ลุ้น! วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญ รับวินิจฉัยหุ้นสื่อ ‘ธนาธร’ หรือไม่ คาดเย็นนี้รู้ผล

ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการประชุมพิจารณาคำร้องของกกต. กรณีถือหุ้นสื่อของ ‘ธนาธร’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะรับไว้เพื่อวินิจฉัยหรือไม่ เวลา 13.30 น. คาดว่าจะได้ข้อสรุปเย็นนี้ ด้าน ‘ปิยะบุตร’ มั่นใจจะไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. แน่นอน 

วันนี้ (23 พ.ค. 62) ที่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการพิจารณาคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดอันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 101 (6)ประกอบมาตรา 98 (3)

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมพิจารณาคำร้องและหลักฐานที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแนบมาท้ายคำร้องว่า จะรับคำร้องไว้เพื่อวินิจฉัยหรือไม่ในเวลา 13.30 น. และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเย็นของวันนี้

ด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ชี้แจงกรณีนี้ว่า ใช้ระยะเวลาพิจารณาเรื่องนี้เพียง 53 วัน ก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่หากเทียบเคียงกับกรณีของ นายดอน ปรมัตวินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรณีคู่สมรสถือหุ้นสื่อ แต่ กกต.กลับใช้เวลาพิจารณานานถึง 417 วัน และศาลก็ไม่ได้วินิจฉัยให้ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ และให้เวลาชี้แจง 1 เดือน จึงมีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า กรณีนี้จะไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ของนายธนาธร อย่างแน่นอน

พ่อคาใจ!! ลูกเกณฑ์ทหารเสียชีวิตในค่าย วอนนายกฯให้ความเป็นธรรม

ครอบครัวหละญาติของ ‘น้องนนท์’ วอนนายกรัฐมนตรีให้ความเป็นทำ หลังลูกชายเป็นทหารเกณฑ์แต่เสียชีวิตภายในค่ายทหาร

วันนี้ (23 พ.ค. 62) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 88 บ้านโซงเลง หมู่ 10 ต.หนองม้า อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นที่ตั้งศพของพลทหารลือชานนท์ นันทบุตร อายุ 22 ปี ที่เสียชีวิต อยู่ในค่ายกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการกองบัญชาการกองทัพไทย และญาติได้นำมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด

โดยนายคำแพง นันทบุตร อายุ 48 ปี พ่อของพลทหารลือชานนท์ เล่าว่า เมื่อบายวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ตนได้รับแจ้งจากตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นว่า บุตรชายได้เสียชีวิตแล้วภายในค่ายทหาร หลังจากทราบข่าวตนกับญาติได้เดินทางไปรับศพลูกชาย และได้เห็นสภาพศพของบุตรชายมีแผลฟกช้ำตามร่างกายจำนวนมาก

รวมทั้งได้เห็นภาพถ่ายขณะที่ศพลูกชายนอนเสียชีวิต และสวมรองเท้าแตะทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเป็นจุดที่น่าสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชายในครั้งนี้ นายคำแพง เล่าด้วยอาการโศกเศร้าว่า ตนมีลูกชายคนเดียว และลูกชายสมัคร ไปเป็นทหารเกณฑ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ซึ่งทราบว่าลูกขายถูกไฟฟ้าช็อต และตกตึกลงมาจากชั้น 6 ตกลงมาค้างอยู่ชั้นที่ 2 ของอาคาร ภายในค่ายกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย สันนิษฐานว่า น้องนนท์ พยายามเข้าไปนอนในห้องพักชั้น 6 จึงปีนบันไดลิงจากชั้น 6 ลงมา เพื่อที่จะเข้าช่องทางหน้าต่าง แต่เกิดพลัดตกลงมา

จึงฝากวอนขอความเป็นธรรมนายกรัฐมนตรี ให้สอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนโดยเร็ว เพราะครอบครัวมีลูกชายเพียงคนเดียวมีนิสัยดี ร่าเริง และที่สำคัญได้สมัครเข้าไปเป็นทหารด้วย โดยขณะนี้ตนและญาติๆ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าลูกชายจะเกิดอุบัติเหตุจากการตกตึกสูงและเสียชีวิตเอง

ด้านนางแสงเดือน เดิมทำรัมย์ อายุ 39 ปี อาของพลทหารลือชานนท์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เมื่อช่วงวันที่ 17 พ.ค. 62 หลานชายยังได้ติดต่อกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้าน อยู่ตลอดเพราะหลานเป็นนักกีฬาฟุตบอล ประกอบกับหลานเตรียมจะเดินทางกลับมาบ้านด้วยแต่ยังไม่ได้ขออนุญาตเนื่องจากติดช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์

ซึ่งในช่วงเวลา 20.00 น. ยังมีการพูดคุยและติดต่อกันตลอดกับหลานชาย จนถึงเวลา 21.00 น. หลานชายได้โทรศัพท์กลับมาหาพ่อที่บ้าน 6 สาย แต่พ่อไม่ได้รับสาย และเวลา 21.30 น. พ่อจึงได้โทรกลับแต่ก็ไม่มีใครรับสายแล้ว และหลังจากคืนวันนั้นก็ได้ติดต่อไปตลอดแต่ก็ไม่มีใครรับสาย จนกระทั่งพ่อของหลานชายได้รับการประสานจากตำรวจ สน.ประชาชื่น ว่าบุตรชายเสียชีวิตแล้ว

นางแสงเดือน เล่าต่อว่า เมื่อวันที่เดินทางไปรับศพหลานชาย ตนได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีหลายจุดที่น่าสงสัย รวมทั้งได้พูดคุยกับเพื่อนๆพลทหารด้วยกัน แต่ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่รู้ ไม่เห็น อย่างไรก็ตาม ญาติๆ ได้รับแจ้งจากแพทย์โรงพยาบาลตำรวจว่า ขณะนี้ได้มีการเก็บหลักฐานเพื่อชันสูตรพลิกศพ อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งจะทราบผลภายใน 45 วัน

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเบื้องต้นจากพนักงานสอบสวนลงความเห็นว่า กระดูกสันหลังส่วนนอกท่อนที่ 3 หักเคลื่อนจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก รวมทั้งเมื่อวันที่ไปรับศพนั้น ทางค่ายทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย แจ้งกับญาติว่าผ่านไป 3 วัน เพิ่งพบศพในที่เกิดเหตุ จึงรีบแจ้งให้ญาติ-ครอบครัว เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อฌาปนกิจศพพร้อมจองวัดให้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องนำศพกลับบ้าน

โดยอ้างว่า ศพมีสภาพเน่าเปื่อยและอืด โดยกองทัพจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับนายคำแพงเป็นอย่างมากว่า เหตุใดจึงไม่ให้ญาตินำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่บ้าน

เหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ครอบครัวสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตของพลทหารลือชานนท์ เนื่องจากทางค่ายทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ระบุว่า ตกตึกเสียชีวิตแต่ขัดแย้งกับผลชันสูตร จากโรงพยาบาลตำรวจ ระบุว่าสาเหตุการตายเพราะ “กระดูกสันหลังส่วนอกท่อนที่ 3 หักเคลื่อน จากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก”

ราชกิจจาฯ ประกาศแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายจราจร

ประเด็นน่าสนใจ

  • ในขณะขับขี่ ต้องมีใบขับขี่อยู่กับตัว สามารถแสดงให้กับจนท.ได้ โดยอาจเป็นใบขับขี่ตัวจริง ใบขับขี่ดิจิทัล หรือสำเนาภาพถ่ายใบขับขี่
  • จนท. สามารถยึดใบขับขี่ หรือระงับการรถการชั่วคราวได้ หากผู้ขับขี่อยู่ในสภาพไม่พร้อม หากขับขี่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่คนหรือทรัพย์สินผู้อื่น
  • ทำผิด ถูกตัดแต้ม แน่นอน หากแต้มต่ำกว่าที่กำหนด อาจถูกเพิกถอนใบขับขี่ชั่วคราว ไม่เกิน 90 วัน
  • ทำผิดซ้ำ ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หลังจากการถูกเพิกถอนใบขับขี่ อาจถูกแจ้งเพิกถอนเพิ่มเติมได้อีก
  • หลังถูกเพิกถอนใบขับขี่ ต้องเข้ารับการอบรมด้วย หากมีค่าใช้จ่ายในการอบรมต้องดำเนินการชำระเอง

วานนี้ (22 พ.ค. 2562) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 12 ) โดยได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ขับขี่ขาดวินัยในการใช้รถใช้ถนน ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร อีกทั้งกฎ-ข้อบังคับต่างๆ นั้นบังคับใช้มาเป็นเวลานานแล้ว จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถควบคุมและบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุปประเด็นสำคัญของการแก้ไข-ปรับปรุง พ.ร.บ. จราจร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562

I. ในขณะขับขี่ ผู้ขับต้องมีใบขับขี่อยู่กับตัว พร้อมแสดงให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยเป็นใบขับขี่ตัวจริง หรือใบขับขี่ดิจิทัล หรือสำเนาภาพถ่ายใบขับขี่ ดังนั้นสำเนาภาพถ่ายใช้ได้ หรือใช้ใบขับขี่ดิจิทัลใช้ได้แล้วนั่นเอง

ซึ่งไม่ว่า จะแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ในรูปแบบของตัวจริง ดิจิทัล หรือ สำเนาภาพถ่าย ก็ถือได้ว่า ผู้ขับขี่มีใบอนุญาตอยู่กับตัวแล้ว

II. กรณีทำผิดตามกฎหมายจราจร โดยเป็นความผิดที่มีโทษปรับเพียงอย่างเดียว หรือจำคุกไม่เกิน 2 เดือนและมี โทษปรับ จนท. สามารถตักเตือน หรือออกในสั่งแทนได้

โดยในการออกใบสั่งนั้น หากพบการกระทำผิด แต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ ให้จนท.สามารถแปะ-ห้อย-ติดใบสั่งไว้ที่รถได้ โดยถือว่า เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งแล้ว

III. หากผู้ขับขี่ไม่อยู่ในสภาพที่สามารถขับขี่ต่อไปได้ หรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น ให้ จนท. สามารถยึดใบขับขี่, ระงับการใช้รถชั่วคราวได้

แต่หากผู้ขับขี่อยู่ในสภาพที่สามารถขับขี่ต่อไปได้ ให้จนท.คืนใบขับขี่, อนุญาตให้ขับขี่ต่อไปได้ เมื่อผู้ขับขี่อยู่ในสภาพพร้อมขับขี่ ไม่เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นแล้ว

กรณีเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ขับขี่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการได้รับใบอนุญาตขับขี่ ให้เจ้าหน้าที่สามารถยึดใบขับขี่ โดยแจ้งสั่งยึดพร้อมเหตุผลให้ผู้ขับขี่ทราบ และมอบหลักฐานการยึดไว้กับผู้ขับขี่ไว้เป็นหลักฐานด้วย และแจ้งต่อนายทะเบียนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

IV. ให้ สตง. จัดทำระบบบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับขี่รถ โดยหากผู้ขับขี่ถูกตัดแต้มจนหมดตามที่กำหนดไว้แล้ว ให้พักใบขับขี่ 90 วัน และเข้าอบรมตามหลักสูตร หากมีค่าใช้จ่ายต้องออกเอง

กรณีผู้ขับขี่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง หรือหลบหนี ให้เพิกถอนใบขับขี่ได้ไม่เกิน 90 วัน และถ้าถูกพักใบขับขี่ เกิน 2ครั้งในรอบ 3 ปี และ จนท. เห็นว่า ควรพักใบขับขี่เดิน 90 วัน ก็สามารถแจ้งขนส่งยึดใบขับขี่เพิ่มเติมได้

กรณีทำผิดซ้ำในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และ เจ้าหน้าที่มีความเห็นว่า ควรเพิกถอนใบขับขี่ ก็สามารถแจ้งขนส่งเพิกถอนได้

โดยในการแจ้งเพิกถอนใบขับขี่เพิ่มเติมนั้น จะต้องเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ. ตร. เป็นผู้ดำเนินการแจ้งนายทะเบียนดำเนินการ

V. กรณีที่เจ้าของรถที่กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล หากตัวแทนของนิติบุคคลไม่แจ้งว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด หรือดำเนินการ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องระวังโทษปรับในอัตรา 5 เท่าของค่าปรับสูงสุด

ลิ้งดาวโหลด http://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/P…/2562/A/067/T_0067.PDF