ตร.รวบอดีตผู้สมัคร ส.ว.อิตาลี พบขีปนาวุธในบ้านพัก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ตำรวจจับกุม อดีตผู้สมัครส.ว.อิตาลี พร้อมกับพวกอีก 2 คน
  • เจ้าหน้าที่พบคลังแสงอาวุธและขีปนาวุธภายในบ้านพักของเขา
  • การจับกุมครั้งนี้ เกิดจากการล่อซื้อโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธรายหนึ่ง

วันที่ 16 ก.ค. 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศอิตาลีเข้าบุกยึดคลังอาวุธจำนวนมาก ซึ่งอยู่ภายในบ้านของนาย ฟาบิโอ เดล แบร์โจโล อดีตตัวแทนพรรคขวาจัด ‘ฟอร์ซา นูโอวา’ ชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาอิตาลีใน 2544 โดยมีทั้งอาวุธปืน ไปจนถึงขีปนาวุธและของใช้ของนาซี

ทั้งนี้นายแบร์โจโลถูกจับถูกจับกุม ฐานเป็นตัวกลางค้าอาวุธ ส่วนพวกอีก 2 คนของเขาคือนาย อเลสซานโดร มอนติ ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ถูกจับในข้อหาครอบครองและพยายามขายจรวด ‘มาทรา’ ที่ผลิตโดยฝรั่งเศส โดยตำรวจกำลังสืบสวนว่า จรวดมาทรา ซึ่งอาจจะเคยเป็นของกองทัพกาตาร์มาก่อน นำเข้ามาในอิตาลีได้อย่างไร

ทั้งนี้ทั้งนั้น คดีนี้ถูกไขโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่กำลังสืบสวนชาวอิตาลีที่มีแนวคิดหัวรุนแรง และต่อสู้ร่วมกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนฝักฝ่ายรัสเซียในเมืองดอนบาสส์ ทางตะวันออกของยูเครน เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน จนกระทั่งสาวมาถึงคลังอาวุธแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม อาวุธที่ถูกพบมีทั้งปืนไรเฟิล 9 กระบอก, ปืนอื่นๆ อีก 7 กระบอก, ปืนกลสงคราม ‘สกอร์เปียน’ 1 กระบอก, ดาบปลายปืน 9 เล่ม, ชิ้นส่วนปืน 306 ชิ้น , ปืนไรเฟิลล่าสัตว์ 3 กระบอก และกระสุนปืนจำนวน 831 ลูก

ขณะที่การสืบสวนไปถึงคลังแสงอาวุธคดีนี้ ได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธที่ทำทีเป็นติดต่อขอซื้อมิสไซล์ มาทรา โดยตำรวจใช้การดังข้อมูลและโทรศัพท์เพื่อดูรูปมิสไซล์ที่แลกเปลี่ยนกันผ่านแอพพลิเคชัน วอทส์แอพ ซึ่งเป็นเบาะแสสาวไปสู่บ้านของนายแบร์โจโล

ทั้งนี้ทั้งนั้น พรรคฟอร์ซา นูโอวา พรรคการเมืองที่นาย ฟาบิโอ เดล แบร์โจโลเคยเป็นสมาชิกนั้น ออกมายืนยันว่า ตอนนี้นายแบร์โจโลไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับทางพรรคแล้ว

สร้างเสร็จ ก.ย. นี้ ! รถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย

ประเด็นน่าสนใจ

  • โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอยระยะทาง 106 กิโลเมตร จะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายน 2562
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท) เร่งดำเนินการโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางราง ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 8 ปี

วันที่ 16 ก.ค.2562 นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท) เร่งดำเนินการโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางราง ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 8 ปี พ.ศ.2558-2565 โดยระบุว่า ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนการลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ให้เกิดการก่อสร้างได้แล้วหลายเส้นทาง

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอยระยะทาง 106 กิโลเมตร มีความก้าวหน้า โดยจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายน 2562

ทั้งนี้โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย เมื่อเสร็จสมบูรณ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางราง เช่น น้ำมัน ก๊าซแอลพีจี ปูนซีเมนต์ สินค้าบรรจุคอนเทนเนอร์ ระหว่างพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและท่าเรือแหลมฉบังกับพื้นที่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างประหยัดต้นทุน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาสู่ระบบราง และลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

  • รายละเอียดความก้าวหน้าในการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย

สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย งบประมาณการก่อสร้าง 9,825 ล้านบาท ระยะทางก่อสร้างทาง 97 กิโลเมตร พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ชุมทางแก่งคอย และชุมทางบ้านภาชี ขณะนี้มีความก้าวหน้าในการก่อสร้างไปแล้ว 94.74% และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2562

สัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ งบประมาณการก่อสร้าง 407 ล้านบาท ระยะทางรวม 9 กิโลเมตร ซึ่งมีการก่อสร้างอุโมงค์และทางลอดใต้เขาพระพุทธฉาย 1.2 กิโลเมตร ขณะนี้ก่อสร้างได้เสร็จแล้ว 100 %

อย่างไรก็ตาม นายวรวุฒิฯ กล่าวว่า เมื่อการดำเนินการก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย เสร็จสมบูรณ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางราง เช่น น้ำมัน ก๊าซแอลพีจี ปูนซีเมนต์ สินค้าบรรจุคอนเทนเนอร์ ระหว่างพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและท่าเรือแหลมฉบังกับพื้นที่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างประหยัดต้นทุน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาสู่ระบบราง และลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

อุตุฯ ประกาศเตือน ฝนตกหนักมาก ทะเลคลื่นลมแรง บริเวณภาคใต้ และตะวันออก

ประเด็นน่าสนใจ

  • จะมีฝนตกหนักในช่วงระหว่างวันที่ 17-19 ก.ค. นี้
  • โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 17-18 ก.ค. จะมีฝนตกหนักมากในบริเวณภาคใต้ และภาคตะวันออก
  • ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก
  • ทะเลมีคลื่นลมแรง ขอให้ชาวเรือใช้ความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้

เมื่อเวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก และคลื่นลมแรง (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2562)” ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 โดยมีรายละเอียดดังนี้

บริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ซี่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ดังนี้

เตือนภัยฝนตกหนัก วันที่ 17-18 กรกฎาคม 2562

จะมีฝนตกหนักบางแห่ง และฝนตกหนักมาก ในบริเวณจังหวัดเหล่านี้

  • ภาคกลาง: มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดจันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

เตือนภัยฝนตกหนัก วันที่ 19 กรกฎาคม 2562

ในวันที่ 19 ก.ค. ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ดังต่อไปนี้

  • ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง

อนึ่ง พายุโซนร้อน “ดานัส”บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนบนของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งที่เกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 18-19 ก.ค. 62 สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประกาศ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 05.00 น.