เปิดประวัติ ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ ส.ส.ศรีสะเกษ ภูมิใจไทย สวนมติพรรค ‘งดออกเสียง’

ประเด็นน่าสนใจ

  • สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ ภูมิใจไทย สวนมติพรรค ‘งดออกเสียง’
  • ประวัติ ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ ส.ส.ศรีสะเกษ ภูมิใจไทย

วันที่ 5 มิ.ย. 62 เมื่อเวลา 21.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการลงมติด้วยการขานชื่อรายบุคคล ปรากฎว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ได้ลงมติงดออกเสียง ซึ่งสวนทางกับมติพรรคที่สนับสนุนเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับประวัติ นายสิริพงศ์  เคยเป็นศิษย์เก่าสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หรืออีกมุมหนึ่งเขาคือ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สิริมงคลพร๊อพเพอร์ตี้ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย มีชื่อเสียงของจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งต่อท้ายอีกมากมายทั้งในเรื่องธุรกิจและการเมือง รวมทั้งได้ส่งต่อโอกาสให้กับคนที่รักการทำหนังโดยเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ไทบ้านเดอะซีรีส์”  ก่อนย้ายมาอยู่ภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ เคยอยู่พรรคชาติไทยมาก่อน และตัดสินใจเดินหันหลังให้พรรคชาติไทยฯ เนื่องด้วยเหตุผลนโยบายพรรคเปลี่ยนไป

ทั้งนี้ การประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย สมาชิกรัฐสภาขานชื่อลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตจากพรรคพลังประชารัฐ เป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยได้คะแนนเสียง 498 เสียง แซงหน้า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แคนดิเดตชิงนายกรัฐมนตรีจาก 7 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้คะแนนเสียง 244 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และมี สมาชิกรัฐสภาลาป่าย 1 ราย

‘ธนาธร’ แถลงขอบคุณ 244 เสียงในสภา ลั่น ‘เราไม่ได้แพ้ แต่ถูกปล้นชัยชนะไป’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แถลงภายหลังโหวตนายกฯ เสร็จสิ้น
  • ธนาธร ขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถหยุดยั้งอำนาจคสช.ได้
  • ธนาธร ลั่น ‘เราไม่ได้แพ้ แต่ถูกปล้นชัยชนะไป’

‘ธนาธร’ แถลงหลังแพ้โหวต ‘ประยุทธ์’ ชี้เราโดนปล้นชัยชนะ ขอพี่น้องประชาชนอย่าเพิ่งสิ้นหวัง เวลายังอยู่กับเรา

วันที่ 5 มิ.ย. ที่รัฐสภาชั่วคราว อาคารทีโอที นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทยในวันนี้ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาขานชื่อลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตจากพรรคพลังประชารัฐ เป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยได้คะแนนเสียง 500 เสียง แซงหน้า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แคนดิเดตชิงนายกรัฐมนตรีจาก 7 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้คะแนนเสียง 244 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และมี สมาชิกรัฐสภาลาป่าย 1 ราย

นายธนาธร ระบุว่า ขอโทษประชาชนทุกคนที่ตนทำภารกิจไม่สำเร็จ ไม่สามารถหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจคสช.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ แต่ย้ำว่าพวกเราไม่ได้พ่ายแพ้ แต่ชัยชนะที่ได้ถูกโจรปล้นไป รวมทั้งขอบคุณคะแนนเสียงขานชื่อทั้ง 244 เสียง จากพรรคการเมือง 7 พรรค ย้ำขอให้พี่น้องประชาชนอย่าเพิ่งสิ้นหวัง เวลายังอยู่กับเรา

เราไม่ได้พ่ายแพ้ แต่ชัยชนะของเราถูกปล้น เราสู้จนถึงนาทีสุดท้าย เราได้ทำตามหาเสียงไว้  พี่น้องประชาชน ไม่ใช่เวลาของการสิ้นหวัง เวลายังอยู่กับเรา ขอบคุณพรรคการเมือง 7 พรรคที่ส่งชื่อ ธนาธร ชิงนายกรัฐมนตรี  ขอบคุณทุกท่าน 244  เสียงที่ขานชื่อ ธนาธร เป็นนายกฯ

ล่าสุด!! คุณหญิงสุดารัตน์ โพสต์ “อีกฝั่ง อยู่นิ่งๆ เส้นชัยก็วิ่งเข้าหาแล้ว”

คุณหญิงสุดารัตน์โพสต์เฟซบุ๊ก ถ้านี่คือการแข่งขันกีฬา สิ่งที่เราพบก็คือ ทีมประชาธิปไตยถูกโกงตลอดสนามการแข่งขัน ขณะที่อีกฝั่ง อยู่นิ่งๆ เส้นชัยก็วิ่งเข้าหาแล้ว

วันที่ 5 มิ.ย.2562 เวลาประมาณ 22.55 น.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphanว่า 7 พรรคการเมือง ร่วมปกป้องประชาธิปไตยจนถึงที่สุด

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ได้กล่าวว่าทีม เพื่อไทยทำการบ้านกันข้ามคืน เพื่อการอภิปรายในวันนี้ พร้อมย้ำว่า ถ้านี่คือการแข่งขันกีฬา

สิ่งที่เราพบก็คือ ทีมประชาธิปไตยถูกโกงตลอดสนามการแข่งขัน ขณะที่อีกฝั่ง อยู่นิ่งๆ เส้นชัยก็วิ่งเข้าหาแล้ว เหมือนที่ แกนนำพรรคพลังประชารัฐบางคน เคยพูดไว้บนเวทีว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา”

เนื้อหาทั้งหมดมีดังนี้

ทีมเพื่อไทย ทุกคนกำลังใจเต็มเปี่ยม พลังงานเหลือล้น ทำการบ้านกันข้ามคืน เพื่อตั้งใจอภิปรายให้สมาชิกสภาและประชาชนเห็นถึงความไม่เหมาะสมของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ

ประการแรก ส.ส.เพื่อไทย เปิดประเด็นให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) 98 (15) เนื่องจากเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”

ในข้อนี้ ส.ส.ของเรายกหลักฐานชัดเจนว่า ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ได้เคยพิพากษาว่าหัวหน้า คสช. คือ “เจ้าพนักงาน” ซึ่งหมายความว่าเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ซึ่งเป็นหลักฐานว่า พล.อ. ประยุทธ์ ไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ตามคุณลักษณะต้องห้ามที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 160(6) กำหนดไว้

ประการต่อมา ส.ส.เพื่อไทย เปิดประเด็นให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมข้อ 5 ที่ระบุว่า “ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

เหมือนที่ ส.ส.สุทิน คลังแสง จากมหาสารคาม ยกตัวอย่างชัดเจนว่า “รัฐธรรรมนูญระบุชัดเจนว่าการล้มล้างรัฐธรรมนูญเป็นกบฎ ท่านทำผิดข้อนี้ แต่ไปนิรโทษกรรมตัวเอง ในการนิรโทษกรรมเพียงแค่ไม่เอาผิด แต่ความผิดนั้นยังคงอยู่ ท่านยังได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ากบฎ ถ้าเลือกพลเอกประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เปรียบเสมือนการเอาโจรมาใส่ชุดตำรวจ”

ประการที่สาม พลเอกประยุทธ์ ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมข้อ 7 ที่ระบุว่า “ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ตนเอง” และขัดต่อข้อ 11 ที่ระบุว่า “ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม”

กรณีตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือที่มา และกระบวนการคัดเลือก 250 ส.ว.ซึ่งสาธารณะชนจดจำเรียกขานกันว่า #สวเอื้อพวกพ้อง และ 250 ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากประชาชนนี้เองที่ได้ขานชื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเสริมอีกมากมาย เหมือนที่ นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.จากจังหวัดน่าน ย้ำว่า “ถ้าปล่อยให้สภาฯ สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี การบริหารบ้านเมืองจะเดินไปสู่ความหายนะและล้มเหลว เนื่องจากวิธีคิดในการบริหารประเทศ ที่ยึดเอารัฐราชการเป็นศูนย์กลาง ซึ่งที่ถูกต้องควรเป็น ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ดิฉันอยากย้ำว่า ถ้านี่คือการแข่งขันกีฬา สิ่งที่เราพบก็คือ ทีมประชาธิปไตยถูกโกงตลอดสนามการแข่งขัน ขณะที่อีกฝั่ง อยู่นิ่งๆ เส้นชัยก็วิ่งเข้าหาแล้ว เหมือนที่ แกนนำพรรคพลังประชารัฐบางคน เคยพูดไว้บนเวทีว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา”

ไม่รวมถึงว่า ยังมีนักการเมืองตระบัดสัตย์ หันไปต่อชีวิตต่อเวลาให้เผด็จการอีกเป็นจำนวนมาก แตกต่างจากที่ได้เคยหาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้งอย่างสิ้นเชิง

แม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบ และถูกกระทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ 7พรรคฝ่ายประชาธิปไตยยอมแพ้

เรายืนหยัดอยู่ได้เพราะ “ประชาชน” และด้วยการตระหนักอยู่เสมอว่า “โอกาสของประเทศ และโอกาสของประชาธิปไตยที่จะได้กลับมาลงหลักปักฐานให้มั่น คือภารกิจสำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจทางการเมือง”

นี่คือความมุ่งมั่นของพวกเรา 7พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งยึดมั่นต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง จนถึงวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ และนำพาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กลับคืนมา

กาลเวลาพิสูจน์ว่า เราไม่เคยทรยศประชาชน และการยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะทำให้เรายืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เมื่อหันกลับมามองวันนี้ เรายืดอกได้อย่างภาคภูมิ ว่า “เราได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วเพื่อปกป้องประชาธิปไตยจนถึงที่สุด