เหมืองทองอัครา มหากาฬความขัดแย้ง ประเด็นที่ถูกนำมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ถึงการใช้ ม.44 ให้สั่งปิดเหมือง
สำหรับการประชุมรัฐสภาในวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อทำการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยก่อนการลงมติได้มีการอภิปรายถึงเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี และมีการหยิบยกประเด็นมหากาฬเหมืองทองอัคราขึ้นมา โดยนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา สั่งปิดเหมืองทำให้รัฐบาลถูกฟ้องร้องและอาจส่งผลให้แพ้คดีในที่สุด
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้อภิปรายแย้งว่า การกล่าวของนายสุทินว่ารัฐบาลต้องจ่ายค่าเสียหายจากการถูกฟ้อง 4 หมื่นล้านบาทไม่เป็นความจริง ซึ่งถูกฟ้องร้องเพียง 3,000 ล้าน โดยเป็นตัวเลขที่แตกต่างจากที่กล่าว อีกทั้งรัฐบาลไทยมีโอกาสชนะ เพราะจากการตรวจสอบจากกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่าบริษัททำผิดเงื่อนไขสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องต้องสั่งปิดเหมือง

มหากาฬเหมืองทองอัครา
บริษัท คิงส์เกท คอนโซลิเดตเต็ด จำกัด จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกิจการเหมืองทองอัครา ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร มีพื้นที่รวม 3,900 ไร่ ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก จ.เพชรบูรณ์ โดยดำเนินการกิจการขุดแร่หาทองคำเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2544
ขณะที่ในปี 2551 อัครา ได้มีการขอขยายพื้นที่ทำเหมืองแร่และผลิตโลหกรรมเพิ่ม ซึ่งขณะนั้นมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยและเริ่มมีการคัดค้าน ต่อมาในปี 2553 ได้สร้างบ่อทิ้งเก็บกากแร่แห่งที่ 2 โดยไม่มีการขออนุญาต ผิดวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งทาง อีไอเอ ยังรายงานว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกับคนในชุมชน จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านเริ่มรวมตัวฟ้องร้อง
ประเด็นเหมืองทองอัคราเป็นกรณีที่เกิดปัญหามาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยมีการขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีกลุ่มชาวบ้านได้รวมตัวกันคัดค้านการทำเหมืองทองคำ โดยอ้างว่ามีผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม เกิดฝุ่นละอองจนทำให้มีปัญหาด้านสุขภาพ
ขณะที่เมื่อปี พ.ศ. 2559 ประชาชนจากบริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี หรือ เหมืองทองอัครา รวมถึงพนักงานและครอบครัว ประมาณ 5 พันคน ออกมาเคลื่อนไหวรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร โดยมีเป้าหมายที่จะยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเห็นใจจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า “เหมืองทองอัคราจังหวัดพิจิตรมิได้เลวร้ายอย่างที่คิด อีกทั้งอยากชี้แจงว่าถ้าปิดเหมืองทองจะทำให้มีคนตกงานกว่า 2 พันคน”
ผลตรวจคลุมเครือมีกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่
ด้านนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการฝ่ายประสานงานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส เคยเปิดเผยถึงกรณีการสั่งระงับดำเนินกิจการเหมืองทองอัคราว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริง ปัญหาความขัดแย้งเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เป็นเพียงข้ออ้างของคนบางกลุ่ม
ซึ่งแท้จริงสาเหตุความขัดแย้งเป็นเรื่องปัญหาที่ดิน หลังมีบางกลุ่มพยายามเสนอขายที่ดินให้บริษัทในราคาสูงกว่าราคาประเมิน แต่บริษัทไม่สามารถรับซื้อไว้ได้ จึงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองทองคำ
ใช้ ม.44 ยุติการทำเหมืองถึงสิ้นปี 2559
การโจมตีจากกลุ่มต่างๆ และชาวบ้านที่เผยว่าได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยได้มีร้องเรียน คัดค้าน ฟ้องร้องกันมาต่อเนื่อง จนในที่สุดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้รับทราบมติร่วมกันของ 4 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โดยสั่งยุติการขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ ประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ และการขอต่ออายุประทานบัตรทั่วประเทศ รวมถึงได้มีการออกคำสั่งใช้กฎหมายมาตรา 44 เรื่องการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ โดยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตต่างๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา ระงับการประกอบกิจการไว้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป
ประทานบัตรเหมืองทองคำชาตรี ได้รับอนุญาตถึง 2571
บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ว่า ตามที่มีคำแถลงจากท่านรัฐมนตรีอุตสาหกรรมในวันที่ 10 พ.ค. 2559 กรณีให้เหมืองแร่ทองคำชาตรี ของบริษัทฯ หยุดดำเนินกิจการเหมืองภายในสิ้นปี 2559 นี้ สร้างความประหลาดใจให้กับบริษัทฯ เป็นอย่างมาก
เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงมีประทานบัตรที่ได้รับอนุญาตอยู่จนถึงปี 2571 ซึ่งบริษัทฯ ได้วางแผนการทำเหมืองไว้แล้วจนถึงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่บริษัทฯ เริ่มดำเนินกิจการ บริษัทฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดว่ากิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรีแต่อย่างใด
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีส่วนช่วยสร้างให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยทั้งในระดับท้องถิ่นและต่อประเทศไทยโดยรวม ขณะนี้ บริษัทฯ ยังไม่ได้รับเอกสารแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากทางภาครัฐ ซึ่งอย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะได้ทำการหารือกับที่ปรึกษาด้านกฏหมายเพื่อพิจารณาช่องทางการดำเนินการต่างๆ ตามกฏหมาย
ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฏหมาย และข้อกำหนดทุกอย่างตามกฏหมายแห่งประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อย่างเคร่งครัดเสมอมา
คดีฟ้องร้อง
ในปี 2560 คิงส์เกต ออกแถลงการณ์ให้ทางการไทยยกเลิกระงับกิจการ รวมถึงเรียกร้องค่าชดเชย ซึ่งทางรัฐบาลไทยยืนยันจะไม่จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นเหตุให้ทาง คิงส์เกต ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย
ทั้งนี้ต่อมาบริษัท ซูริก ออสเตรเลีย อินชัวรันซ์ ลิมิเต็ด ในฐานะผู้รับประกันภัยให้กับบริษัทคิงส์เกต ได้ยอมรับข้อตกลงการไกล่เกลี่ย เตรียมจ่ายเงินชดเชยจากกรมธรรม์ประกันภัย มูลค่ากว่า 82 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,843 ล้านบาท ให้กับทางบริษัทคิงส์เกต จากความเสี่ยงทางการเมือง ขณะที่การต่อสู้กันในชั้น ในวันที่ 19 พ.ย 62 คณะอนุญาโตตุลาการ จะมีการนัดหารือนัดแรกระหว่างบริษัทคิงส์เกตกับรัฐบาลไทย โดยการต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการคาดว่าจะรู้ผลการพิจารณาภายใน 2 ปี




