วาทะที่สร้างความเกลียดชัง กับผลกระทบต่อสังคม

ประเด็นน่าสนใจ

  • รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นิยามคำว่าวาทะที่สร้างความเกลียดชัง เป็นความเกลียดชังที่อยู่ภายในใจของแต่ละบุคคล

วาทะที่สร้างความเกลียดชัง หรือ “เฮทสปีช” กลายเป็นการโจมตีกลุ่มคนที่เห็นต่างภายใต้ฐานความอคติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราอาจจะได้เห็นแฮทแท็กต่างๆ ในทวิตเตอร์ที่ค่อนข้างร้อนแรงสำหรับเรื่องราวในแวดวงการเมือง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในรูปแบบของ “เฮทสปีช ” หรือ วาทะที่สร้างความเกลียดชังได้

คำจำกัดความที่ใช้เรียกแทนผู้เห็นต่างจากเพียงคำพูดที่เคยเป็นการกล่าวถึงกัน ถูกพัฒนามาใช้อย่างกว้างขวางในรูปแบบต่างๆ บนสังคมออนไลน์ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นสิ่งใกล้ตัวของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งบางคำพูดถูกใช้เป็นการยุยงจนกลายเป็น “เฮทสปีช” หรือ วาทะสร้างความเกลียดชัง

ดร.ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายความหมายของคำ “เฮทสปีช” อย่างเข้าใจง่ายว่า เป็นความเกลียดชังที่อยู่ภายในใจของแต่ละบุคคล ถูกถ่ายทอดผ่านการสื่อสาร และกลายเป็นการโจมตีกลุ่มคนที่เห็นต่างภายใต้ฐานความอคติ

“เฮทสปีช” แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การแสดงความเกลียดชังอย่างไม่มีวัตถุประสงค์ และไม่ตั้งใจ ขั้นที่ 2 โน้มน้าวใจให้ผู้อื่นเกลียดชังกลุ่มเป้าหมายโดยการลดคุณค่าในสายตาผู้อื่น และขั้นที่ 3 เป็นการโน้มน้าวหรือยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรงไปจนถึงการขับไล่ให้ไม่มีที่ยืนในสังคม

ภายใต้สังคมประชาธิปไตย การใช้สิทธิ์ในการโต้แย้งพูดคุยอย่างมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น

ด้านมุมมองความคิดจากคนรุ่นใหม่มองว่า ในปัจจุบันสังคมออนไลน์ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากขึ้น จนในบางครั้งบางข้อความ หรือ บางคำพูดกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่นทั้งจากความตั้งใจ และไม่ตั้งใจ

นอกจากวาทะที่สร้างความเกลียดชังทางการเมืองที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างแล้ว ในการชีวิตในสังคมยังมีวาทะสร้างความเกลียดชังในด้านอื่นๆ อีกมากที่สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น อาทิ ปัจจัยทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา และสีผิว การยอมรับในความต่างจึงเป็นอีกหนึ่งจุดร่วมที่ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้

ทนายตั้มมั่นใจคดีหวย30ล้านไม่พลิกโผลุงจรูญเป็นเจ้าของตัวจริง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทนายประชาชน ได้เปิดเผยถึงคดีหวย 30 ล้านมั่นใจลุงจรูญเป็นเจ้าของตัวจริง
  • ทนายตั้มเผยการสืบพยานทางฝ่ายลุงจรูญและทีมทนายความเราได้แสดงพยานหลักฐานไป ค่อนข้างจะครบถ้วนแล้ว

วันที่ 3 มิ.ย. 2562 ที่จ.พระนครศรีอยุธยา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทนายประชาชน ได้เปิดเผยถึงคดีหวย 30 ล้าน ที่นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ สภ.บ่อพลอย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ในคดีอาญา หมายเลขดำ ที่ อ.1863/61 ข้อหายักยอกทรัพย์ รับของโจร เนื่องจากทั้งคู่ต่างอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พ.ย.60 เลข 533726 จำนวน 1 ชุด 5 ใบ เป็นเงินจำนวน 30 ล้านบาท ซึ่งศาลจังหวัดกาญจนบุรี จะมีการนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในวันที่ 4 มิ.ย.เวลา 13.00 นนี้

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เปิดเผยว่า ช่วงที่มีการสืบพยานทางฝ่ายลุงจรูญและทีมทนายความเราได้แสดงพยานหลักฐานไป ค่อนข้างจะครบถ้วนแล้ว ทั้งของตำรวจกองปราบ ปอท. พยานที่เราหามาเอง เราคาดหวังว่าลุงจรูญจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนตัวมีความมั่นใจว่าลุงจรูญจะชนะในคดีนี้ แต่ก็ไม่แน่นอนอยู่ที่ดุลพินิจของศาล ว่าศาลจะมองเหมือนที่ตนเองมองไหม ใจคิดว่าไม่มีอะไรพลิกโผ้ เรามั่นใจในทีมงานการเตรียมพยานหลักฐานที่แน่นหนา เรื่องนี้หลายๆคนมองเห็นอยู่แล้วว่า ความจริงมันเป็นอย่างไรใครเป็นซื้อหวย ใครที่พูดกลับไปกลับมา ส่วนเรื่องโพล ที่ตนเองทำในเพจ ของษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ แค่ทำอยากรู้ความคิดเห็นว่าคิดเห็นอย่างไร ใครอยู่ทีมไหนเชียร์ทีมนั้น ไม่ได้ไปกดดันศาลแต่อย่างใด

ตำรวจเตือน จัดงานบุญบั้งไฟต้องขออนุญาต หวั่นซ้ำรอบที่หนองบัวลำภู

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุบั้งไฟพุ่งใส่ประชาชน จนมีคนเสียชีวิต 1 ศพ ที่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู
  • ตำรวจออกกฎเข้ม จัดงานบุญบั้งไฟต้องได้รับอนุญาติจากฝ่ายปกครอง ฝ่าฝืนจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • เตือนประชาชนต้องระมัดระวัง ตื่นตัวตลอดเวลาหากคิดร่วมงานบุญบั้งไฟ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีอุบัติเหตุบั้งไฟพุ่งใส่ประชาชน ของชาวบ้านหนองเหมือดแอ่ ต.หนองเรือ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน ได้รับบาดเจ็บ 14 คน สืบเนื่องจากห้วงดังกล่าวนี้ เป็นช่วงเทศกาลบุญบั้งไฟ หรือ งานบุญเดือน 6 ซึ่งเป็นงานบุญประเพณีของคนอีสาน ที่หลายพื้นที่ได้เริ่มจัดงานประเพณีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องนั้น

พนักงานสอบสวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ร่วมกับแพทย์ทำการขันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตและได้สอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์เบื้องต้นเอาไว้แล้ว สำหรับผู้จุดบั้งไฟดังกล่าว มีความผิดฐาน “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บ” ซึ่งพนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐาน ผลการตรวจพิสูจน์ จากนั้นจึงจะเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดมารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ในสำหรับพื้นที่ที่จัดให้มีการจุดบั้งไฟ เนื่องในงานประเพณี ควรมีการขออนุญาตต่อเจ้าหน้าฝ่ายปกครอง ให้ถูกต้องและต้องขออนุญาตก่อนจัดงาน 7 วัน เพื่อที่ท่าอากาศยานจะได้แจ้งให้กับสายการบินและนักบินได้รับทราบ ซึ่งหากไม่มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องและมีการตรวจพบก็จะถูกดำเนินคดีตามคำสั่ง คสช. ที่ 27/2559 โดยมีอัตราโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกันพื้นที่โดยรอบสนามบินในระดับของการขึ้น-ลงอากาศยาน 15 กิโลเมตร ตามการจัดการจราจรทางอากาศนั้นไม่อนุญาตให้จุดบั้งไฟอย่างเด็ดขาด

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า อย่างไรก็ตามต้องขอความร่วมมือประชาชน ให้ระมัดระวังการจุดพลุ บั้งไฟ รวมไปถึงพี่น้องประชาชนที่เข้าชมประเพณีดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะเรื่องขนาดของบั้งไฟที่กำหนด , จำนวนการปล่อยบั้งไฟที่ได้รับอนุญาต ซึ่งพี่น้องประชาชน ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ดูแล ตักเตือน ซึ่งกันและกัน อีกทั้งห้ามไม่ให้มีการเล่นการพนันบั้งไฟโดยเด็ดขาด หากมีผู้ใดฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร สั่งยุติกิจกรรมและดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ ขอกำชับไปยังผู้ที่มีหน้าที่ในการควบคุมดูแล ในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟในทุกพื้นที่ ขอให้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรือภยันตรายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนหรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมงานประเพณีบุญบั้งไฟ รวมทั้งให้มีแผนรองรับในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการลำเลียงไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไป