ลูกสาว ‘เสรีพิศุทธ์’ ออกโรงตอบข้อสงสัย พ่อดุจริงไหม? หลังอภิปรายดุเดือดในสภา

ประเด็นน่าสนใจ

  • ลูกสาว ‘เสรีพิศุทธ์’ตอบข้อสงสัย พ่อดุจริงไหม?
  • ลูกสาว เสรีพิศุทธ์ เผยพ่อไม่ดุ เป็นคนน่ารักมุ้งมิ้ง

จากกรณีที่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังโชว์ลีลาในการอภิปรายคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งบรรยายผลงาน 5 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างดุเดือดนั้น จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างวงกว้างในโลกออนไลน์ โดยมีความคิดเห็นหนึ่งโพสต์ไว้ว่า “ไม่อยากนึกสภาพถ้าเป็นลูกของ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์แล้วตื่นสายโดนพ่อเข้าห้องมาปิดแอร์ด่า”

ล่าสุดวันนี้(7 มิ.ย.) ศศิภาพิมพ์ เตมียเวส บุตรสาวคนโตของ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ได้โพสต์ข้อความตอบผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว  ระบุว่า “เวลาตื่นสาย ตั้งแต่เด็กจนโต พ่อไม่เคยปิดแอร์ด่าเลยนะจ๊ะ เพราะพ่อเป็นคนขี้เกรงใจมาก เวลาคนนอนไม่ชอบปลุก แต่ที่โดนบ่นหนักสุดก็คือ เป็นผู้หญิงยิงเรือ กลับบ้านดึกมันไม่ดีนะลูก 55555 #คำยืนยันจากลูกเสรีพิศุทธ์ #ตื่นสายได้พ่อไม่ว่า”

ขณะเดียวกัน ทัศนาวัลย์ เตมียเวส บุตรสาวคนเล็ก ก็โพสต์ข้อความบอกความเป็นตัวตนของคุณพ่อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกัน ระบุว่า “เราตื่นสายทุกวัน พ่อไม่เคยเข้ามาเลยนะจ๊ะ ชิลเว่อร์ ที่โดนบ่นหนักสุดก็แค่เรื่องอ้วน ไม่ยอมออกกำลังกาย และสภาพห้องที่รกไปหน่อย แถมยังบอก ป๊าฮาร์ดคอร์กับลูกไม่ได้ ไม่งั้นลูกจะฮาร์ดคอร์กลับ ! พร้อมยืนยันว่าป๊าเป็นคนน่ารัก มุ้งมิ้ง”

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Patty Taemeyaves, Sasipapim Taemeyaves

นักวิชาการชี้รัฐบาลใหม่อาจเผชิญปัญหาในสภา

ประเด็นน่าสนใจ

  • นักวิชาการมองว่า รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นรัฐบาลผสม “เสียงปริ่มน้ำ” หากเข้าไปสู่ระบบรัฐสภาจริง รัฐบาลอาจยังมีเสถียรภาพไม่พอ
  • หากบริหารจัดการไม่ดี อาจเกิดเสียงแตก

หลังจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 500 เสียง ที่มาจาก ส.ว.และ ส.ส. 

ซึ่งเรื่องนี้ ทางนักวิชาการเองมองว่า ด้วยความที่เป็นรัฐบาลผสม “เสียงปริ่มน้ำ” หากเข้าไปสู่ระบบรัฐสภาจริง รัฐบาลอาจยังมีเสถียรภาพไม่พอ  ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารงาน      

รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึง ทิศทางการบริหารงานของรัฐบาล หลังเสร็จสิ้นการโหวตนายกรัฐมนตรี ว่าแม้คะแนนโหวตครึ่งหนึ่ง ที่เลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมาจากสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. แต่การเดินหน้าในระบบที่จะไม่มี ส.ว.มาร่วมด้วย รัฐบาลจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น   

