“รังสิมันต์” ถามกระทู้สด “ประวิตร” กรณีคุกคามนักกิจกรรม

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ตั้งกระทู้สดถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง
  • การตั้งกระทู้ มีการทวงถามถึงกรณีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” ถูกรุมทำร้ายร่างกาย
  • นอกจากนี้ยังมีประเด็นการติดตามข่มขู่นักวิชาการ นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

วันนี้ ( 10 ก.ค. 62 ) ที่ ศูนย์ประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ตั้งกระทู้สดถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กรณีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” ถูกรุมทำร้ายร่างกาย และเมื่อขอความคุ้มครองในฐานะพยาน กลับถูกยื่นเงื่อนไขกลับมาว่าต้องหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงกรณีการติดตามข่มขู่นักวิชาการ นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้นายรังสิมันต์ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่จะต้องพูดถึง คือจนถึงวันนี้ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายที่กระทำผิดได้ ซึ่งตนก็หวังว่าเจ้าหน้าที่จะใช้เวลาในการแสวงหาคนร้าย และจับให้ได้โดยเร็ว แต่กรณีที่ตนมีความกังวลอีกประเด็น ก็คือเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา สิรวิชญ์ได้ร้องขอเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองความปลอดภัยในฐานะพยาน แต่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นเงื่อนไข ว่าการได้รับความคุ้มครองนั้น นายสิรวิชญ์จะต้องหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ซึ่งนายสิรวิชญ์ก็ได้ตอบปฏิเสธไป ต่อมาในวันที่ 8 กรกฎาคม พล.อ.ประวิตร ได้ห้สัมภาดต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าการทำหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ อยู่ภายใต้การดำเนินการตามกฎหมาย

“ผมเองเรียนจบกฎหมายมา เพิ่งทราบว่าการคุ้มครองพยานจำเป็นต้องเพิกเฉยหรือละทิ้งหลักการตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองเอาไว้ การยื่นเงื่อนไขเช่นนี้สะท้อนความคิดของ พล.อ.ประวิตรหรือไม่ ว่าการคุ้มครองสวัสดิภาพโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องให้ประชาชนยุติการใช้เสรีภาพการแสดงออก วิพากษ์วิจารณ์ เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล แม้จะเป็นสิ่งที่รับรองเอาไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม เช่นสิทธิการได้รับความคุ้มครองไม่ว่าจะเป็น มาตรา 4 เรื่องศักดิศรีความเป็นมนุษย์ มาตรา 28 รับรองชีวิตและร่างกาย และมาตรา 44 รับรองเสรีภาพในการชุมนุมเอาไว้ หน้าที่สำคัญของคนเป็นรองนายกฯ มีหน้าที่เคารพสิทเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมเอาไว้ รองนายฯกไม่สามารถทำลายหลักการที่บัญญัติเอาไว้นี้ได้ตามรัฐธรรมนูญ นายสิรวิชญ์ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวแสดงออกได้ และการได้รับการปกป้องจากรัฐ การคุ้มครองพยานสามารถทำควบคู่ไปกับการปล่อยให้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อ ถึงกรณีการติดตามคุกคามนักกิจกรรมในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ได้มีตำรวจนอกเครื่องแบบ 4 นายจาก สน.ดอนเมือง มาที่บ้าน ดร.อนุสรณ์ อุณโน โดยระบุว่าได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้มาตรวจสอบว่า ดร.อนุสรณ์ได้พักอาศัยที่บ้านหลังนี้จริงหรือไม่ และยังมีรายชื่ออีก 4 คนที่ตำรวจต้องไปตามหาด้วย

นอกจากนี้ยังมีกรณีของนายประจิน จากกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ถูกตำรวจ สน.มีนบุรีในลักษณะข่มขู่คุกคาม และกรณีของนายกันต์แสงทอง นักกิจกรรม ถูกตำรวจจาก สน.ตลิ่งชัน อ้างว่ามาดูแลความปลอดภัย และยังมีกรณีของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร ก็ถูกเจ้าหน้าที่ติดต่อมาทางผู้ปกครอง ข่มขู่ให้หยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นกัน

ตนจึงอยากถามว่าคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ขอร้องให้ยุติบทบาททางการเมือง หากพวกเขาไม่ยอมปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่ได้ขอมา ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบเดียวกับที่นายสิรวิชญ์ได้รับหรือไม่ เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะมีคนที่ไม่เชื่อการข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ในลักษณะเดียวกันนนี้ ถูกทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด

“ผมหวังเพียงอย่างเดียว ว่าไม่อยากให้การปกป้องสวัสดิภาพของประชาชนเป็นเหมือนการจ่ายค้าคุ้มครองด้วยราคาของเสรีภาพ รัฐมีหน้าที่รับรองเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ชื่นชอบโดยรัฐหรือไม่” นายรังสิมันต์กล่าว

จากนั้น นายรังสิมันต์จึงได้เข้าสู่คำถาม ประกอบไปด้วย

  1. เพราะเหตุใด พล.อ.ประวิตรและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงยื่นเงื่อนไขให้นายสิรวิชญ์ว่าหากต้องการความคุ้มครองความปลอดภัย จะต้องเลิกเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งที่ประชาชนควรต้องได้รับเสรีภาพทั้งสองอย่าง การยื่นเงื่อนไขเช่นนี้เป็นการข่มขู่หรือไม่
  2. เหตุใดจึงต้องส่งเจ้าหน้าที่มาคอยติดตามตัวประชาชนในลักษณะการกดดันไม่ให้แสดงออกหรือคลื่อนไหวทางการเมืองอีก ประเชาชนเหล่านี้ไม่ได้ต้องการล้มล้างรัฐไทย แต่ต้องการต่อต้าน คสช.ที่เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเท่านั้น เหตุใดประชาชนที่ต่อต้าน คสช.จึงถูกโยงให้กลายเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐไปได้ และ
  3. การกดดันของเจ้าหน้าที่หากประสบผลสำเร็จ ทำให้ประชาชนเลิกแสดงออกทางการเมืองได้ ผู้ได้รับประโยชน์จะได้แก่ คสช.เอง เช่นนี้แล้ว คสช.และบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นเป็นใจต่อปฏิบัติการดังกล่าวหรือไม่

หนุ่มโพสต์ภาพ รับเงินรางวัลนำจับ หลังแจ้งเบาะแส คนขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหาการขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า โดยเพิ่มโทษปรับจาก 500 บาท เป็น 1,000 บาท และให้ประชาชนที่พบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสได้ เพื่อรับรางวัลนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับจากผู้กระทำความผิด

ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ @PraChaya_note ได้โพสต์ภาพหลักฐานเป็นเอกสารจากสำนักงานเขตคลองเตยและข้อความว่า “วันนี้มารับเงินค่าส่วนแบ่งในการแจ้งผู้กระทำผิด ขับขี่จักรยานบนทางเท้า ได้คันละ 500 บาท”

นอกจากนี้ ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “หน้าที่ที่เขต เขาบอกว่า ถ้าเขาได้รับรูปมาเขาจะส่งจดหมายเปรียบเทียบปรับให้กับเจ้าของรถ ถ้าเจ้าของรถมาจ่ายเราจะได้ส่วนแบ่ง แต่ถ้าหมดอายุความ ตำรวจจะเป็นคนดำเนินคดีต่อ และเราจะไม่ได้ส่วนแบ่ง”

สตช.ปัดรับเงินฝรั่งขี่บิ๊กไบค์บนทางด่วน เร่งสั่งสอบแล้ว

สตช.ปัดรับเงินฝรั่งขี่บิ๊กไบค์บนทางด่วน หลังมีคลิปแฉว่อนเน็ต เร่งสั่งสอบแล้ว

จากกรณีปรากฏข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ กรณีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊ก “Gromance Adventures” เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาในเชิงตำหนิการทำงานของ เจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ที่ดำเนินการปรับผู้โพส จากกรณีที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นบนทางด่วน เป็นเงินจำนวน 1,000 บาท โดยไม่ได้ไปที่สถานีตำรวจนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้หน่วยเกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวเป็นกรณีเร่งด่วน ซึ่งจากการตรวจสอบปรากฏว่า ที่เกิดเหตุคือ บริเวณด่านเก็บเงินดอนเมือง บนทางยกระดับดอนเมือง-โทลเวย์ขาเข้า รอยต่อเขตพื้นที่รับผิดชอบระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดปทุมธานี ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของงานศูนย์ควบคุมจราจร วิภาวดีรังสิต กองบังคับการตำรวจจราจร

จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจของงานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต กองบังคับการตำรวจจราจร ปรากฏในเบื้องต้นไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดเข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และจากการตรวจสอบภาพที่ลงในเพจของผู้โพส บุคคลที่ปรากฏในภาพก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่อย่างใด ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลและ กองบังคับการตำรวจจราจร ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ในการขับขี่จักรยานยนต์ขึ้นบนทางด่วนหรือทางพิเศษดังกล่าว มีความอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงขึ้นได้ และเป็นความผิดตามมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ในระเบียบเกี่ยวกับการจราจรในทางพิเศษ พ.ศ.๒๕๒๔ ที่ห้ามมิให้รถจักรยานยนต์ เดินรถในทางพิเศษ หากผู้ขับขี่ฝ่าฝืน มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท