หลังจากที่เธอไลฟ์สดด้วยถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเธอกล่าวพาดพิงไปถึงนางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเธอได้ออกมาปฏิเสธภายหลังว่าไม่ได้กล่าวถึงส.ส. พรรคสีส้มแต่อย่างใด

แน่นอนว่า หลังจากเกิดเรื่องดังกล่าว ชื่อของปารีณา กลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศในชั่วข้ามคืม แม้ว่ากระแสที่มีนั้น จะไม่ได้เป็นไปในแง่บวกเท่าใดนัก นอกจากนี้เฟซบุ๊กของเธอ ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เรื่อย ๆ นั้น ก็ถูกจับตามองด้วยเช่นกัน

ล่าสุดเกิดประเด็นเดือดอีกครั้ง หลังจากที่ปารีณา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ‘ดิฉันอยากจะบอกว่า ขอ….ให้ถูกยุบพรรคคะ’ ทำให้สังคมคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาว่า พรรคที่ปารีณาพูดถึงนั้นหมายถึงพรรคของใคร

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นเรื่องการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลที่ 3 แล้ว มีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องของเธอเนื่องจากตามหลักภาษาไทยแล้ว ในประโยคดังกล่าวต้องใช้คำว่า ค่ะ แทนคำว่า คะ

ฝนทิ้งช่วง! ทำ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ขาดน้ำ นายอำเภอ ไม่รอช้า ขนน้ำแจกจ่าย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ต.นาอิน และ ต.นายาง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เกิดภาวะแล้งหนัก หลังจากฝนทิ้งช่วงส่งผลทำให้ประชาชนขาดน้ำในการอุปโภค-บริโภค
  • นายอำเภอจึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำน้ำดิบใส่รถจำนวน 11 คันเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเบื้องต้น
  • ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะแล้งสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ ที่ว่าการอำเภอพิชัย หรือ โทรศัพท์ 055-421023

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา นายปรัชญา เสริฐลือชา นายอำเภอพิชัย พร้อมด้วยนายมงคล ขอร้อง ปลัดอาวุโสอำเภอพิชัย, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมกันปล่อยขบวนรถบรรทุกน้ำจากทุกภาคส่วน จำนวน 11 คัน

เพื่อนำน้ำดิบไปเติมระบบประปาของตำบลนาอิน และ ต.นายาง เพื่อให้ราษฎรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค ได้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง

หลังจากขณะนี้ฝนได้ทิ้งช่วงจนทำให้ แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะเดียวกันแหล่งน้ำใต้ดินเป็นน้ำเค็ม ไม่สามารถนำมาผลิตน้ำประปาได้ สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทางอำเภอจึงต้องจัดส่งน้ำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

โดยนายปรัชญา เสริฐลือชา นายอำเภอพิชัย กล่าวว่า พื้นที่ตำบลนาอิน และ ตำบลนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการอุปโภค-บริโภค และต้องเจอภัยพิบัติแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ที่รุนแรงมากกว่าทุกครั้ง

ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอำเภอพิชัย จึงได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำรวจปัญหาในพื้นที่ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร พร้อมจัดทำแผนการแจกจ่ายน้ำให้แก่ราษฎร

มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลในเมือง, องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นาอิน และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นายาง เพื่อแจกน้ำให้ทุกหมู่บ้าน โดยขอให้นำถังน้ำ ( ถังไฟเบอร์กลาส ) ออกมาตั้งบริเวณข้างย่านชุมชน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม หากราษฎรต้องการน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่ที่ว่าการอำเภอพิชัย หรือ โทรศัพท์ 055-421023