สนธิรัตน์ เผย! พรรคร่วมรัฐบาลได้ข้อยุติเรื่องนโยบายแล้ว

“สนธิรัตน์” เผยพรรคร่วมรัฐบาลได้ข้อยุติเรื่องนโยบายแล้ว เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีเร็วๆนี้ ยืนยันอยู่ในกรอบของงบประมาณ พร้อมยอมรับมีการหยิบยกนโยบายของฝ่ายค้านมาหารือ ขณะที่ยังไม่ทราบว่า “พล.อ.ประวิตร” จะเป็นรองนายกฯกำกับกระทรวงพลังงาน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะทำงานประสานงานพรรคร่วม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือเรื่องนโยบายกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 19 พรรรค ว่า

วันนี้ที่ประชุมพรรคร่วมได้พิจารณาร่างนโยบายรัฐบาลที่ได้หารือกันไปเมื่อวาน ซึ่งทุกพรรคได้ส่งนโยบายที่ต้องการขับเคลื่อนมา และวันนี้ได้นำมาปรับและดำเนินการจัดบรรจุเข้าสู่นโยบายรัฐบาล โดยวันนี้ถือเป็นข้อยุติในเรื่องของนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเบื้องต้นมีความครอบคุมทุกด้าน จะเหลือเพียงบางประเด็นที่จะต้องดำเนินการอีกเล็กน้อย ก่อนจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

โดยนโยบายทั้งหมด มี2ส่วน คือ นโยบายในปีแรกถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของปากท้อง การลดความเหลื่อมล้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยอยู่ ส่วนนโยบาย 4ปี จะต้องตอบสนองความยั่งยืนของประเทศในทุกมิติ

สำหรับนโยบายด้านการเกษตร เป็นนโยบายที่ในช่วงการหาเสียงส่วนใหญ่ได้พูดกันในเรื่องของมาตรการมากกว่า แต่เป้าหมายที่ตรงกันคือต้องยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยจะต้องพิจารณาทั้งระยะสั้น และระยะยาว

ซึ่งต่อจากนี้จะได้นำมาตรการต่างๆที่เคยหาเสียงมาหารือร่วมกันเพื่อปรับใช้อีกครั้ง โดยจะไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นของพรรคพลังประชารัฐเป็นหลัก แต่ทุกพรรคที่เป็นรัฐบาลต้องร่วมกันหารือ เพราะวันนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง

ส่วนในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เป็นนโยบายนั้น นายสนธิรัตน์ บอกว่า ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องมีการหารือเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ส่วนจะรับไม่ไว้ในนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ยังไม่ได้กำหนดเงื่อนไข แต่ต้องมาร่วมกันหารือกัน และคาดว่าจะเสร็จสิ้นเร็วๆนี้ พร้อมยืนยันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องนายกรัฐมนตรีเป็นคนต้องตัดสินใจ

ทั้งนี้ นายสนธิรัตน์ ยอมรับว่ามีการหยิบยกนโยบายของฝ่ายค้านมาหารือว่านโยบายใดที่ดี สามารถตอบสนองให้ประชาชน และสามารถนำไปปฏิบัติให้ประชาชนได้ เนื่องจากเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเคยบอกเอาไว้ว่าขอให้เปิดกว้าง และถือว่าเป็นสิ่งที่ดีหากได้มีการพูดคุยหารือกับฝ่ายค้านเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ยังได้ยืนยันว่าการจัดทำนโยบายต่างๆ จะต้องคำนึงถึงกรอบวงเงินงบประมาณ โดยจะต้องอยู่บนพื้นฐานของงบประมาณที่จะต้องจัดสรรด้วย ซึ่งในระหว่างที่จัดทำนโยบายได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของงบประมาณ แต่ขณะนี้ตนไม่สามารถตอบเป็นตัวเม็ดเงินได้ แต่ยืนยันยังคงอยู่ในกรอบของงบประมาณ

นอกจากนี้ นายสนธิรัตน์ ยังบอกว่าพรรคร่วมทุกพรรคเห็นตรงกันในเรื่องของนโยบายสวัสดิการแม่และเด็ก รวมถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ400 บาท ที่ทุกพรรคเห็นตรงกันว่าควรจะต้องปรับให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ซึ่งในช่วงของการหาเสียง เป้าหมายค่าแรงขั้นต่ำของทุกพรรคก็ใกล้เคียงกัน ส่วนมาตรการจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องมาหารือกันอีกครั้ง

ส่วนการแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมาได้มีการหารือกันไปบ้างแล้ว ซึ่งต้องไปสอบถามจากประธานวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ซึ่งจะต้องมีเวลาพอสมควรให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น

และไม่กังวลว่าในช่วงการแถลงนโยบายจะมีฝ่ายค้านหยิบยกบางเรื่องมาเป็นประเด็น เนื่องจากเชื่อว่าทุกคนต้องการเห็นประเทศชาติเดินไปข้างหน้า ซึ่งส่วนตัวยังมองเป็นทิศทางบวก ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าให้ได้ โดยความคิดเห็นใดเป็นประโยชน์ก็จะรับมาพิจารณา ขออย่าเพิ่งไปมองในแง่ลบ

ขณะเดียวกัน นายสนธิรัตน์ ระบุยังไม่ทราบว่าพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จะมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับกระทรวงพลังงาน แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกอย่างอยู่ที่นายกรัฐมนตรีในการพิจารณาถึงความเหมาะสม เพราะรองนายกรัฐมนตรีทุกคนมีความสามารถ

ปูนบำเหน็จพิเศษ 8 ขั้น ครูการบินเสียชีวิต เครื่องตกที่เชียงใหม่

พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีรับศพ นาวาอากาศตรี ณฤพล เลิศกุศล ณ ลานจอดอากาศยาน ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง

โดยกองทัพอากาศ ได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 (C-130) รับศพ นาวาอากาศตรี ณฤพล เลิศกุศล ตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายการข่าว ฝูงบิน 411 กองบิน 41 (นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 46 นักเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 53)

ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ครูการบิน จากเหตุการณ์เครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 (L-39 ZA/ART) สังกัดฝูงบิน 411 กองบิน 41 ประสบอุบัติเหตุขณะทำการฝึกบินสกัดกั้นในการควบคุม บริเวณพื้นที่บ้านป่าแดด จังหวัดเชียงใหม่

โดยเคลื่อนศพจากท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ มายัง ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง พร้อมทั้งจัดกองทหารเกียรติยศประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ

จากความสูญเสียดังกล่าว พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัว และญาติของผู้เสียชีวิต โดยสั่งการให้คณะกรรมการตรวจสอบอากาศยานอุบัติเหตุกองทัพอากาศเข้าพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูล

และตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าว อีกทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการด้านสิทธิกำลังพล มอบให้แก่ญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ดังนี้

– ได้รับการปูนบำเหน็จพิเศษ 8 ขั้น

– ได้รับพระราชทานยศ เป็น พลอากาศโท และ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ต.ช.

– เงินบำนาญพิเศษรายเดือน ประมาณ 33,304 บาท/เดือน

– เงินสงเคราะห์ข้าราชการเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และเงินสงเคราะห์อื่นๆ ประมาณ 3.4 ล้านบาท

สำหรับพิธีทางศาสนา มีกำหนดการดังนี้

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562
เวลา 16.25 น. – เคลื่อนศพขึ้นตั้งยังศาลาทักษิณาประดิษฐ

เวลา 16.30 น. – รดน้ำศพสำหรับบุคคลทั่วไป

เวลา 17.30 น. – น้ำหลวงพระราชทานอาบศพ

เวลา 18.00 น. – สวดพระอภิธรรม

วันที่ 13 – 20 กรกฎาคม 2562 เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม (เว้นวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2562)

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 เวลา 16.00 น. พระราชทานเพลิงศพ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นั่งเก้าอี้หน. พรรคเพื่อไทย นำเป็นแม่ทัพฝ่ายค้าน

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นั่งเก้าอี้หน. พรรคเพื่อไทย นำเป็นแม่ทัพฝ่ายค้าน ยืนยัน พรรคไม่มีหุ่นเชิด ผ่านมามองว่าทักษิณ วางมือไปแล้ว

วันนี้ ( 12 ก.ค. 62 ) ที่ ทำการพรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งแรก หลังถูกรับเลือก ให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าสิ่งแรกจะทำคือการ ตั้งคณะทำงานอีกหลายคณะ เริ่มตั้งแต่ประธานที่ปรึกษา คือนายเสนาะ เทียนทอง ประธานยุทธศาสตร์ คือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งจะมีคณะอื่นๆอีกจำนวนมากโดยประกอบไปด้วย คนรุ่นกลาง รุ่นเล็ก รุ่นใหม่ที่อยู่ในสังกัดพรรคเพื่อไทยจะเข้ามาช่วยงาน

ซึ่งเป็นแนวทางที่วางไว้ โดยหลังจากนี้จะมี Event หรือกิจกรรมสำคัญ ที่พักจะขับเคลื่อน รวม 3 กิจกรรม คือ ตอนที่จะเปิดแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคฝ่ายค้านเองกำลังเตรียมรวบรวมข้อมูล เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากพบว่านโยบายดีกว่าจะยื่นเห็นชอบไม่มีปัญหา แต่หากมองว่านโยบายไหนไม่ดีก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะหาทางคัดค้าน ชี้แจง แก้ไข ว่า รัฐบาลควรจะทำอย่างไร

โดยพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วย 7 พรรค ก็จะทำความตกลงกัน ซึ่งยืนยันจะเป็นฝ่ายค้านที่ยึดมั่นในความเที่ยงธรรม อันดับ 2 คือที่จะมาในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน นั่นก็คือเรื่องงบประมาณซึ่งฝ่ายค้านเองก็อยากจะรู้ ว่าวิธี งบประมาณของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะดำเนินการอย่างไร

เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครสามารถตรวจสอบงบประมาณในรัฐบาลชุดก่อนได้ เพราะสภาเก่า สามารถผ่านงบประมาณภายใน 3 ชั่วโมงได้ เช่นงบประมาณ 2 ล้านๆ สามารถผ่านได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ขึ้นสภานี้ ควรที่จะต้องใช้การพิจารณานานพอสมควร โดยจะดูให้ละเอียด ว่าเม็ดเงินงบประมาณรัฐบาลเอาไปทำอะไรบ้าง

ส่วนอันสุดท้ายก่อนที่จะปิดสมัยประชุม ฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐมนตรี และแกนนำของรัฐบาลว่ามีคุณสมบัติอย่างไร เนื่องจาก มีความหลากหลายทางพรรคการเมือง มีการผสมผสาน ภายใน 2-3 เดือน นี้อาจจะถึงเวลาที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาได้ และในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ไม่ขอเปิดเผย ว่าจะเพ่งเล็งใครเป็นพิเศษ คิดว่าแต่ละคนรู้ตัวอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าไม่อยากให้ใช้สภา ล้มรัฐบาล ส่วนตัวมองว่าสภาไม่ได้ล้ม จะล้มรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรัฐบาลก็มีเสียงส่วนใหญ่ แม้จะเกินแค่ 5-6 เสียงก็ตาม พร้อมฝากให้รัฐบาล ขยัน ทำงาน แต่เชื่อว่าประชาชนจะเห็นเอง

การเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ของพรรคเพื่อไทย เพียง 2 ครั้ง ตั้งแต่ตั้งพรรคเดิมมา ว่าเป็นความท้าทายในการทำงานหรือไม่ นายสมพงษ์ชี้แจงว่า การเป็นรัฐบาลฝ่ายค้าน ก็เป็นสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถที่จะเลือกได้ ในครั้งนี้ ยอมรับว่า ได้รับความสนับสนุนจากประชาชน เต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่เนื่องจากความบกพร่องในเรื่องของข้อกฎหมายแนวทางในการตั้งรัฐบาล กว่าจะตั้งได้ต้องใช้เวลา นาน 3 เดือน รวมเวลากว่า 100 วัน ซึ่งสมัยก่อนอยากเลือกตั้งไม่กี่วันก็รู้แล้วว่าฝ่ายไหนจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

