สาวแต่งชุดคล้ายเครื่องแบบครูฉลองวันเกิด โผล่แจงยันไม่ได้ลบหลู่

ประเด็นน่าสนใจ

  • สาวเซ็กซี่ขอโทษ ยันไม่มีเจนตาลบหลู่อาชีพครู หลังสวมชุดสีกากีคล้ายครูในงานวันเกิด
  • การสวมเครื่องแบบเจ้าพนักงานแล้วประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ในตำแหน่ง ยศ นั้น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกิน สองพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return v.11 ได้มีการเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสม หลังมีหญิงสาวคนหนึ่งแต่งกายในชุดครูสาวรัดติ้ว ปลดกระดุมเสื้อแหวกโชว์หน้าอก จนเห็นชุดชั้นใน แม้จะเป็นการแต่งเลียนแบบ แต่คล้ายกับการไม่ให้เกียรติอาชีพครู ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นในสถานบันเทิงเป็นสถานที่ปิด แต่การนำโพสต์ลงสื่อออนไลน์ก็ทำให้ปรากฏต่อสายตาของสาธารณชนนั้น

ล่าสุดหญิงสาวที่ปรากฏในภาพได้เปิดใจถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผ่านรายการทุบโต๊ะข่าวทางช่องอัมรินทร์ทีวี 34 ว่า เรื่องดังกล่าวไม่คิดว่าจะเป็นกระแสให้พูดถึง เพราะเป็นงานที่จัดขึ้นในสถานบันเทิงและเป็นงานส่วนตัว แต่ถ้าหากทำให้มีคนไม่สบายใจ ก็ต้องขอโทษด้วย

เพราะว่าไม่ได้มีเจตนาพาดพิงถึงอาชีพครู ทำให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากเป็นการสร้างสีสันภายในให้เกิดความสนุกสนาน ส่วนชุดที่ใส่ในวันนั้น ไม่ได้เป็นชุดข้าราชการครูเสียทีเดียว แต่เป็นชุดที่จ้างตัดขึ้นมาใหม่ให้มีลักษณะใกล้เคียงเท่านั้น ทั้งนี้ส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกกังวลใจหากจะมีคนแจ้งความดำเนินคดี เพราะไม่รู้ว่าถูกตั้งข้อหาอะไร

สำหรับในข้อกฎหมาย การแต่งชุดข้าราชการ หากจะเอาผิดได้ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ต้องติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพราะประมวลกฎหมายอาญาได้ระบุในเรื่องดังกล่าวว่า มาตรา 146 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้วยคดีในลักษณะเคยถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดแล้ว จากคดีที่ จำเลยสวมรอยเป็นตำรวจ สน.โชคชัย ร่วมเดือน จนความแตก โดยระบุว่า

ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวงพระนครเหนือ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนาคิน ศรีสมบูรณ์ จำเลย ในความผิดไม่มีสิทธิ์ใช้ยศ หรือ ประดับเครื่องแบบ ของเจ้าพนักงาน กระทำการ เพื่อให้คนอื่น เชื่อว่า ตนมีสิทธิ

โดยระบุฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ มิ.ย.๒๕๔๕ จำเลยได้แอบอ้าง สวมเครื่องแบบยศ ร.ต.ท.นาวิน ทรงละออ รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย อ้างว่า ทางราชการมีคำสั่ง ให้มาช่วยราชการ เป็นเหตุให้ ผู้อื่นหลงเชื่อ ต่อมาวันที่ ๒๓ ก.ค. เจ้าพนักงาน จับกุมตัวจำเลยได้ พร้อมชุดเครื่องแบบตำรวจ และอื่น ๆ ยึดไว้เป็นของกลาง และ แจ้งข้อหาดำเนินคดี จำเลยรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลย กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๖ พิพากษาจำคุก ๒ เดือนปรับ ๒ พันบาท จำเลย ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ เดือนปรับ ๑พันบาท แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลย เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด ๒ ปี และ ให้คุมประพฤติไว้ ๑ ปี โดยให้จำเลย รายงานตัว ต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ๔ ครั้ง

