หัวโจกวินจยย.ย่านอุดมสุข นอนคุกคืนแรก หลังศาลไม่ให้ประกันตัว

ประเด็นน่าสนใจ

  • พนักงานสอบสวน นำผู้ต้องหาในคดีวินยกพวกตีกันย่านอุดมสุข ฝากขัง พร้อมแนบคำร้องคัดค้านการประกันตัว
  • ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหาหลบหนี, ยุ่งเกี่ยวกับพยาน จึงไม่อนุญาตประกันตัว
  • ป๋ามุข หัวหน้าวิน ส่งทนายแจ้งจนท. พักรักษาตัวอยู่ ไม่สะดวกมามอบตัวในช่วงนี้

วานนี้ (17 มิ.ย.) พนักงานสอบสวน สน.บางนา ได้นำตัวผู้ต้องหาในคดีวินจักรยานยนต์รับจ้างเปิดศึกตีกันในย่านอุดมสุข ยื่นฝากขังครั้งแรก ในข้อหา ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพกพาอาวุธเข้าไปในเมือง โดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันยิงปืนฯ โดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมชน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้เกิดการวุ่นวาย ซึ่งผู้ต้องหาทั้งยังคงให้การปฏิเสธ ซึ่งพนักงานสอบสวนเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงได้ระบุคำคัดค้านการประกันตัวไว้ท้ายคำร้องด้วย

โดยผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งดำเนินคดี และออกหมายจับแล้วนั้นประกอบไปด้วย

  1. นายรังสรรค์ ศรไชยากร
  2. นายวันชัย มงคลเข็ม (หลบหนี)
  3. นายปิยะ พวงเกษร
  4. นายประมุข วิเชียรดิลกกุล (ออกหมายจับเพิ่มเติม 17 มิ.ย.)
  5. นายพันธ์ศักดิ์ พละทรัพย์ (ออกหมายจับเพิ่มเติม 17 มิ.ย.)
  6. นายมานพ มิ่งมงคล (ออกหมายจับเพิ่มเติม 17 มิ.ย.)
  7. นายจีระพงษ์ วิบูลย์รัชกิจ (ออกหมายจับเพิ่มเติม 17 มิ.ย.)

3 ผู้ต้องหา นอนคุก

สำหรับนายปิยะ พวงเกษร นั้นพนักงานสอบสวนได้ฟ้องแยกในฐานเสพฯ ยาไอซ์ ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดพระโขนง ตัดสินจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท เนื่องจากนายปิยะ รับสารภาพในคดีนี้ จึงลดโทษเหลือจำคุก 3 เดือน ปรับ 5 พันบาท โดยให้รอลงอาญา 2 ปี ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่อายัดตัวต่อในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น ในคดีวินตีกันต่อไป

ส่วนนายรังสรรค์ พวงเกษร ทางญาติได้ทำการยื่นขอประกันตัวในวงเงิน 670,000 บาท เป็นหลักทรัพย์ประกันภัยอิสรภาพ ของบริษัทแห่งหนึ่ง โดยศาลเห็นว่า คดีดังกล่าวมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี อีกทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าประชาชน ในลักษณะไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย หากอนุญาตให้ประกันตัว เกรงว่าจะส่งผลต่อพยานในคดีนี้ จึงไม่อนุญาติให้ประกันตัวแต่อย่างใด

>> คลิปนาทีวินมอเตอร์ไซค์ ยกพวกตีกันกลางถนนสุขุมวิท

นอกจากนี้ ยังมีนายเจริญ เจริญผล ผู้ต้องหาในคดีเดียวกันนี้ หลังจากพนักงานสอบสวนพบว่า นายเจริญได้มีการใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า เพื่อขู่คู่อริก่อนจะนำปืนดังกล่าวไปซ่อน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ตรวจยึด พบว่า ไม่มีใบอนุญาตอีกด้วย และนายเจริญให้การยอมรับ จึงได้นำตัวไปฝากขังเช่นเดียวกัน โดยมีภรรยาของนายเจริญ มายื่นคำร้องขอประกันตัว แต่ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเข้าไปยุ่งกับพยานต่างๆ ในคดีนี้ได้ จึงยกคำร้องประกันตัว

เจ้าหน้าที่กรมราชฑัณฑ์จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

หนี่งราย ส่งทนายแจ้ง พักรักษาตัวอยู่

สำหรับนายประมุข วิเชียรดิลกกุล หรือ ป๋ามุข หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้ ให้ทนายเดินทางมาแจ้งพนักงานสอบสวนว่า อยู่ในระหว่างพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่ ยังไม่สามารถเดินทางเข้ามอบตัวได้ในเวลานี้

สำหรับนายประมุข หรือ ป๋ามุข ถูกระบุว่า เป็นหัวหน้าวินจักรยานยนต์รับจ้าง ปากซอยอุดมสุข 1 โดยในการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบว่า มีการเรียกเก็บค่าหัวคิวในวินดังกล่าว อาจจะเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล และหากพบว่า เป็นผู้จัดหาอาวุธต่างๆ อาจจะมีการเพิ่มข้อหาเหล่านี้เข้าไปอีกด้วย

นายกฯ พอใจราคาปาล์มปรับตัวสูงขึ้น ชี้ขายต่ำกว่าทุนถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายกรัฐมนตรี พอใจ ราคาปาล์มสดปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าราคาปาล์มสดอาจปรับขึ้นถึง กก.ละ 4 บาท
  • กรณีที่ห้างติดป้ายขึ้นราคาขายน้ำมันปาล์ม ทางภาครัฐระบุเป็นการขอความร่วมมือให้สอดคล้องกับต้นทุน
  • การขายต่ำกว่าทุนถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย บิดเบือนกลไกตลาด

วันที่ 17 มิถุนายน 2562 พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจที่ราคาปาล์มสดปรับตัวสูงขึ้นจาก 1.80 บาทต่อ กก. เป็น 3.20-3.50 บาทต่อ กก.และราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับขึ้นจาก 15 บาท เป็น 20 บาท โดยเป็นผลจากมาตรการของภาครัฐ เช่น การนำน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตกระแสไฟฟ้า การส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ เป็นต้น

“คาดว่าราคาปาล์มสดอาจปรับขึ้นไปถึง กก.ละ 4 บาท หากมีการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 10 และบี 20 เพิ่มขึ้น ขณะที่สต็อกน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินนั้นลดลงจาก 400,000 ตัน เหลือ 300,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่ควรสำรองไว้ 250,000 ตัน”

ส่วนกรณีที่ห้างสรรพสินค้าบางแห่งติดป้ายขึ้นราคาขายน้ำมันปาล์มอีกขวดละ 10 บาท โดยระบุว่า สนับสนุนนโยบายของกรมการค้าภายในนั้น ความจริงภาครัฐเพียงขอความร่วมมือปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงเมื่อราคาปาล์มสดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ต้องการทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อน เพราะการขายต่ำกว่าทุนถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย บิดเบือนกลไกตลาด และทำลายคู่แข่ง

รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะถ้าหากกดราคาน้ำมันปาล์มขวด จะทำให้ราคาปาล์มสดตกลงไปเหมือนเดิม เนื่องจากโรงงานสกัดน้ำมันที่ขายให้กับห้างสรรพสินค้าจะไม่สามารถรับซื้อผลปาล์มในราคาที่สูงได้ ผลกระทบจะตกอยู่กับเกษตรกร และมาตรการของรัฐที่ทำไปก็จะเปล่าประโยชน์

ผลตรวจ “บัตรพลังงาน” พบค่ารังสีเกิน 350 เท่า

ประเด็นน่าสนใจ

  • พบมีการขายบัตรพลังงาน คล้ายบัตร ATM อ้างสรรพคุณในการรักษาโรค
  • หลังตรวจสอบพบว่า บัตรมีระดับรังสีสูงกว่าค่าขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไป 350 เท่า
  • ปส. แนะนำอย่าใช้สินค้าดังกล่าว เพราะไม่เกิดประโยชน์ ซ้ำยังอาจได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น

จากกรณีประชาชนซื้อบัตรสมาร์ทการ์ด คล้ายบัตร ATM หรือ “บัตรพลังงาน” มีสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่างๆ ตามร่างกาย โดยใช้วิธีการนำบัตรไปแกว่งในแก้วน้ำ แล้วนำมาดื่ม หรือนำแก้วน้ำวางทับบนบัตรแล้วดื่ม รวมทั้งมีการนำบัตรมาสัมผัสกับร่างกายในจุดที่ปวดเมื่อย

โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ รับช่วงต่อจาก รศ. ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมเร่งตรวจสอบด้วยกระบวนการและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย

ล่าสุดวันที่ 17 มิ.ย.62 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ผลการวิเคราะห์ ดังนี้

  1. ไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีที่วัสดุห่อหุ้มและพื้นผิวของแผ่นการ์ด สำหรับการ์ดตัวอย่างที่สมบูรณ์ไม่แตกหัก
  2. การวัดธาตุองค์ประกอบของแผ่นการ์ดด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ (X-ray Fluorescence: XRF) พบธาตุยูเรเนียมและทอเรียม
  3. การวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในแผ่นการ์ดด้วยระบบวิเคราะห์แกมมาสเปคโตรสโคปี (Gamma Spectroscopy) พบนิวไคลด์กัมมันตรังสีของอนุกรมทอเรียมและยูเรเนียม
  4. การวัดค่าระดับรังสี (Dose rate) เทียบกับค่ารังสีพื้นหลัง พบว่า ระดับรังสีของแผ่นการ์ดสูงกว่าระดับรังสีพื้นหลัง ประมาณ 200 เท่าที่ระยะห่างจากแผ่นการ์ด 1 เซนติเมตร ซึ่งระดับรังสีที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 40 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือเทียบเป็น 350 เท่าของขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไปในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงความปลอดภัยทางรังสี พ.ศ. 2561
  5. การวัดค่าการกระจายตัวของสารกัมมันตรังสีในแผ่นการ์ด ด้วยเทคนิค Imaging plate พบว่าสารกัมมันตรังสีกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นการ์ดอย่างสม่ำเสมอ
  6. การถ่ายภาพเพื่อดูลักษณะภายในของแผ่นการ์ดด้วยรังสีเอกซ์ ไม่พบชิ้นส่วนอื่นใดประกอบอยู่ภายในแผ่นการ์ด

ทั้งนี้ หากยูเรเนียมและทอเรียมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการแผ่รังสีต่ออวัยวะภายใน และเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดยปส. เตรียมการวิเคราะห์การปนเปื้อนของวัสดุกัมมันตรังสีเมื่อนำแผ่นการ์ดแช่ในน้ำในลำดับต่อไป และเมื่อมีข้อมูลครบถ้วน ปส. อาจดำเนินคดีกับบริษัทผู้จำหน่ายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปส. แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการครอบครองและใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของวัสดุกัมมันตรังสี วัสดุนิวเคลียร์ หรือวัตถุอันตรายดังกล่าว เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์หรือความคุ้มค่าแล้ว อาจได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559

หากประชาชนผู้ใช้สินค้ามีข้อกังวลใจประเด็นที่ไม่ทราบว่าจะนำการ์ดดังกล่าวไปกำจัดที่ไหน สามารถประสานไปยังสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เพื่อจัดการต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มส่งเสริมเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โทรศัพท์ 0 2596 7600 ต่อ 1123-4