เกิดเหตุกราดยิง สำนักงานเขตเวอร์จิเนีย บีช เสียชีวิตแล้ว 11 ราย

เกิดเหตุกราดยิง ที่อาคารสำนักงานเขตเวอร์จิเนีย บีช รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บ 6 คน

นายเจมส์ เซอร์เวรา ผู้บัญชาการตำรวจเวอร์จิเนีย บีชเผยว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาเกือบ 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยผู้ต้องสงสัยเป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานดังกล่าวมานานหลายปีและมีปัญหาความไม่พอใจบางอย่างภายในที่ทำงาน

ทั้งนี้ หลังก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเข้าจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย และมีการยิงต่อสู้กัน จนผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต แต่ยังไม่สรุปว่า เสียชีวิตเพราะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมหรือใช้ปืนฆ่าตัวเอง

ด้าน นายทิม เคน วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์จิเนีย ได้ทวีตข้อความแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บมีอาการดีขึ้นโดยเร็ว พร้อมยืนยันเดินหน้าผลักดันกฎหมายป้องกันความรุนแรงที่เกิดจากอาวุธปืน

เพจหมอตุ๊ด ชี้ ‘โรคเบิร์นเอาต์’ หมดไฟในการทำงาน ไม่ใช่โรค แค่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบัน

ประเด็นน่าสนใจ

  • องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ โรคเบิร์นเอาต์ (burnout) หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นอาการที่ต้องรักษา
  • ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นผลมาจากความเครียดในการทำงานเรื้อรัง 
  • แพทย์ เผยอาการดังกล่าวไม่ใช่โรค แค่เป็นปรากฎการณ์ที่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น

จากกรณีที่ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้ โรคเบิร์นเอาต์ (burnout) หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นโรคประเภทหนึ่งที่ต้องรับการรักษาทางการแพทย์ โดยสาเหตุมักจะเกิดจากการสั่งสมความเครียดจากการทำงานมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้รู้สึกหมดพลัง เหนื่อยล้า มีทัศนคติด้านลบต่องาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ทั้งนี้ ทีมข่าว MThai ได้ต่อสายตรงถึง นพ.อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์ด้านประสาทวิทยา แอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘หมอตุ๊ด’ เพื่อสอบถามถึงกรณีดังกล่าว

นพ.อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์ด้านประสาทวิทยา

โดย นพ.อุเทน เผยว่า หลังจากที่ทาง องค์การอนามัยโลก ได้ออกประกาศก็มีความเข้าใจผิดเป็นวงกว้างทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ทำให้ต้องออกประกาศฉบับถัดไปว่า มันไม่ใช่โรค ไม่ใช่ภาวะทางการแพทย์ แต่เรียกว่า ฟีโนมีน๊อต เป็นปรากฎการณ์ที่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น และควรจะเริ่มใส่ใจกับเรื่องนี้ จริงๆ

นอกจากนี้ นพ.อุเทน มองว่า ภาวะเบิร์นเอาต์ (burnout) เป็นภาวะหนึ่งที่คนจะเจอได้คือ หมดไฟในการทำงาน แต่หลายๆ คนเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองหมดไฟ แล้วคิดเลยเถิดไปว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งภาวะนี้แยกย่อยเป็น 2 อย่าง คือ คุณหมดไฟในการทำงาน กับ คุณหมดใจกับที่ทำงาน

บางทีอาจจะไม่หมดไฟในการทำงาน ยังคงรักเนื้องานนี้ ยังรู้สึกว่ามีความสุขที่จะได้ทำงาน แต่ไม่ได้อยากเสวนากับใครในที่ทำงาน อย่ามายุ่งกับฉัน ขอฉันทำงาน ถึงเวลาก็ทำงาน พักก็พักตามเวลางาน หมดเวลางานก็กลับบ้านปกติ ภาวะดังกล่าวคือหมดใจกับที่ทำงาน แต่ภาวะหมดไฟ คือความรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากจะทำอะไรอีกแล้ว อาจจะนำไปสู่ภาวะโรคซึมเศร้าได้

จะรู้ได้อย่างไรว่า ตนเองอยู่ในจุดที่หมดไฟหรือไม่

นพ.อุเทน แนะนำว่า ให้ทดลองทำแบบทดสอบ PHQ-9 เพื่อประเมินตนเองจากคะแนนที่ได้ หากทำแบบทดสอบแล้วคะแนนเกินแต้มที่ระบุไว้อาจจะต้องพบจิตแพทย์โดยด่วน อย่าใช้ความรู้สึกตัวเองหรือคนรอบข้างในการวัดว่าจะเป็นภาวะดังกล่าว ควรใช้มาตรฐานที่วัดให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นพ.อุเทน กล่าวปิดท้ายว่า คนเราอาจจะไม่ได้หมดไฟ เพียงแต่ว่าไฟของเรามันย้ายไปอยู่ที่อื่น ตอนแรกเราอาจจะเคยคิดว่าเรามีไฟกับการทำงาน ก่อร่างสร้างตัว พักหนึ่งไฟที่ทำตรงนี้หมดไป แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่มันอาจจะย้ายไปจุดอื่นก็ได้ ให้ลองมาคิดดูว่าไฟของเรามันย้ายไปจุดไหน

ศิริราช ปลดป้าย ‘มนุษย์กินคน’ คงไว้แค่ชื่อ ‘ซีอุย’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ซีอุย แซ่อึ้ง ผู้ถูกขนานนามว่าเป็น “มนุษย์กินคน”
  • ชาวเน็ต ออกมาเรียนร้องความเป็นธรรมให้ ซีอุย เพื่อคืนความยุติธรรม

นพ.ประสิทธิ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งแคมเปญล่ารายชื่อผ่าน change.org เรียกร้องให้ถอดร่างของ ซีอุย แซ่อึ้ง ออกจากพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน ใน รพ.ศิริราช ซึ่งมีการติดป้าย “มนุษย์กินคน” เพื่อคืนความเป็นธรรม จากการเป็นแพะรับบาป ว่า ทางศิริราชได้ปลดป้ายคำว่า “มนุษย์กินคน” ออกแล้ว คงเอาไว้เพียงชื่อว่า ซีอุย เท่านั้น

สำหรับร่างของซีอุยยังไม่ได้มีการพิจารณาตัดสินว่าจะเผาหรือไม่อย่างไร แต่ตลอดระยะเวลาที่ศิริราชได้รับอนุญาตให้นำร่างของซีอุยมาจัดให้ความรู้นั้น เราให้เกียรติและดูแลอย่างดี ส่วนตัวแล้วร่างทุกร่าง ชิ้นส่วนอวัยวะทุกชิ้นที่ได้รับมา ถือว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ที่มีคุณูปการกับการแพทย์