หลังศาลพิพากษา ปรากฏว่า นายนาคิน ไม่มีเงินมาชำระค่าปรับ จึงถูกนำตัวไป กักขัง ที่สน.โชคชัยเป็นเวลา ๑๔ วัน เนื่องจาก ตามกฎหมาย กำหนดอัตราการกักขังแทนค่าปรับวันละ ๗๐ บาท (ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น ๒๐๐ บาทแล้ว)

บุกรวบพระค้ายาบ้าคากุฏิ พร้อมของกลางกว่า 1 พันเม็ด

ตำรวจภูธรสรรพยา ร่วมกับทหารชุดรักษาความสงบ บุกรวบพระค้ายาคากุฏิ พร้อมของกลางกว่า 1 พันเม็ด และไอซ์อีก 4.37 กรัม

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรสรรพยา จ.ชัยนาท ร่วมกับทหารชุดรักษาความสงบ อ.สรรพยา เข้าทำการตรวจค้นจับกุมพระธงไชย ช้างก้อน หรือ พระปุ๊ อายุ 31 ปี ได้คากุฏิวัดแห่งหนึ่งในสตลาดสรรพยา หลังติดตามสืบสวนทราบว่าพระปุ๊มีพฤติกรรมขายยาบ้าให้กับวัยรุ่นในพื้นที่และพระลูกวัดเดียวกัน

เมื่อทำการตรวจค้นภายในกุฎิพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่จำนวน 1,120เม็ดและ ไอซ์อีก 4.37กรัม และจากการให้การของพระปุ๊ ยังสามารถจับกุมพระฉัตรมงคล ยิ้มละมัย อายุ21ปี ที่ซื้อยาบ้าจากพระปุ๊ไปเสพ ซึ่งตรวจพบฉี่ม่วงอีก1ราย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงรำตัวพระทั้ง2รูปไปให้พระอุปปัชฌาสึก และนำตัวมาสอบสวนดำเนินคดีที่ สภ.สรรพยา

โดย พ.ต.อ.เอกราช ช่วยศรี ผู้กำกับการ สภ.สรรพยาเปิดเผยว่า เบื้องต้นพระปุ๊พะยอมรับว่ารับยาบ้ามาขายจริง โดยหวังที่จะรวบรวมเงินไว้ทำทุนประกอบอาชีพหลังจากสึกออกมา โดยสารภาพว่าลูกค้านอกจากจะมีวัยรุ่นในพื้นที่ แล้วยังมีพระที่รู้จักกันเป็นลูกค้าประจำอีกด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมเพิ่มเติมต่อไป

‘เทร์รี ฟอกซ์’ นักวิ่งขาเทียม ที่วิ่งระดมทุนไกล 5,000 กิโลเมตรนาน 143 วัน !

‘เทร์รี ฟอกซ์’ ผู้ล่วงลับ ที่มีเพียงความตายเท่านั้นที่ทำให้เขาหยุดวิ่งได้

หลังจากเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเพจ ‘ก้าว’ ของทีมก้าวคนละก้าว ประกาศการจัดกิจกรรมครั้งใหม่โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “ก้าวต่อไปด้วยพลังเล็กๆ 2562-2563 ทั่วประเทศ” โดยเส้นทางในรอบนี้ จะเป็นการวิ่งผ่าเส้นทางในภาคอีสาน จะเริ่มต้นที่ด่านพรมแดนจังหวัดหนองคาย ผ่านจังหวัดอุดรธานีและมีปลายทางที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

 ตูน บอดี้สแลม
อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม

ก่อนหน้านี้โครงการก้าวคนละก้าว เกิดขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี 2018 ที่นำโดย อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ซึ่งแรกเริ่ม มีเป้าหมายในการระดมทุนให้แก่ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ หลังดำเนินการมานาน 55 วัน โครงการนี้ได้ยอดบริจาคทะลุ 1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นโครงระดมทุนที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และได้รับเสียงชื่นชมมากที่สุดโครงการหนึ่งในประเทศไทย เพราะเป็นโครงการที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้คนไทย หลังจากที่มีความร่วมมือร่วมใจในการบริจาคเงินหลั่งไหลมาจากทั่วทุกพื้นที่

ทั้งนี้การวิ่งเพื่อรณรงค์ หรือ ระดมทุนเคยปรากฏในต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง และมีนักวิ่งที่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายคนที่ออกมาขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ  ซึ่งเมื่อย้อนดูตามประวัติศาสตร์แล้ว ในต่างประเทศ มีหนึ่งในนักวิ่งระดมทุนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง นั่นก็คือ ‘เทร์รี ฟอกซ์’ ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อราว 38-60 ปีก่อน และเนื่องจากเขาเป็นผู้พิการ ที่ต้องตัดขาทิ้งจากอาการป่วย และออกวิ่งเป็นระยะทางไกลด้วย ‘ขาเทียม’ จึงทำให้ครั้งหนึ่งเขาเป็นคนที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี

เทร์รี ฟอกซ์
เทร์รี ฟอกซ์

เมื่อย้อนประวัติของ ‘เทร์รี ฟอกซ์’ อดีตนักกรีฑาชาวแคนาดา เกิดในปี 2501 ซึ่งถ้าปัจจุบันเขายังมีชีวิตอยู่ จะมีอายุราว ๆ 61 ปี แล้วแม่ของเขาเล่าว่าในวัยเด็ก ฟอกซ์ เป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่นและอดทนเห็นได้จากในช่วงที่เขาหัดเดินที่เมื่อใดฟอกซ์ล้มลง เขาก็จะพยายามลุกขึ้นมาเดินใหม่เสมอ ในวัยเด็กเขาชอบเล่นกีฬามาก และเป็นนักกีฬาตัวยง ทั้งฟุตบอล รักบี้ เบสบอล และบาสเก็ตบอล

เขาน่าจะได้ใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไป แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเริ่มมีสัญญาณโรคร้ายในเดือนพฤศจิกายน 1976 ฟอกซ์ ประสบอุบัติเหตุระหว่างกำลังขับรถกลับบ้าน แม้จะไม่เป็นอะไรมาก เพียงแต่รู้สึกเจ็บที่หัวเข่าข้างขวา และอาการเจ็บนี้ ก็กำเริบอีกครั้งในเดือนต่อมาซึ่งเจ้าตัวก็เพิกเฉยต่ออาการเจ็บครั้งนั้น

จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2520 อาการเจ็บปวดรุนแรงขึ้นจนเขาต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าฟอกซ์เป็นมะเร็งกระดูก (osteosarcoma) และเกิดขึ้นใกล้ๆ กับหัวเข่าซึ่งแพทย์ตรวจพบเนื้องอกที่ขาข้างขวาของเขา อาการป่วยครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่เขามีอายุได้เพียง 18 ปี และสิ่งเลวร้ายที่สุดสำหรับชีวิตนักกีฬาก็เกิดขึ้น เมื่อเขาต้องตัดขาข้างขวาทิ้ง ตามคำแนะนำของแพทย์

ขาเทียมที่เทร์รี ฟอกซ์ ใช้วิ่งระดมทุน

หลังจากตัดขาข้างหนึ่งแล้ว เทร์รี ฟอกซ์ ต้องใช้ขาเทียม และกลายเป็นคนพิการทั้งที่มีอายุได้เพียง 18 ปี  จนทำให้เขาตระหนักได้ว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีโอกาสรอดชีวิตเพียงน้อยนิด เขาจึงเห็นคุณค่าของการวิจัยโรคมะเร็ง ประกอบกับในระหว่างที่ ฟอกซ์เข้ารับเคมีบำบัดที่หน่วยงานควบคุมโรคมะเร็งบริติชโคลัมเบีย (British Columbia Cancer Control Agency) เป็นเวลานาน 16 เดือนทำให้เขาได้พบกับผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานและเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากมาย หลังจากสิ้นสุดการรักษา ฟอกซ์ตั้งใจอุทิศตัวให้กับความก้าวหน้าทางการแพทย์และการมีชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง

แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ดังเดิม แต่มุมมองการใช้ชีวิตในแง่บวกของเขา ทำให้ฟอกซ์ฟื้นตัวจากอาการป่วยอย่างรวดเร็ว แม้จะเหลือขาแค่ข้างเดียว แต่นั้นก็ไม่ใช่อุปสรรค์ เพราะเขายังคงเล่นกีฬาสม่ำเสมอ ครั้งหนึ่งฟอกซ์ได้ลงเล่นบาสเก็ตบอลบนรถเข็นทั้งยังชนะการแข่งขันระดับชาติถึงสามครั้ง รวมถึงได้ตำแหน่ง all-star  จากสมาคม North American Wheelchair Basketball ในปี 2523

จุดเริ่มต้นของโครงการการวิ่งระดมทุน เกิดขึ้นเมื่อฟอกซ์มีโอกาสได้อ่านบทความเกี่ยวกับดิก ทรัม (Dick Traum) ผู้พิการคนแรกที่ลงแข่งขันรายการนิวยอร์ค มาราธอน ซึ่งบทความนี้เอง ทำให้เขาเกิดแรงบรรดาลใจในการออกไปวิ่งมาราธอน โดยเริ่มจากการฝึกร่างกายเป็นเวลา 14 เดือน แม้ช่วงเวลานั้นจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและความเจ็บปวด แต่เขาก็ผ่านมันไปได้และร่วมลงแข่งวิ่งจริงในที่สุด

ในเดือนสิงหาคม 2522 ฟอกซ์ได้ลงแข่งวิ่งมาราธอนที่เมืองพรินซ์จอร์จ รัฐบริติชโคมลัมเบีย แม้เขาจะเข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้าย แต่ความพยายามของเขาสร้างความประทับใจให้ผู้แข่งขันคนอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ภายหลังการแข่งขันมาราธอน ฟอกซ์เริ่มเล่าถึงแผนโครงการวิ่งระดมทุนของเขาให้กับคนในครอบครัวฟัง โดยแผนแรกคือการวิ่งขอรับบริจาคเงินให้ได้ 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อหาเงินสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นขอรับบริจาคเงินจากชาวแคนาดา 24 ล้านคน คนละ 1 ดอลลาร์

โดยวันที่ 12 เมษายน 2523 ฟอกซ์ได้เริ่มออกวิ่ง ที่เมืองเซ็นท์จอห์นนิวฟันด์แลนด์ ร่วมโครงการที่ชื่อว่า “Marathon of Hope” ข้ามจากแคนาดาฝั่งตะวันออกไปยัง จุดหมายปลายทางคือเมืองวิคตอเรีย รัฐบริติช โคลัมเบีย ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมทุน และรณรงค์การวิจัย และสร้างความตระหนักเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า 143 วันมีระยะทางกว่า 5,373 กิโลเมตร ซึ่งตลอดระยะทาง มีผู้ร่วมบริจาคเงินเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ในระหว่างที่วิ่งไปตามเส้นทางต่าง ๆ มักมีประชาชนส่งเสียงให้กำลังใจ แต่ด้วยอาการป่วยทำให้เขาผ่านช่วงเวลาในการวิ่งระดมทุนไปอย่างยากลำบากในบางครั้ง โชคดีที่เขามีทุนเดิมจากการเป็นนักกีฬา และมีกล้ามเนื้อขาข้างซ้ายที่แข็งแรงจึงทำให้เขาวิ่งผ่านเส้นทางอันยาวไกลไปได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหนาว และพายุที่รุนแรง

นอกเหนือจากการรณรงค์ และระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็งแล้ว เขายังต้องการให้ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อผู้พิการ ที่แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้ ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวผ่านสื่อว่า การที่เขาสูญเสียขาข้างหนึ่งไปนั้นคือ “รางวัลและความท้าทาย”  ถ้อยคำของฟอกซ์ส่งผลต่อทัศนคติของคนพิการ ที่เป็นการเปลี่ยนให้ผู้พิการมองโลกในแง่บวก เป็นการเปลี่ยนความคิดว่าคนพิการจำนวนมากมักคิดว่าความพิการทางร่างกายคือความล้มเหลวในชีวิต

การวิ่งของฟอกซ์ เป็นที่สนใจจากสังคม และโด่งดังไปทั่วประเทศ ทำให้มีผู้ให้การสนับสนุนในโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในผู้สนับสนุนในโครงการ“Marathon of Hope” คือ Isadore Sharp ผู้ก่อตั้งโรงแรม Four Seasons สื่อต่าง ๆ รายงานว่า สาเหตุที่เขาร่วมสนับสนุนโครงการนี้ก็เพราะว่าเขา ได้เคยสูญเสียลูกชายของตัวเองไปด้วยโรคมะเร็ง โดยเขาได้สนับสนุนฟอกซ์ด้วยการให้ที่พักสำหรับเขาและทีมงามแบบฟรี ๆ พร้อมบริจาคเงิน 10,000 ดอลลาร์ให้โครงการเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง หลังจากนั้นมีบริษัท อื่น ๆ ในแคนาดาอีกมากมาย ให้การสนุบสนุนในโครงการนี้เช่นกัน

หลังจากเขาวิ่งไปได้ 143 วัน ในวันที่ 1 กันยายน 1980 เมื่อเดินทางมาถึงหาดธันเดอร์ การวิ่งระดมทุน ต้องสิ้นสุดลงก่อนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อฟอกซ์พบว่าโรคมะเร็งกลับมาอีกครั้ง เชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปที่ปอดของเขา ฟอกซ์มีอาการทรุดหนักและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2524 ด้วยวัย 23 ปี  ประชาชนแคนาดามีการร่วมไว้ทุกข์ และลดธงชาติครึ่งเสาทั่วประเทศ  งานศพของเขามีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศผ่านทางโทรทัศน์

แม้เขาต้องจบชีวิตลง แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มให้มีการจัด Marathon of Hope ต่อไป ที่ผ่านมาโครงการนี้ระดมเงินได้กว่า 3.5 ล้านเหรียญ รวมกับเงินบริจาคก่อนหน้านั้นอีก 24 ล้านเหรียญ รวมถึงยังเป็นโครงการที่สร้างความตื่นตัวเรื่องโรคมะเร็งให้ประชาชนมากขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดสถาบันวิจัย สถาบันการกุศล งานอีเวนต์ โดยมีเทร์รี ฟอกซ์ เป็นจุดศูนย์กลางและล่าสุดในปี 2559 มูลนิธิ เทร์รี ฟอกซ์ ได้ประกาศว่าระดมเงินได้ทั้งสิ้น 715 ล้านเหรียญ เพื่อหาทางรักษาโรคมะเร็งในนามของเทร์รี ฟอกซ์อีกด้วย

อย่างไรก็ตามการวิ่งรณรงค์ของฟอกซ์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มาราธอนแห่งความหวัง” ที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เขาก็ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Companion of the Order of Canada  และมีผู้เข้าร่วมในโครงการมาราธอนแห่งความหวังหลายล้านคนในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ทั้งนั้น “มาราธอนแห่งความหวัง” กลายเป็นโครงการระดมทุนเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกวันนี้ประชาชนชาวแคนาดา ยังคงจดจำฟอกซ์ในฐานะของ ‘วีรบุรุษ’ เห็นได้จากการสร้างรูปปั้นของเขาไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อเป็นอนุสรณ์ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมการวิ่งเทร์รี ฟอกซ์ เป็นประจำทุกปีจวบจนถึงปัจจุบัน

ที่มา www.terryfox.org