เสียงสะท้อนหลังเลื่อนปรับขึ้นภาษีบุหรี่อัตราเดียวไปอีก 1 ปี

มหาเถรสมาคม มีมติแจ้งทุกวัดทั่วประเทศติดป้ายเขตปลอดบุหรี่ หากไม่ปฏิบัติตาม มีโทษตามกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ปี 2560

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลขยายเวลาการปรับภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 40 ออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากเป็นการเข้าข้างธุรกิจยาสูบ จึงเรียกร้องรัฐบาลแสดงความจริงใจปกป้องสุขภาพประชาชน

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่ามีผู้สูบบุหรี่ 10 ล้าน 7 แสนคน และป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ 1 ล้านคน ข้อมูลในปี 2557 มีคนไทยที่ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 580,000 ครั้ง แต่ละครั้งเฉลี่ยอยู่โรงพยาบาล 6 วัน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายมากกว่ารายได้จากธุรกิจยาสูบ

การเลื่อนปรับภาษีบุหรี่ ทำให้เสียโอกาสในการใช้เครื่องมือในการควบคุมยาสูบ จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้ชดเชยการเลื่อนการขึ้นภาษียาสูบครั้งนี้ ด้วยการแสดงความจริงใจในการสนับสนุนการควบคุมยาสูบ เพราะหากฝ่ายธุรกิจยาสูบได้ สุขภาพของประชาชนก็จะเสีย

ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ให้ขยายเวลาการปรับภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 40 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลในเดือนตุลาคม ปี 2563 จากเดิมที่เห็นชอบเมื่อเดือนกันยายน ปี 2560 ให้ปรับอัตราภาษีบุหรี่ราคาไม่เกิน 60 บาท คิดภาษีร้อยละ 20 และราคาเกิน 60 บาท คิดภาษีร้อยละ 40 โดยเปลี่ยนเป็นภาษีอัตราเดียวที่ร้อยละ 40

โดยให้เหตุผลว่าต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบุหรี่ขณะที่นายวีระ จำลอง ผู้ช่วยโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ.เปิดเผยว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติรับทราบตามที่กรมควบคุมโรคมีหนังสือ กรณีข่าวการแจ้งความดำเนินคดีเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคเหนือ เนื่องจากเจ้าอาวาสไม่จัดพื้นที่ทั้งหมดในวัด เป็นเขตปลอดบุหรี่ ตามกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ปี 2560

กรมควบคุมโรค จึงขอความร่วมมือให้ศาสนสถานทุกแห่ง ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยกำหนดให้พื้นที่และบริเวณทั้งหมดของสถานที่ทางศาสนา ศาสนสถาน หรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของศาสนา ทั้งภายในและภายนอกอาคาร เป็นเขตปลอดบุหรี่

สถานที่ทางศาสนา ศาสนสถาน หรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของศาสนา ต้องมีเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ติดแสดงไว้ให้เห็นโดยชัดเจน ต้องไม่มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการสูบบุหรี่ หากเจ้าอาวาส หรือบุคคลอื่นซึ่งมีฐานะเป็นผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติตาม ต้องโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

รวมถึงต้องแแจ้งเตือนว่า สถานที่นั้นเป็นเขตปลอดบุหรี่ ทั้งการควบคุม ดูแล ห้ามปราม เพื่อไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ กรณีไม่ปฏิบัติตามต้องโทษปรับไม่เกิน 3,000 บาท และกรณีมีผู้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ ผู้ฝ่าฝืนต้องโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาททั้งนี้ มส.มีมติให้แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดต่อไป

ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ยื่นหนังสือถามข้อเท็จจริงอาการบาดเจ็บ ‘จ่านิว’

ประเด็นน่าสนใจ

  • จ่านิว ถูกรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บ หลังร่วมทำกิจกรรมตั้งโต๊ะล่ารายชื่อเรียกร้องให้ ส.ว. 250 คนจาก คสช. ไม่ต้องร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
  • ธันวา ส.ส.พลังประชารัฐ ตั้งข้อสงสัยถึงอาการบาดเจ็บของจ่านิวว่าสาหัสปางตายดังที่กล่าวอ้างกันหรือไม่
  • ธันวา ส.ส.พลังประชารัฐ ยื่นหนังสือถึง รพ.มิชชั่น สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของจ่านิว

ธันวา ไกรฤกษ์ ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ยื่นหนังสือถึง รพ.มิชชั่น สอบถามข้อเท็จจริงอาการบาดเจ็บ ‘จ่านิว’ ว่าสาหัสปางตายจริงหรือไม่

วันที่ 4 มิ.ย. 2562 นายธันวา ไกรฤกษ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลมิชชั่น เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ว่าสาหัสปางตายเหมือนดังที่กล่าวอ้างกันหรือไม่ โดยนำสำเนาภาพถ่ายจากโซเชียลมีเดียมาเป็นหลักฐาน

เนื่องด้วยในวันที่ 3 มิถุนายน 2562 มีข่าวเผยแพร่ออกไปในวงกว้างกรณีจ่านิวถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ “ปางตาย” โดยเนื้อหาข่าวระบุว่า นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมิชชั่น ซึ่งทำให้เกิดกระแสความเคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากภาพที่ปรากฎนั้นดูเหมือนแค่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยคือ

1.จ่านิวถูกทำร้ายบริเวณรัชดาซอย 7 จากนั้นไปแจ้งความที่ สน.ห้วยขวาง และเดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจซึ่งอยู่ห่างกันถึง 7 กิโลกว่า และใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที หากบาดเจ็บปางตายเหตุใดจึงไม่พาไปโรงพยาบาลที่ใกล้กว่า เช่น โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งระยะทางใกล้กว่าครึ่งหนึ่ง และใช้เวลาเดินทางเพียง 10 นาทีเท่านั้น

2.เมื่อจ่านิวได้ทำการพบแพทย์และตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว หากบาดเจ็บปางตายเหตุใดจึงไม่รับการรักษาในทันที  แต่จ่านิวกลับแจ้งความประสงค์ขอย้ายไปโรงพยาบาลมิชชั่น ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลกว่าเดิม และต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายและเดินทางกว่า 1 ชั่วโมง

3.จ่านิวไม่ได้รับบาดเจ็บปางตายดังที่มีการกล่าวอ้างใช่หรือไม่ การที่ต้องย้ายจากโรงพยาบาลตำรวจเนื่องจากแพทย์ทำการตรวจร่างกายแล้วพบเพียงอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ฟกช้ำตามใบหน้า และมีแผลถลอกตามร่างกายเท่านั้น ไม่สามารถแอดมิดได้ จึงขอย้ายมาที่โรงพยาบาลมิชชั่น

จากข้อสงสัยดังกล่าวนั้น มีประเด็นเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลมิชชั่น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นสถานที่ที่จ่านิวขอย้ายมาและได้แอดมิด โดยเรื่องนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างว่ามีการดำเนินการของนักการเมืองกลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องหลัง โดยมุ่งหวังชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจที่ผิด

ข้าพเจ้ามีความเป็นห่วงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมว่าจะเลยเถิดมาถึงโรงพยาบาล และเชื่อโดยสุจริตใจว่าโรงพยาบาลมิชชั่นยังคงมีมาตรฐานการรักษาดีเยี่ยมเช่นเดิม จึงขอสอบถามถึงข้อเท็จจริงในอาการบาดเจ็บของจ่านิวว่า “สาหัสหรือปางตายดังที่กล่าวอ้างกันหรือไม่” ซึ่งแม้ผลจะปรากฎว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ป่วยที่จะขอแอดมิดได้หากทางโรงพยาบาลมีความพร้อม


ที่มา  ธันวา ไกรฤกษ์

ร้องเอาผิด ‘ธนาธร’ อ้างโพสต์จาบจ้วง ‘ป๋าเปรม’

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายราเชน ตระกูลเวียง ประธานสหพันธ์คนไทยปกป้องสถาบัน พร้อมมวลชน ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษให้ ผบก.ปอท.ดำเนินคดีแก่ 3 บุคคล ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

กลุ่มคนรักป๋าเปรม ทนไม่ไหว ยื่นหนังสือร้อง ปอท.กล่าวโทษ เพนกวิน ธนาธร และ สุไพรพล โพสต์จาบจ้วงป๋าเปรม

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 มิย ที่ บก.ปอท.นายราเชน ตระกูลเวียง ประธานสหพันธ์คนไทยปกป้องสถาบัน พร้อมมวลชน” ใส่เสื้อดำ ” รวมตัว “พวกเรารักป๋าเปรม”ปกป้องศักดิ์ศรีของป๋าเปรม..รัฐบุรุษ 5 แผ่นดิน” ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษให้ ผบก.ปอท.ดำเนินคดี ได้แก่

1)นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
2)นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน) ประธานสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษา เเห่งประเทศไทย
3)นายสุไพรพล ช่วยชู ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อชาติ เขต บางขุนเทียน หมายเลข 11

โดย นายราเชน กล่าวว่า ท่านพล.อ.เปรมฯ ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญยิ่งของประเทศ และเป็นตัวแทนองค์พระมหากษัตริย์ อยู่เหนือการเมือง เราควรเคารพให้เกียรติท่าน ไม่ควรก้าวล่วง แม้ท่านถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว ก็ควรอโหสิกรรม ส่วนคนที่ก้าวล่วง ทางกลุ่มฯ จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ขอวิงวอนถึงชาวไทยทุกคนเราควรช่วยกันปกป้องศักดิ์ศรีของป๋าเปรม เพื่อไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก การที่กลุ่มคนฝั่งต่อต้านฯ ได้กระทำการลักษณะนี้ ถือเป็นการหมิ่นศักดิ์ศรีป๋า เป็นจุดเริ่มต้นโจมตีเพื่อทำลายสถาบันทหาร สถาบันองคมนตรีซึ่งเป็นตัวแทนองค์พระมหากษัตริย์

พร้อมกล่าวด้วยว่า กลุ่มดังกล่าวมีแนวคิดต้องการให้ประเทศไทยเป็นระบอบประธานาธิบดี เป็นสิ่งที่กลุ่มฯไม่รับได้ และไม่ยอมให้เกิดขึ้น จึงมาร้องเรียนให้หน่วยงานทางราชการเล็งเห็นถึงความถูกต้องและดำเนินการเพื่อเอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ตามกฏหมายโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสำนักงาน ผบก.ปอท.รับหนังสือแล้วจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป