ศาล รธน. ไร้พิจารณาคดี 4 รัฐมนตรีถือหุ้นสัมปทานรัฐ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่พิจารณาคดี 4 รัฐมนตรีถือหุ้นสัมปทานรัฐ
  • การประชุมวันนี้เป็นการประชุมทั่วไป
  • คําร้อง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องการให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลถือหุ้นสื่อ ก็ยังไม่มีการพิจารณาวันนี้

จากกรณีที่ วันนี้ 19 มิ.ย.2562 ได้มีกระแสข่าวว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ส่งเรื่องให้ ศาล วินิจฉัย 4 รัฐมนตรี อาทิ

  • ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

เข้าข่ายฐานความผิดมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) กรณีที่ถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐนั้น เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา รายงานข่าวได้เปิดเผยว่าการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมทั่วไป ไม่มีการพิจารณาคำร้องวินิจฉัยชี้ขาด 4 รัฐมนตรีแต่อย่างใด

พร้อมกันนี้การประชุมดังกล่าวก็ยังไม่มีการพิจารณาคําร้องของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องการให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่ถือหุ้นสื่อด้วยแต่อย่างใด ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะนำทั้งสองเรื่องมาพิจารณาเมื่อใดนั้น รายงานข่าวก็ไม่ได้ระบุเช่นกัน

อนึ่ง ม.ล.ปนัดดา ถือหุ้นของบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. กว่า 6 พันหุ้น , นายสุวิทย์ มีถือหุ้นในบริษัท GPSC หรือบริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) 9 หมื่นหุ้น

นายไพรินทร์ และคู่สมรส ถือหุ้นที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐจำนวนมาก โดยถือหุ้นใน บมจ. GPSC 5 หมื่นหุ้น บมจ. IRPC 2 4.9 แสนหุ้น บมจ ปตท. 5 พันหุ้น

บมจ. พีทีที โกลบอล เคมีคอล 6 หมื่นหุ้น บมจ.ไทยออย 4 หมื่นหุ้น บมจ. กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมมท์ 3 แสนหุ้น บมจ.บ้านปู พาวเวอร์ หมื่นหุ้น บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง 2.6 หมื่นหุ้น

และนพ.ธีระเกียรติ ถือหุ้นสัมปทานบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG จำนวน 5 พันหุ้น

กทม. สั่งเร่งรื้อถอนเครนโค่นล้ม พร้อมแจ้งดำเนินคดีเจ้าของอาคาร

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเครนก่อสร้างโค่นล้ม
  • สั่งเร่งรื้อถอนเครนโค่นล้ม พร้อมแจ้งดำเนินคดีเจ้าของอาคาร

วันนี้ (19 มิ.ย. 62) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเครนก่อสร้าง โค่นล้มทับหลังคาสนามบาสเกตบอลของโรงเรียนอัสสัมชันคอนแวนต์ ทำให้ให้แผ่นโครงเหล็กหลังคา และอุปกรณ์ก่อสร้างตกหล่นมายังชั้นล่าง ส่งผลให้เด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บ 10 คน

พร้อมกันนี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะ ได้หารือถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ร่วมกับ บาทหลวงวินัย ฤทธิบุญไชย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอาสนวิหารอัสสัมชัญ พ.ต.อ.กานต์ ธรรมเกษม รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (รอง ผบก.น.6) ณ โรงเรียนอัสสัมชันคอนแวนต์ เขตบางรัก

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการหารือว่า อาคารที่กำลังปรับปรุงและเป็นเหตุให้เกิดเหตุเครนถล่มนี้ เดิมเป็นคอนโดมิเนียม 17 ชั้น แต่ต่อมาเจ้าของได้มีการดัดแปลงอาคารเพื่อทำเป็นโรงแรม ซึ่งได้มีการขออนุญาตปรับปรุงอาคารต่อสำนักการโยธา แต่ไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากเป็นดัดแปลงต่อเติมอาคารซึ่งผิดกฎหมาย

สำนักงานเขตบางรักจึงได้มีการออกคำสั่งระงับการดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 62 แต่ยังคงมีการลักลอบดำเนินการปรับปรุงอยู่ ทั้งนี้ได้สั่งการให้สำนักการโยธาตรวจสอบอาคารให้ละเอียดอีกครั้ง โดยในวันนี้จะนำเครน นั่งร้าน และเศษวัสดุต่างๆ ที่ค้างอยู่บนอาคารออกให้หมดเพื่อความปลอดภัย

พร้อมกันนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานกับ สน.บางรัก ดำเนินคดีกับเจ้าของอาคารทุกข้อหา ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน การขออนุญาตไม่ถูกต้อง เป็นต้น อย่างไรก็ตามโรงเรียนได้ประกาศหยุดเรียนในวันพรุ่งนี้ (20 มิ.ย. 62) เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน และครู อาจารย์

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง กล่าวต่อว่า ได้กำชับผู้อำนวยการเขตตรวจสอบไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ กับอาคารดังกล่าวอีกแม้จะเป็นการดำเนินงานเพียงเล็กน้อยก็ตาม หากยังมีการดำเนินการอยู่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเขตบางรักก็ต้องรับผิดชอบด้วย ตนเสียใจกับเหตุการณ์ที่

ซึ่งขณะนี้กำลังตรวจสอบว่าเหตุการณ์เครนล้มดังกล่าวเกิดจากอะไร รวมถึงได้ติดต่อเจ้าของอาคารให้ไปพูดคุยกันที่สถานีตำรวจแล้ว ด้านเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ 10 คนนั้น ขณะนี้ 9 คนได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยังเหลืออีก 1 คน ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยแพทย์โรงพยาบาลเลิดสินจะมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 แล้วจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกต่อไป

ทั้งนี้ในการประชุมหัวหน้าหน่วยงานเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตนก็ได้กำชับให้สำนักงานเขตดำเนินการตรวจสอบเครนก่อสร้างในพื้นที่ รวมถึงป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการโค่นล้ม เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนและอาจมีพายุฝนลมแรง โดยเฉพาะป้ายผิดกฎหมาย ซึ่งป้ายโฆษณาในพื้นที่กรุงเทพฯ มีทั้งหมดกว่า 1,000 ป้าย เป็นป้ายผิดกฎหมายประมาณ 200 ป้าย ก็ได้ให้เร่งดำเนินการกับป้ายผิดกฎหมายทั้งหมด

สารสกัดน้ำมันกัญชาฯ เข้าสู่กระบวนการผลิต ล็อตแรกส่งกรมการแพทย์ ก.ค.นี้

ประเด็นน่าสนใจ

  • สารสกัดน้ำมันกัญชาเมดิคัลเกรดองค์การเภสัชกรรม เข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว ล็อตแรกส่งกรมการแพทย์ เดือนกรกฎาคมนี้
  • ได้เริ่มเก็บเกี่ยวดอกกัญชาตัวเมีย เพื่อนำไปสกัดผลิตเป็นน้ำมันหยดใต้ลิ้น
  • เตรียมนำไปใช้รักษาผู้ป่วยพร้อมเก็บข้อมูลการวิจัย

นายแพทย์โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (ประธานบอร์ด อภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสารสกัดกัญชามาตรฐานเกรดทางการแพทย์หรือเมดิคัลเกรดขององค์การเภสัชกรรม ว่า

กัญชามีความเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ มีไตรโครม (Trichomes) ที่มีลักษณะคล้ายเรซิ่นใสเมื่อมีความสมบูรณ์เต็มที่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น พร้อมเก็บเกี่ยวนำเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว

โดยวันนี้ (19 มิถุนายน 2562) ได้เริ่มเก็บเกี่ยวดอกกัญชาตัวเมีย พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสกัดผลิตเป็นน้ำมันหยดใต้ลิ้น โดยล็อตแรกนี้ จะทยอยส่งให้กรมการแพทย์นำไปใช้รักษาผู้ป่วย ในโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ หรือ Special Access Scheme หรือ SAS และเก็บข้อมูลการวิจัยควบคู่กันไป ในกลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาได้ประโยชน์ในการรักษา

โดยมีข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนชัดเจน ได้แก่ ผู้ป่วยภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อยา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล และโครงการศึกษาวิจัยเชิงลึก ที่ต้องมีการศึกษาวิจัยทั้งทางห้องปฏิบัติการ

การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก กับผู้ป่วยกลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาน่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการ แต่ต้องมีข้อมูลทางวิชาการเพิ่มในประเด็นความปลอดภัยและประสิทธิผล อาทิ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายรวมทั้งกลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาอาจมีประโยชน์ เช่น การรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ

ประธานกรรมการองค์การฯ ย้ำว่า สารสกัดน้ำมันกัญชาที่สกัดได้ในครั้งนี้ จะนำไปใช้กับกับผู้ป่วยผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนนิรโทษกรรมไว้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)และมีความจำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกรที่ผ่านการอบรมของกรมการแพทย์

ด้าน ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ลักษณะของกัญชาที่มีความเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่นั้นจะมีไตรโครม (Trichomes) ที่มีลักษณะคล้ายเรซิ่นใสเมื่อมีความสมบูรณ์เต็มที่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นพร้อมเก็บเกี่ยว ไตรโครมเป็นส่วนสำคัญที่สุดของต้นกัญชาที่สะสมสารสำคัญของกัญชาที่ประกอบด้วย THC และ CBD และสารอื่นๆ อีกกว่า 400 ชนิด

สำหรับขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวนั้น ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยวองค์การฯจะต้องมีการตรวจสอบสีของไตรโครมด้วยแว่นขยายไม่น้อยกว่า 100 เท่า เพื่อให้เกิดความแม่นยำ จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งภายในห้องสะอาดที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นที่เหมาะสม

จากนั้นนำไปสกัดด้วยกระบวนการมาตรฐานตามหลักเกณฑ์และวิธีการผลิตยาที่ดีหรือ GMP ( Good Manufacturing Practice ) ผลิตเป็นสารสกัดน้ำมันกัญชาชนิดหยดใต้ลิ้น ทยอยส่งให้กรมการแพทย์ภายในเดือนกรกฎาคมนี้