ธอส. ชวนออมกับ 3 บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง 1.65%-1.85 % ต่อปี

ประเด็นน่าสนใจ

  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชวนประชาชนออมเงินกับ 3 ผลิตภัณฑ์เงินฝากที่รองรับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม
  • เงินฝากออมทรัพย์ ธอส. ประชารัฐ สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาท วงเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 3 แสนบาท รับอัตราดอกเบี้ย 1.65% ต่อปี
  • เงินฝากออมทรัพย์ “For Home Together” หากไม่มีการถอนในระยะเวลา 12 เดือน รับอัตราดอกเบี้ยรวมสูงสุด 1.75% ต่อปี
  • เงินฝากประจำ 14 เดือน รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1.85% ต่อปี
  • เปิดบัญชีได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 ธันวาคม 2562

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการออมของประชาชนซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสให้ผู้ออมสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ในอนาคต พร้อมขยายฐานลูกค้าเงินฝาก ธอส. จึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลายสำหรับลูกค้าประชาชนที่ต้องการออมเงินกับสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง และให้ผลตอบแทนดี ประกอบด้วย

1. เงินฝากออมทรัพย์ ธอส. ประชารัฐ สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาท รับอัตราดอกเบี้ย 1.65% ต่อปี สำหรับลูกค้าที่มีวงเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 3 แสนบาท เปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรกขั้นต่ำเพียง 100 บาท รับฟรี!! บัตร ATM พร้อมได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตร และค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์เปิดบัญชีต้องผ่านโครงการพัฒนาความรู้ทางการเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย (Financial Literacy) ที่ ธอส. จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ในการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องของการออม ก่อนใช้ คิดก่อนจ่าย สร้างวินัยในการออม ตลอดจนสามารถวางแผนการเงินในระดับเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสมต่อไป

2.เงินฝากออมทรัพย์ “For Home Together” รับอัตราดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี สำหรับวงเงินฝากไม่ถึง 10,000,000 บาท และหากไม่มีการถอนในระยะเวลา 12 เดือน จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษบวกเพิ่ม 0.25% ต่อปี ในรอบ 12 เดือนถัดไป รวมรับดอกเบี้ยสูงสุด 1.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร) พิเศษ!! สำหรับผู้ที่เปิดบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะได้รับแสตมป์ที่ระลึก “ชุดวิมานเมฆ” สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมทำให้คนไทยมีบ้าน 1 ชุดต่อ 1 ราย พร้อมรับฟรี!! บัตร ATM รวมถึงได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตร และค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก

3. เงินฝากประจำ 14 เดือน รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1.85% ต่อปีทันทีตั้งแต่วันที่เปิดบัญชี กำหนดเปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 10 ล้านบาท ขึ้นไป พิเศษ!! สำหรับผู้ที่เปิดบัญชีและสมัครใช้บริการ Application GHB ALL พร้อมทั้งลงทะเบียนผ่าน QR Code จะได้รับสิทธิ์เป็นสมาชิกโครงการ GHB Wealth ของธนาคาร เพื่อรับสิทธิพิเศษหรือบริการต่าง ๆ มากมายตามที่ธนาคารกำหนด

ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจออมกับเงินฝากทั้ง 3 ประเภท สามารถติดต่อเปิดบัญชีได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2562 และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ผู้ประกอบการ ค้าน พ.ร.บ.จราจรทางบก ให้ติดระบบจีพีเอสรถโดยสารทุกคัน

ผู้ประกอบการรถโดยสารในภาคอีสาน ยื่นหนังสือคัดค้าน พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับใหม่ ที่จะมีการติดตั้งระบบจีพีเอสบนรถโดยสารทุกคัน

ผู้ประกอบการเดินรถโดยสารใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คือ จังหวัดศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และจังหวัดอุบลราชธานี รวมประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 12 พ.ศ.2562 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กันยายน 2562 โดยสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

นายพีระพล บุญชิณวงศ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน ระบุว่า กฏหมายฉบับนี้เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกจะทำการเชื่อมต่อระบบ GPS ของรถยนต์ผู้ประกอบการทุกคัน และสามารถออกใบสั่งแก่ผู้ทำหน้าที่ขับขี่ ที่ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะต้องเสียค่าปรับครั้งละ 1,000 บาท หากไม่ชำระในทันที อาจถูกเพิ่มค่าปรับเพิ่มถึง 5,000 บาท

ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างภาระให้กับคนขับรถโดยสาร และผู้ประกอบการรถขนส่ง เพราะเห็นว่าปัจจุบันมีด่านตรวจจับความเร็วของตำรวจทางหลวงอยู่แล้ว โดยยืนยันจะคัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวให้ถึงที่สุด

ด้านนายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุว่า ได้ลงพื้นที่รับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการ ก่อนจะนำรายชื่อไปรวมกับรายชื่อผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้า และรถโดยสารทั่วประเทศกว่า 50,000 รายชื่อ เพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการบังคับใช้กฏหมายฉบับนี้ ซึ่งสร้างภาระให้กับผู้ประกอบอาชีพนี้ด้วย

กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ เริ่ม 1 ก.ค. 62

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2562
  • ผู้รับบำนาญ สามารถยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพในจำนวนเงินที่ยังไม่ครบตามสิทธิได้ ซึ่งรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2562 หากผู้รับบำนาญ ที่เคยขอรับบำเหน็จดำรงชีพในอัตรา 15 เท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับ ในช่วงอายุ 60 ปี และ 65 ปีไปแล้ว และยังไม่ครบตามสิทธิซึ่งรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ให้ผู้รับบำนาญที่มีสิทธิขอรับเพิ่มได้ในจำนวนเงินที่ยังไม่ครบตามสิทธิ โดยสามารถยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพสำหรับผู้รับบำนาญซึ่งมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ทั้งแบบไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกันและแบบมีหนี้บำเหน็จค้ำประกันที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า ผู้รับบำนาญสามารถตรวจสอบสิทธิและแบบคำนวณบำเหน็จดำรงชีพเบื้องต้น (ประมาณการ) ได้ด้วยตนเอง ในระบบ E-Filing หรือตรวจสอบสิทธิของตนเองได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ สำนักงานคลังจังหวัดและกองบริหารการเบิกจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ กรมบัญชีกลาง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการยื่นเรื่องขอรับบำเหน็จดำรงชีพ ทั้งแบบกรณีไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน คือ ไม่มีหนี้อยู่กับสถาบันการเงิน หรือไม่ได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการกู้เงิน หรือแบบมีหนี้บำเหน็จค้ำประกันอยู่กับสถาบันการเงิน

กรณีที่ได้นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการกู้เงิน ก็สามารถยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพได้เช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อกรอกข้อมูลในแบบคำนวณบำเหน็จดำรงชีพเบื้องต้น (ประมาณการ) ครบถ้วน ถูกต้องแล้ว ระบบจะแสดงข้อมูลจำนวนบำเหน็จดำรงชีพที่มีสิทธิได้รับ จำนวนบำเหน็จตกทอดคงเหลือ สำหรับผู้มีสิทธิที่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกันอยู่กับสถาบันการเงิน ระบบจะแสดงจำนวนบำเหน็จดำรงชีพที่จะมีสิทธิได้รับตามจำนวนที่เหลือจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันเงินกู้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยได้รับตามหลักเกณฑ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ 1. เป็นตัวเงินเต็มจำนวน 2. เป็นตัวเงินส่วนหนึ่งและนำไปลดยอดหนี้อีกส่วนหนึ่ง 3. นำไปลดยอดหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงินทั้งจำนวน

สำหรับผู้รับบำนาญที่มีอายุ 60 ปี และ 65 ปี การยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่เคยปฏิบัติ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญของตนเอง หรือโทรศัพท์สอบถามกรมบัญชีกลางได้ที่หมายเลข 02-1277000 ต่อ 6214, 4512, 4250 และ 4212 สำหรับส่วนภูมิภาคสอบถาม ได้ที่สำนักงานคลังเขต 1-9 หรือสำนักงานคลังจังหวัดทุกจังหวัด ในวันและเวลาราชการ