นายกฯสั่งตรวจสอบข่าวชาวออสซี่ป่วย หลังกินผัดไทย

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีสื่อต่างชาติรายงานข่าวว่า 2 สามีภรรยาชาวออสเตรเลียติดเชื้ออะมีบาจากการทานผัดไทย หลังจากมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย
  • ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

จากกรณีที่สื่อต่างชาติรายงานข่าว สองสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วล้มป่วยนานกว่า 2 ปี โดยอ้างว่าได้รับเชื้อปรสิตมาจากการทานผัดไทยจากศูนย์อาหารแห่งหนึ่ง เมื่อ ปี 2560 พร้อมกับลูกๆ 2 คน แต่เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองเพิร์ธ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย

โดยหลังจากสองสามีภรรยา ชาวออสเตรเลีย เดินทางไปพบแพทย์และรับการตรวจหลายต่อหลายครั้ง แพทย์ก็พบว่าพวกเขาได้รับปรสิต ‘ไดแอน อะมีบา ฟราจิลิส’ (Dientamoeba Fragilis) ปรสิตเซลล์เดียว ซึ่งพบได้ในลำไส้ของมนุษย์, หมู และกอริลลา สำหรับ

เรื่องนี้ พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว เราก็ทาน ก็ไม่เห็นเป็นอะไรซึ่งไม่รู้ว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนนั้นไปทานที่ไหน กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสอบสวนข้อเท็จจริง

ด้าน นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวนี้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

สีสัน บก.ปอท. น้องดิว ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้อนรับประชาชน

ประเด็นน่าสนใจ

  • พูดคุยกับ ‘น้องดิว’ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้อนรับประชาชน ศูนย์บริการประชาชน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทศโนโลยี ซึ่งถือเป็นประตูด่านแรกในการให้บริการประชาชน
  • ด้วยบุคลิคหน้าตาที่ดูดี น่ารัก จึงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปที่มาติดต่อราชการ

วันที่ 10 ก.ค. ที่ ศูนย์บริการประชาชน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทศโนโลยี ( บก.ปอท.)น.ส.จิณณ์ณิชา พูลสวัสดิ์ หรือน้องดิว อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่เอ้าท์ซอร์ส ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์สาวสวยน่ารักประจำ ปอท. ปราการด้านแรกที่ต้องเจอกับผู้เสียหาย ที่ถูกคุกคามในระบบคอมพิวเตอร์หลายรูปแบบ

ซึ่งน้องดิว แนะนำตัวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น คณะศิลปศาสตร์ เอกอังกฤษธุรกิจ จบเกรดเฉลี่ย 3.64 จากนั้นเธอก็เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งล่ามภาษาอังกฤษ ให้กับ ปอท. ตั้งแต่ปลายปี 2561 ได้รับคัดเลือกมานั่งเตอร์ต้อนรับประชาชนที่มาใช้บริการ ปอท. ด้วยความที่มีบุคคลิกดี หน้าตาน่ารัก ผู้ร้องทุกข์ส่วนใหญ่มักจะเข้ามาสอบถามข้อสงสัยอเป็นประจำ จึงทำให้พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ฐานะโฆษก บก.ปอท. ให้เธออยู่ในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ควบคู่ไปด้วย

น้องดิว เล่าต่อว่า ในแต่ละวันเธอต้องรับเรื่องราวร้องทุกข์หลากหลายรูปแบบ อันดับแรกเธอต้องคัดเเยกเรื่องเข้าเเต่ละกองกำกับการ 1 – 2 และ 3 ตามฐานความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยแบ่งเป็นกองกำกับ 1 ในกรณีถูกเเฮ็ค เช่น เฟสบุ๊ก ไลน์ อีเมล กองกำกับ 2 กรณีฉ้อโกง เช่น การสั่งซื้อของออนไลน์จากเฟสบุ๊ก ไลน์ เว็บไซต์ ที่มีการโอนเงินไปเเล้วไม่ได้รับของ กองกำกับ 3 กรณีความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่มีการโพสต์โดยใช้ถ้อยคำ คลิป หรือรูปภาพทำให้เสียหายต่อชื่อเสียงเเละสร้างความอับอายต่อผู้เเจ้ง ทั้งนี้เธอยังต้องเป็นล่าม และแปลเอกสารในการประชุมจากหน่วยงานอื่นๆ ความรู้ 2 ภาษาที่ฝึกปรือมาจากสถาบันช่วยให้เธอทำงานให้ ปอท.ได้อย่างดี

ตลอดการทำงานน้องดิวเคยเจอเครสที่แปลกสุด เครสที่ผู้แจ้งมีความผิดปกติทางจิต แล้วมีจินตนาการว่ามีคนนำรูปภาพโป๊เปลือยไปลง จากที่เธอตรวจสอบเบื้องต้น นั้นไม่พบหลักฐานอะไรเลย จากนั้นผู้เสียหายก็ยังไม่ยอม เธอจึงต้องเเจ้งทางร้อยเวรให้มาตรวจสอบ ร้อยเวรก็ยังหาหลักฐานไม่เจอ จากการพูดคุยจะพบว่าผู้เสียหายนั้นพูดจาไม่รู้เรื่อง นอกเหนือจากนี้กรณีที่ฐานความผิดไม่เข้า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เธอจะต้องชี้เเจงให้ผู้เสียหายเข้าใจ เเต่ผู้เสียหายอาจจะไม่มีความเข้าใจในกฎหมายเบื้องต้น บางรายอาจจะโวยวายหรือไม่พอใจ เธอก็พยายามพูดเเละค่อยๆบอก เพื่อให้เข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะหลายครั้งผู้เสียหายเกิดความโมโหหรือเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ รอง ผบก.ปอท.และ โฆษก บก.ปอท. เปิดเผยว่า สำหรับ พื้นที่แจ้งความร้องทุกข์ที่ บก. ปอท. เราพยายามทำให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย เข้ามาแล้วรู้สึกผ่อนคลาย มีหนังสือให้อ่าน มีทีวีให้ดูเล่น มีฝ่ายประชาสัมพันธ์ ที่คอยต้อนรับ และรับเรื่องโดยจะให้คำปรึกษาต่างๆ ว่าผู้เสียหายเจออะไรมาบ้าง และจะมาคัดแยกประเภทว่าเรื่องราวดังกล่าวนั้น ขึ้นอยู่กับหน่วยงานความรับผิดชอบใด

โดยปัจจุบัน ปัญหาบนสื่อโซเชียลค่อนข้างมีมากขึ้น หลายคนต้องศึกษากฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้มากขึ้นเช่นกัน กรณีง่ายๆ มีการกล่าวหากันทางไลน์ เฟซบุ๊กสร้างความเดือดร้อนให้ฝั่งตรงข้าม หรือ ไลฟ์สดโชว์ภาพวาบหวิว เราอาจมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่บางกรณี อาจะเข้าค่ายความผิดทาง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และบางกรณีทางฝ่ายคู่กรณีไม่ทราบด้วยซ้ำว่าทำผิดอะไร บางข้อความ เราอาจพิมพ์ลงไปเพราะบันดาลโทสะ แต่อาจมีความผิด โดยทางฝ่ายประชาสัมพันธ์เราจะพยายามให้ข้อมูลและรายละเอียด ช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ตามกระบวนการของกฎหมาย

‘นิด้าโพล’ เผยประชาชนอยากไปใช้สิทธิ ‘เลือกตั้งท้องถิ่น’ มาก

ประเด็นน่าสนใจ

  • นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ท่านอยากไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นหรือยัง”
  • ผลสำรวจชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.29 ระบุว่า อยากไปใช้สิทธิมาก
  • ส่วนเหตุผลในการเลือกประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.41 ระบุว่า พิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาในการทำประโยชน์เพื่อท้องถิ่น รองลงมา

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ท่านอยากไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นหรือยัง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8 – 9 กรกฎาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,254 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการอยากไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น (นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา)

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified  Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาค สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความต้องการของประชาชนในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น (นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.29 ระบุว่า อยากไปใช้สิทธิมาก รองลงมา ร้อยละ 18.66 ระบุว่า ค่อนข้างอยากไปใช้สิทธิ ร้อยละ 12.05 ระบุว่า ไม่อยากไปใช้สิทธิเลย ร้อยละ 8.61 ระบุว่า ไม่ค่อยอยากไปใช้สิทธิ และร้อยละ 2.39 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านการพิจารณาของประชาชนในการตัดสินใจเลือกผู้บริหารท้องถิ่น(นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.41 ระบุว่า พิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาในการทำประโยชน์เพื่อท้องถิ่น รองลงมา ร้อยละ 33.17 ระบุว่า พิจารณาจากนโยบายการบริหารและการพัฒนาท้องถิ่นของผู้สมัคร ร้อยละ 31.58 ระบุว่า พิจารณาจากประวัติพฤติกรรมส่วนบุคคล ร้อยละ 27.59 ระบุว่า พิจารณาจากคุณสมบัติประวัติส่วนบุคคล เช่น อายุ การศึกษา อาชีพ ร้อยละ 6.70 ระบุว่า พิจารณาจากพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด ร้อยละ 4.23 ระบุว่า พิจารณาจากชื่อเสียงของผู้สมัคร ร้อยละ 3.99 ระบุว่า พิจารณาจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับผู้สมัคร เช่น เป็นพ่อ-แม่ ลูก-หลาน ญาติพี่น้อง-เพื่อน ร้อยละ 3.43 ระบุว่า พิจารณาว่าใครเป็นผู้สนับสนุนผู้สมัคร ร้อยละ 0.16 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ เลือกตามคนในครอบครัว และไม่พิจารณาจากอะไรเลยเพราะตั้งใจจะกาบัตรให้เสีย และร้อยละ 3.83 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความต้องการของประชาชนในการปรับเปลี่ยนผู้บริหารท้องถิ่น (นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.94 ระบุว่า ไม่อยากเปลี่ยนผู้บริหารท้องถิ่นทุกตำแหน่ง รองลงมา ร้อยละ 26.48 ระบุว่า อยากเปลี่ยนผู้บริหารท้องถิ่นในบางตำแหน่ง ร้อยละ 25.60 ระบุว่า อยากเปลี่ยนผู้บริหารท้องถิ่นทุกตำแหน่ง ร้อยละ 13.64 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 3.34 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.77 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 25.84 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.26 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.49 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.64 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่างร้อยละ 49.12 เป็นเพศชาย และร้อยละ 50.88 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่างร้อยละ 7.02 มีอายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 16.75 มีอายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 21.77 มีอายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 34.53 มีอายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 19.93 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 95.53 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.39 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.72 นับถือศาสนาคริสต์ และอื่น ๆ และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุศาสนา ตัวอย่างร้อยละ 22.65 สถานภาพโสด ร้อยละ 72.41 สมรสแล้ว ร้อยละ 3.58 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส

ตัวอย่างร้อยละ 30.94 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 31.26 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.17 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 23.13 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 3.99 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 1.51 ไม่ระบุการศึกษา

ตัวอย่างร้อยละ 11.00 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 13.96 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.69 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 14.75 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 18.02 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 16.35 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 2.39 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.08 เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 1.76 ไม่ระบุอาชีพ

ตัวอย่างร้อยละ 16.51 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 22.01 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 27.27 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 9.17 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 6.94 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 7.66  มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 10.44ไม่ระบุรายได้