พร้อมมองว่า รัฐบาลอาจรักษาเสถียรภาพได้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นรัฐบาลผสม มีหลายกลุ่ม หากบริหารจัดการไม่ดี อาจเกิดเสียงแตก และต่อจากนี้ จะเป็นการลงคะแนนแบบลับ จึงอาจทำให้เกิด “ส.ส.งูเห่า”

   

ที่ปรึกษาคณะกรรมการสวนดุสิตโพล ยังมองถึงการแบ่งโควตารัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัว อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปร ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ เพราะหลายพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ก็มีนโยบายที่นำเสนอไว้แล้ว และพรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน หากผิดข้อตกลง 

ส่วนกระแสข่าวการยกเลิกข้อตกลงแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น หากเป็นไปตามข่าว เชื่อว่ารัฐสภาจะเกิดความวุ่นวาย และส่งผลต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และยุบสภา      

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์สุขุม ยังแนะนำว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องปรับตัวเรียนรู้ความเป็นนักการเมืองมากขึ้น

สรุปความเคลื่อนไหว กรณี ‘บัตรคนจน’ กำลังจะ ‘หมดอายุ’ 30 ก.ย. 2562 นี้

สืบเนื่องจาก ‘โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ หรือ ‘บัตรคนจน’ สำหรับช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 14.5 ล้านคน จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2562 ความคืบหน้าในด้านต่างๆ เป็นอย่างไร ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวออกมาจากทาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สรุปได้ดังนี้ 

1. กระทรวงการคลังยืนยันว่า ยังมีเงินแจกไปจนถึงเดือน ก.ย. 62 ตามระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ ประมาณ 1,400-1,600 ล้านบาท

2. การขยายระยะเวลาโครงการบัตรสวัสดิการฯ จากเดือน ก.ย. ออกไปถึงเดือน ธ.ค. ยังเป็นแค่แนวคิด รวมทั้งเรื่องการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการฯ ให้กับกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งด้วย

3. ทั้งนี้กระทรวงการคลังกำลังจัดทำแผนงานโครงการบัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่ เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ได้ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ และเริ่มให้ความช่วยเหลือได้ต้นปี 63 เป็นต้นไป

4. โดยสาระสำคัญจะปรับหลักเกณฑ์การเปิดรับลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ให้ใช้รายได้ทั้งครัวเรือนประจำปีมาเป็นตัวชี้วัดแทนรายได้ของบุคคล เพื่อความรัดกุมยิ่งขึ้น ป้องกันไม่ให้คนที่มีรายได้สูงเข้ามาสวมสิทธิถือบัตร จากเดิมที่ให้หนึ่งคนต้องมีรายได้หรือทรัพย์สินไม่เกิน 1 แสนบาท แต่เกณฑ์ใหม่จะวัดรายได้ทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก มารวมกัน เช่น ถ้าครอบครัวมี 4 คนก็อาจวัดรายได้ครัวเรือนที่ 4 แสนบาท

5. การปรับหลักเกณฑ์เปิดรับลงทะเบียนใหม่เช่นนี้ จะทำให้มีผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดลงไปถึง 1 ใน 3 จากปัจจุบันที่ได้รับสิทธิ 14.5 ล้านคน ลดเหลือเพียงไม่ถึง 10 ล้านคน ทำให้รัฐสามารถนำงบประมาณไปใช้ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

6. วงเงินที่เตรียมใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการรอบใหม่ กระทรวงการคลังได้ทำเรื่องบรรจุในงบประมาณประจำปี 63 ไปแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แต่ต้องรอการเปิดสภาพิจารณางบประมาณประจำปีก่อน โดยน่าจะเริ่มนำเงินไปใช้ได้อย่างเร็วต้นปีหน้า

7. ทั้งนี้โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่และรัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้พิจารณา


ที่มา:

  • https://www.thairath.co.th/news/business/1586328
  • https://www.dailynews.co.th/economic/713301