เพราะฉะนั้นมองว่าการออกกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเป็นข้อพิกลพิการ จึงทำให้เกิดปัญหาในลักษณะแบบนี้ ซึ่งการที่เป็นพรรคการเมือง ยืนยันว่าสามารถทำได้ทั้ง 2 แบบ ทั้งเป็นฝ่ายค้านรัฐบาล พร้อมทำงานได้หมด

นายสมพงษ์ยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่มีกระแสข่าว ว่านายทักษิณ ชินวัตรจะวางมือทางการเมือง ว่า ได้ยินแต่ข่าวส่วนตัวไม่ทราบ เพราะไม่ได้ติดต่อกัน แต่เคารพในการตัดสินใจ ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่า พรรคเพื่อไทยไม่สามารถ สลัดคราบ ความเป็น ทักษิณได้ เมื่อเข้าสู่ยุคใหม่ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ขึ้นมา เพราะสมัยก่อนมีแต่สตั้นแมน พร้อม ยืนยันว่าไม่มีหุ่นเชิด หรือมีใครเป็นนอมินีในพรรค และไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ส่วนตัวและสมาชิกพรรค ก็เคารพ ในตัว ของนายทักษิณ ที่ได้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ก่อนที่จะมาเป็นพลังประชาชน แล้วพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันนี้ เพราะยอมรับในความสามารถ
แต่ปัจจุบันนี้ก็มองว่าที่ผ่านมา ทักษิณก็จะวางมืออยู่เหมือนกัน

ซึ่งพรรคเองก็พร้อมที่จะทำงานกันเอง เนื่องจากมีบุคลากร ที่มีฝีมือจำนวนมาก ส่วนการแบ่งพวกแบ่งฝ่ายในพรรคมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในพรรคการเมือง ที่จะมีทั้งกลุ่มคนชอบและไม่ชอบ แต่ทุกคนก็เข้าใจ อย่างวันนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยมีทั้งสิ้น 29 คน ประกอบด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายไพจิต ศรีวรขาน นายเกรียง กัลป์ตินันท์ นายวิทยา บุรณศิริ นายสามารถ แก้วมีชัย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร นายนคร มาฉิม

พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ รองหัวหน้าพรรค นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค นส.ละออง ติยะไพรัช นายจตุพร เจริญเชื้อ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นายศราวุธ เพชรพนมพร นายสุรชาติ เทียนทอง นส.ขัตติยา สวัสดิผล นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค
นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เหรัญญิกพรรค นายจักรพงษ์ แสงมณี นายทะเบียนสมาชิกพรรค นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค นายประพนธ์ เนตรรังสี นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค

โดยกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ประกอบไปด้วยจากสามกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสายตรงคนแดนไกล กลุ่มกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม ที่มีความสนิทสนมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะที่กลุ่มใหญ่สุด เป็นกลุ่มคนสนิทของคุณหญิงสุดารัตน์ ที่มีทั้งส.ส.และอดีตส.ส.ทุกภูมิภาค
ทั้งนี้การเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ แม้จะมีความพยายามลบล้างภาพในอดีตที่มักจะไม่นำ ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุการเมือง จากการยุบพรรคที่จะทำให้ส.ส.ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งตามไปด้วย

แต่ก็มีความกังวลว่าการดึง ส.ส. เข้ามามีตำแหน่งในกรรมการบริหารพรรคเป็นจำนวนมาก ขณะที่พรรคเพื่อไทย ถูกจ้องเล่นงาน ถูกจับตาจากขั้วตรงข้ามทางการเมือง หากเกิดอุบัติเหตุการเมือง โดยเฉพาะโทษจากการยุบพรรค อาจทำให้พรรคเสียบุคคลากรที่เป็น ส.ส. และกำลังมีบทบาทโดดเด่นในสภาฯ ต้องถูกเว้นวรรคการเมืองไปมากถึง 11 คน