รบ.เตือนอย่าเชื่อข่าวลือเปิดบัญชีแจก 3 พัน ยืนยันไม่ยกเลิกบัตรคนจน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ชาวบ้านจำนวนมากรอเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ หลังมีข่าวลือว่าใครมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลจะให้เงิน 3,000 บาท
  • รัฐบาลเตือนกรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น
  • พร้อมไม่มีนโยบายยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ดีขึ้น

รัฐบาลเตือนอย่าเชื่อข่าวลือเปิดบัญชี แจกเงิน 3 พัน ยืนยันไม่ยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งเป้าพัฒนาให้ดีขึ้น

พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนมากไปเข้าคิวเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงเทพ เช่น ที่ จ.พะเยา เพื่อรับเงินจำนวน 3,000 บาทจากรัฐบาล ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงข่าวลือที่พูดต่อๆ กันเท่านั้น

รัฐบาลยังคงสนับสนุนเงินสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยตามหลักเกณฑ์เดิม เช่น ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ค่ารถ ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ จึงยังไม่มีการโอนเงิน 3,000 บาทให้ตามที่ลือกันแต่อย่างใด นอกจากนี้ขอยืนยันว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้มีรายได้น้อยเป็นอย่างมาก โดยไม่มีนโยบายยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐราว 14.5 ล้านคน จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านการเงินได้สะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำธุรกรรม จึงออกมาตรการให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้สูงอายุ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากพื้นฐานได้ 1 บัญชี ต่อ 1 ธนาคาร

โดยไม่กำหนดวงเงินขั้นต่ำในการเปิดและเงินคงเหลือในบัญชี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีในการฝาก ถอน หรือโอน กับธนาคารพาณิชย์ และยังสามารถทำบัตรเอทีเอ็มกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี แต่ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิจะต้องไปลงทะเบียนกับธนาคาร เพื่อให้ได้รับการยกเว้น

ยกคำร้อง กรณีสมาคมรพ.เอกชน ขอทุเลาควบคุมราคายา-เวชภัณฑ์

ประเด็นน่าสนใจ

  • คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้ออกประกาศกำหนดให้ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรคเป็นสินค้าควบคุม
  • สมาคมโรงพยาบาลเอกชน เห็นว่าเป็นการออกกฎที่ขัดต่อกฎหมายจึงฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนประกาศและขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศ
  • ศาลยกคำร้อง โดยเห็นว่าคดีนี้เกิดจากมีข้อร้องเรียนในเรื่องราคายาและบริการทางการแพทย์สูงเกินจริง การที่คณะกรรมการกลางฯ ออกประกาศจึงชอบด้วยอำนาจหน้าที่

ศาลปกครองยกคำร้อง สมาคมรพ.เอกชน ขอทุเลาควบคุมราคายา-เวชภัณฑ์ โดยเห็นว่าเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว

วันที่ 13 มิ.ย. 2562 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2562 ในคดีหมายเลขดำที่ ฟร.9/2562 ระหว่างสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ที่ 1 กับพวกรวม 42 คนผู้ฟ้องคดี ขณะที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน เป็นผู้ถูกฟ้องคดี

โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้ออกประกาศฉบับที่ 1 พ.ศ. 2562 เรื่องการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ลงวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 21 มกราคม 2563 หรือจนกว่าจะมีการออกประกาศฉบับใหม่

โดยประกาศดังกล่าวมีการกำหนดให้สินค้าตามประกาศเป็นสินค้าควบคุม และกำหนดให้บริการตามประกาศเป็นบริการควบคุม รวมทั้งได้ประกาศกำหนดให้ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรคเป็นสินค้าควบคุม และประกาศกำหนดให้บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรคเป็นบริการควบคุม

ศาลปกครองสูงสุด ยกคำร้องขอทุเลาควบคุมราคายา-เวชภัณฑ์

ทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เห็นว่าเป็นการออกกฎที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงฟ้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการดังกล่าว เฉพาะข้อ 3 (13) ยารักษาโรค (14) เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค

และ (50) บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค พร้อมทั้งมีคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศดังกล่าว

ทั้งนี้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำขอของผู้ฟ้องเป็นคำขอทุเลาการบังคับตามกฎที่ออกโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการทุเลาการบังคับได้เมื่อมีองค์ประกอบครบสามประการ คือ ประการแรก กฎหรือคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประการที่สอง การให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปในระหว่างการพิจารณาคดี จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้ฟ้องคดีจนยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง และประการที่สาม การทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองในระหว่างการพิจารณาคดีไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ หรือแก่บริการสาธารณะ

เหตุคดีนี้เกิดจากมีข้อร้องเรียนในเรื่องราคายาและบริการทางการแพทย์มีราคาสูงเกินสมควร ซึ่งคณะกรรมการกลางฯ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการค้าภายในประเทศ จึงกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาความเดือดร้อนให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย และได้ออกประกาศดังกล่าวซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่มาตรา 9 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ในชั้นนี้จึงเห็นว่า คณะกรรมการกลางฯ ได้ออกประกาศโดยชอบด้วยอำนาจหน้าที่ และเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว ซึ่งในขณะที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนฟ้องคดีนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลราคาสินค้าและบริการ คณะกรรมการกลางฯ ยังมิได้กำหนดมาตรการในรายละเอียดเรื่องราคาสินค้าหรือบริการดังกล่าวแต่อย่างใดจึงยังไม่มีมาตรการใดๆ มาบังคับกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน

กรณีคำขอทุเลาการบังคับตามกฎนี้จึงเป็นคำขอที่ไม่ครบหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามกฎพิพาท ตามคำขอของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้ ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามกฎของสมาคมโรงพยาบาลเอกชน

ความเป็นมาของ ‘คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี’ ในสนามบินเมืองไทย

ผลการประมูลดิวตี้ฟรีของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ออกมาแล้วว่า ‘คิง เพาเวอร์’ จะยังคงเป็น ‘ดิวตี้ฟรี’ ที่อยู่คู่กับสนามบินไทยไปอีก 10 ปี ทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ 1 สัญญา สนามบินเชียงใหม่ สนามบินภูเก็ต และสนามบินหาดใหญ่ อีก 1 สัญญา นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสนามบินอู่ตะเภา ที่คิง เพาเวอร์ ชนะประมูลมาเมื่อปีก่อน ส่วนสัมปทานดิวตี้ฟรีสนามบินดอนเมืองนั้น จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2565 เราจะมาย้อนดูเส้นทางความเป็นมาของ คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี กับการคงอยู่คู่สนามบินไทยกัน

วิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้ก่อตั้ง คิง เพาเวอร์ ผู้ล่วงลับ เริ่มต้นทำธุรกิจดิวตี้ฟรีจากการเข้าซื้อหุ้นดิวตี้ฟรีที่ฮ่องกง เริ่มจาก 10% จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ วิชัยสนใจธุรกิจนี้จากการที่เป็นคนเดินทางบ่อย ได้เห็นดิวตี้ฟรีทั่วโลก แต่ธุรกิจดิวตี้ฟรีในประเทศไทยตอนนั้นให้สัมปทานเฉพาะรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ซึ่งเป็นของการบินไทย

จุดเริ่มต้นของการทำดิวตี้ฟรีในไทย เกิดขึ้นเมื่อวิชัยซึ่งมีประสบการณ์ทำดิวตี้ฟรีในฮ่องกงมาหลายปี ได้ร่วมกับพาร์ตเนอร์ เข้าไปบริหารพื้นที่ดิวตี้ฟรีสนามบินดอนเมือง โดยการว่าจ้างของ ทอท. แต่ ทอท. ยังเป็นผู้ถือสัมปทานไว้

กระทั่งในปี 2532 มีโครงการเปิดประมูลสัมปทานร้านค้าปลอดอากรนอกพื้นที่สนามบิน แต่นโยบายยังคงต้องเป็นรัฐวิสาหกิจเท่านั้น วิชัยซึ่งตอนนั้นแยกทางกับพาร์ตเนอร์แล้ว จึงไปชวนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. มาร่วมทุน โดยแบ่งหุ้นให้ ททท. 10% และให้ ททท. เป็นคนถือสัมปทาน 5 ปี จนได้รับใบอนุญาตให้เปิดตัวร้านค้าปลอดภาษีและอากรในเมืองแห่งแรกของประเทศไทย ที่อาคารมหาทุนพลาซ่า ถนนเพลินจิต

นั่นคือจุดเริ่มต้นของ คิง เพาเวอร์ ในปัจจุบัน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อนี้ ชื่อ คิง เพาเวอร์ มาจากตอนที่วิชัยมีปัญหากับหุ้นส่วนที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล วิชัยถูกบีบให้ขายหุ้นทั้งหมด เขาภาวนาขอพระบารมีในหลวง ร.๙ คุ้มครอง ปรากฏว่าฝ่ายโน้นยอมถอยและผ่านพ้นมาด้วยดี จึงเปลี่ยนชื่อเป็น คิง เพาเวอร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลมานับตั้งแต่นั้น

ส่วนการขยับไปได้พื้นที่สนามบิน คือเมื่อปี 2536 โดยได้รับสัมปทานจาก ทอท. จำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในอาคารท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ ตอนนั้นสัมปทานที่ดอนเมืองแยกเป็น 2 ราย คืออาคาร 1 และอาคาร 2 คิง เพาเวอร์ได้สัมปทานอาคาร 1 แต่ทำไปสักระยะอีกเจ้าหนึ่งมีปัญหา คิง เพาเวอร์ จึงได้สัมปทานมาทำแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งครั้งหลังสุดได้รับสัมปทานใหม่ปี 2555

ส่วนสนามบินสุวรรณภูมินั้น คิง เพาเวอร์ ได้รับสัมปทานในการบริหารจัดการทั้งพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอดภาษีและอากรและพื้นที่เชิงพาณิชย์ในปี 2549 ซึ่งในมุมมองของคิง เพาเวอร์ บริษัทมีความได้เปรียบคู่แข่งขันรายอื่นเพราะทำมาก่อน รวมทั้งความเป็นบริษัทของคนไทยที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐสูงกว่าบริษัทต่างประเทศ

สัญญาสัมปทานที่สนามบินสุวรรณภูมิมีอายุ 10 ปี แต่ คิง เพาเวอร์ ได้รับการต่อสัญญาสัมปทานออกไปอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวม 4 ปี กลายเป็น 14 ปี ซึ่งสัญญาจะสิ้นสุดปี 2563 สาเหตุของการต่อสัญญามาจากเหตุการณ์ปิดสนามบิน และภาวะความไม่สงบของบ้านเมืองในช่วงนั้น

สรุป สัมปทานดิวตี้ฟรีในสนามบินไทยของ คิง เพาเวอร์

  • สนามบินสุวรรณภูมิ: ดิวตี้ฟรี+พื้นที่เชิงพาณิชย์ อายุสัมปทาน 10 ปี (17 ก.ย. 2563 – 23 มี.ค. 2574)
  • 3 สนามบินภูมิภาค สนามบินเชียงใหม่ สนามบินภูเก็ต สนามบินหาดใหญ่: อายุสัญญา 10 ปี (การประมูลล่าสุดแยกคนละสัญญากับสุวรรณภูมิ)
  • สนามบินอู่ตะเภา: ชนะประมูลปี 2561 อายุสัญญา 10 ปี
  • สนามบินดอนเมือง: รับสัมปทานครั้งหลังสุดปี 2555 หมดสัญญา ก.ย. 2565 รอเปิดประมูลใหม่

ทั้งนี้ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และ 3 สนามบินภูมิภาค เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นของ ทอท. ส่วนสนามบินอู่ตะเภา เป็นสนามบินของกองทัพเรือไทย

รู้หรือไม่?

นามสกุล ‘ศรีวัฒนประภา’ มาจากการที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล โดยนามสกุลเดิมของ วิชัย ศรีวัฒนประภา คือ ‘รักศรีอักษร’


อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก
– https://praew.com/luxury/206749.html
– http://story.kingpower.com/th/corporate-history-th/